
⦁…ความปลอดภัยของ “13 เยาวชนทีมหมูป่า” ที่ติดอยู่ในถ้ำลึก มืดและไม่มีทางออก 10 วันโดยไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน มีหลายเรื่องที่ควรบันทึกไว้ เรื่องแรก “จิตอาสา” ของ “ผู้เชี่ยวชาญดำน้ำในถ้ำ” จาก “อังกฤษ” สะท้อนถึง “จิตอาสาที่แท้จริง” รู้ว่า “มีความเดือดร้อนที่ต้องช่วยเหลือ” อาสามาโดยไม่เรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น มาอย่างเงียบๆ ไม่ประกาศแม้แต่ “ชื่อเสียงเรียงนาม” มาถึง “ปฏิบัติการทันที” เป็น “ทัพหน้า” เป็น “องค์ความรู้” สำหรับการกู้ภัยครั้งนี้ เมื่อเป็น “ชุดแรกที่พบเด็ก” สื่อสารกับเด็กในสาระและอารมณ์มุ่งไปที่การ “ให้ความเชื่อมั่นเป็นหลัก” ไม่มีอาการของความปรารถนาอยากเป็น “ฮีโร่” อะไร และหลังจากนั้น ยังปฏิบัติอย่าง “มืออาชีพ” ที่มุ่งไปที่ภารกิจหลัก โดยไม่มีภารกิจแฝงอื่น
⦁…อีกคนที่ต้องบันทึกไว้คือ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย “ผู้ควบคุมการปฏิบัติการทั้งหมด” ทำงานอย่างสะท้อนเห็นความหนักแน่น มั่นคง ท่ามกลางหน่วยงานสารพัด และผู้คนอันหลากหลาย ที่มีเป้าหมายต่างๆ กัน การประสานทุกอย่างให้เคลื่อนไปตามแผน จัดสรร “ความสำคัญจำเป็น” โดยไม่ให้ “พวกไร้สาระ” เสียความรู้สึก ทำได้อย่าง “เนียน” ด้วยเหตุนี้เมื่อที่สุดแล้วถูกย้ายไปเป็น “ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา” ความเสียดาย และเสียความรู้สึกจึงเกิดขึ้นกับหัวใจของใครต่อใครหลายคน
⦁…ไม่พูดถึงคงไม่ได้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ที่ใช้ความเชี่ยวชาญกฎหมายไปแสดงความห่วงใยแบบ “ผิดคิว” จนกลายเป็น “โจ๊กตัวเอก” ในปฏิบัติการที่ “ถ้ำหลวง” ภาพที่สะท้อนความโอ่อ่าของ “อำนาจ” เมื่อถูกนำไปเทียบกับภาพ “ร่วมปฏิบัติการอย่างทุ่มเท” ของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ทำให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้นในความรู้สึกของประชาชนในเรื่อง “กาลเทศะ” งานนี้ “ผู้มีโอกาสยิ่งใหญ่ทั้งหลาย” ควรต้องบันทึกไว้เป็น “บทเรียนสำคัญ” ว่าด้วย “การวางท่าทีต่อสถานการณ์อันเป็นศูนย์รวมความสนใจของประชาชน”
⦁…อ่าน “ประชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “อธิบดีกรมสรรพสามิต-เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เรื่องเร่ง “ขยายฐานการจัดเก็บภาษี” โดยนำเทคโนโลยี “บิ๊กดาต้า” เข้าไล่วิเคราะห์ข้อมูล มีเป้าหมายว่า “ปี 2562” จะเก็บให้ได้ “2 ล้านล้านบาท” แม้จะเข้าใจได้ว่า “สารพัดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาล” จำเป็นต้องใช้เงิน และที่มาของ “รายได้รัฐบาล” ก็คือ “ภาษี” แต่เมื่อหันไปดู “ชีวิตประชาชน” ช่วงนี้แล้ว อดเป็นห่วงคณะรัฐบาลไม่ได้ ว่าจะกลายเป็นพวก “เดินไปไหนไม่มีใครอยากจะเห็นหน้า”
⦁…มีตัวเลขผู้เสียภาษีปี 2561 ที่ต้องบันทึกไว้ “ผู้ยื่นภาษีรายได้บุคคลธรรมดา” มีแค่ “10 ล้านคน” ขณะที่ “นิติบุคคลที่ยื่นภาษีมีแค่ 6 เเสนราย” แถมเกริ่นมาให้รู้กันว่า “พวกรายใหญ่ๆ” ที่ “โกงภาษี” มีอยู่ไม่น้อย น่าสนใจตรงที่เรื่องนี้จะจัดการอย่างไร เพราะ “ขยายฐานภาษี” เมื่อไรที่เดือดร้อนคือ “นักธุรกิจขนาดกลางขนาดเล็ก” ที่ไม่มีปากมีเสียง “ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่” นั้น “เครือข่ายใหญ่และมีอำนาจ” เกินกว่าที่ “ใครจะกล้าแหยมไปเอาเรื่อง” หากการ “ไล่ล่าภาษี” ไม่เริ่มที่ “จัดการรายใหญ่เป็นตัวอย่าง” การจะหวังว่า “ประชาชนส่วนใหญ่” จะเข้าใจว่าเพราะ “รัฐบาลต้องใช้เงินเยอะ” ย่อมยากจะเป็นผล
⦁…ปี่กลองการเลือกตั้งที่คึกคักขึ้น จาก “ยุทธการเอาจริงของฝ่ายสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ” ที่ทางหนึ่งยังขาย “ปฏิรูปการเมือง” โดย “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็น “จิตวิญญาณ” นำเสนอ “การเมืองใหม่ที่อิงประชาชนไปสนับสนุนอำนาจนอกระบบ” อีกทางหนึ่งอาศัย “การเมืองแบบเก่า” ใช้ “อำนาจรัฐและทุน” ดูด “กำลังพลจากพรรคคู่แข่ง” เรียกว่า “เปิดทุกหนทางเพื่อตัวเองครองเสียงข้างมาก” ซึ่งแน่นอน ลองทุ่มและวางเกมครอบคลุมกันขนาดนี้ ย่อมมีสิทธิเป็นไปตามที่หวัง
⦁…ประเมินกันว่าเป็นไปได้ที่ “พรรคเทพเทือก” จะได้เก้าอี้บางส่วนจาก “ปักษ์ใต้ และกทม.” ซึ่งแน่นอนย่อมเป็นเขตพื้นที่ของ “ประชาธิปัตย์” สำหรับ “พลังประชารัฐ” ย่อมหวังเสียงจาก “อีสาน” และ “เหนือ” ที่ช่วงชิงจาก “เพื่อไทย” เป็นหลัก ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข่าวเรื่อง “เกมเพื่อไทย” จะปล่อยให้ “ทุ่มทุน” กันให้เละไป ถึงวันที่ต้องลงสนามจริง จะปล่อยให้ “ชกลม” ส่งผู้สมัครที่พร้อมจะแพ้ ด้วยประเมินสถานการณ์แล้ว “ชัยชนะจะเป็นตัวทำลายคู่ต่อสู้มากกว่า”
ชโลทร






