หน้าแรก คอลัมนิสต์ ทางออกไฟแนนซ์...

ทางออกไฟแนนซ์ : เมื่อมีประกาศควบคุมสัญญาให้เช่า ซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดย รังสรรค์ กระจ่างตา

8.07.18 | 13:00 น.

สคบ.ได้ออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2561 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 35 ง หน้า 6/16 กุมภาพันธ์ 2561) เพื่อควบคุมสัญญาการประกอบกิจการค้าโดยเจ้าของนําเอารถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ของตนออกให้บุคคลธรรมดาเช่า และให้คํามั่นว่าจะขายรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์หรือว่าจะให้รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์นั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยมีเงื่อนไขที่ผู้เช่า ได้ใช้เงินเป็นจํานวนเท่านั้นเท่านี้คราว ซึ่งจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2561 เป็นต้นไป

ผู้เขียนได้เคยเสนอบทความเรื่อง “สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา ได้หรือไม่?” ว่า คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาไม่อาจใช้อำนาจกำหนดให้ธุรกิจให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจควบคุมสัญญาได้ เนื่องจากมีกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้น (https://www.matichon.co.th/news/939215)

ดังนั้น การพิจารณาว่าคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาจะมีอำนาจตามกฎหมายออกประกาศควบคุมสัญญากับธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ได้หรือไม่

ผู้เขียนจึงขอเสนอความเห็นทางกฎหมายที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความมาตรา 21 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ไว้ และแนวปฏิบัติการยกเลิกประกาศ ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะแล้ว เพื่อให้เรื่อง
ดังกล่าวบังคับใช้ตามกฎหมายนั้น มาเป็นหลักในการพิจารณา ดังนี้

1.ขอบเขตการใช้อำนาจออกประกาศของคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติว่า “ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการใดได้บัญญัติเรื่องใดไว้โดยเฉพาะแล้วให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น และให้นำบทบัญญัติในหมวดนี้ไปใช้บังคับได้เท่าที่ไม่ซ้ำหรือขัดกับบทบัญญัติดังกล่าว …”

Advertisement

1.1 บันทึกเรื่องขอบเขตการบังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 (คณะกรรมการว่าด้วยฉลากจะอาศัยอำนาจตามมาตรา 30 และมาตรา 31 กำหนดให้สินค้าที่ควบคุมได้ตามกฎหมายเฉพาะเรื่องและยังมิได้มีการประกาศควบคุมตามกฎหมายนั้น เป็นสินค้าควบคุมฉลากได้หรือไม่ และจะเป็นการขัดกับมาตรา 21 หรือไม่ อย่างไร) คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการร่างกฎหมาย คณะที่ 3) ให้ความเห็นสรุปว่า “การที่คณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 จะอาศัยอำนาจมาตรา 30 กำหนดให้สินค้าประเภทใดเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก และอาศัยอำนาจตามมาตรา 31 กำหนดลักษณะฉลากของสินค้าที่ควบคุมฉลากได้นั้น จะต้องนำบทบัญญัติ มาตรา 21 วรรคหนึ่ง มาพิจารณาประกอบด้วยว่าในเรื่องดังกล่าวนั้น ได้มีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วหรือไม่ เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับอาหารได้มีพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 หรือในเรื่องเกี่ยวกับวัตถุมีพิษ ก็ได้มีพระราชบัญญัติวัตถุมีพิษ พ.ศ.2510 เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มีลักษณะเป็นกฎหมายพิเศษที่บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในส่วนที่ยังมิได้มีกฎหมายใดบัญญัติไว้ ดังนั้น การจะใช้อำนาจใดๆ ตามกฎหมายนี้ จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด คณะกรรมการว่าด้วยฉลากจึงไม่มีอำนาจกำหนดให้อาหารหรือวัตถุมีพิษเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลากได้” (เรื่องเสร็จที่ 412/2528)

1.2 บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง ขอให้ทบทวนความเห็นเกี่ยวกับการออกคำสั่งห้ามการโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10 และคณะที่ 11) พิจารณาประเด็นปัญหาดังกล่าวแล้ว เห็นว่า “มาตรา 21 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 บัญญัติว่า ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการใดได้บัญญัติเรื่องใดไว้โดยเฉพาะแล้ว ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น และให้นำบทบัญญัติในหมวดนี้ ไปใช้บังคับได้เท่าที่ไม่ซ้ำหรือขัดกับบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งกรณีที่หารือมานี้ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เป็น “อาหาร” ตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติเรื่องการควบคุมฉลากตามมาตรา 6 (10) และการควบคุมการโฆษณาตามมาตรา 40 มาตรา 41 และมาตรา 42 ไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีนี้จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 และไม่อาจนำบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการควบคุมฉลากและการควบคุมการโฆษณา ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ไปใช้บังคับซ้ำหรือขัดกับพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ได้ ดังนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10 และคณะที่ 11) จึงมีความเห็นสอดคล้องและยืนยันตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 10) ที่ว่า ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง ให้เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ลงวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2549 และคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่ 504/2549 เรื่อง ห้ามการโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ลงวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2549 เป็นประกาศและคำสั่งที่ไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย” (เรื่องเสร็จที่ 693/2549)

1.3 บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาจะมีอำนาจกำหนดให้การให้บริการสาธารณูปโภคของรัฐวิสาหกิจเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญาได้หรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 11) มีความเห็นว่า “เมื่อกฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจที่ให้บริการสาธารณูปโภคได้บัญญัติเรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจในการวางนโยบาย และการกำหนดราคาค่าบริการสาธารณูปโภคไว้โดยเฉพาะแล้วตามนัยมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 จึงไม่อาจใช้อำนาจที่จะกำหนดให้บริการสาธารณูปโภคของรัฐวิสาหกิจเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญาได้ (เรื่องเสร็จที่ 132/2544) ซึ่งคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาก็ได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีตามหนังสือกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 11310/2482 ลงวันที่ 2 มีนาคม 2482

ซึ่งเป็นมติที่ระบุถึงผลการให้ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นในทางกฎหมายเป็นประการใดแล้ว โดยปกติให้เป็นไปตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น โดยมิได้มีการออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ให้บริการสาธารณูปโภคของรัฐวิสาหกิจเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา

2.เคยมีการยกเลิกประกาศ ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะแล้ว เพื่อให้เรื่องดังกล่าวบังคับใช้ตามกฎหมายนั้น หรือไม่

คณะกรรมการเฉพาะเรื่อง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ได้ยกเลิกประกาศของคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะแล้ว เพื่อให้เรื่องดังกล่าวบังคับใช้ตามกฎหมายนั้น ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 เช่น ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก (ฉบับที่ 28) พ.ศ.2553 เรื่อง ยกเลิกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2546) เรื่อง ให้ปุ๋ยชีวภาพเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก เนื่องจากปัจจุบันได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 โดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2550 ให้มีบทบัญญัติเรื่องการควบคุมปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ไว้โดยเฉพาะแล้ว สมควรยกเลิกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2546) เรื่อง ให้ปุ๋ยชีวภาพเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก เพื่อให้ปุ๋ยชีวภาพบังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยปุ๋ยดังกล่าว (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 127/ตอนพิเศษ 18 ง/หน้า 43/5 กุมภาพันธ์ 2553)

และมีประกาศที่ยกเลิกประกาศที่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 110/ตอนที่ 170/หน้า 91/26 ตุลาคม 2536, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 106/ตอนที่ 25/ฉบับพิเศษ หน้า 1/10 กุมภาพันธ์ 2532, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 103/ตอนที่ 125/ฉบับพิเศษ หน้า 12/22 กรกฎาคม 2529, ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124/ตอนพิเศษ 65 ง/หน้า 58/30 พฤษภาคม 2550

3.มีกฎหมายว่าด้วยการใดได้บัญญัติเรื่องธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ สัญญา และการทวงถามหนี้ไว้โดยเฉพาะแล้ว ที่ให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง หรือไม่?
สัญญาเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ที่ผู้บริโภคทำกับผู้ประกอบธุรกิจมีกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน กฎหมายว่าด้วยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 กฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ บัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว ดังนี้

3.1 พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย

ได้อาศัยอำนาจตามกฎหมายดังกล่าวออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส. 01/2551 เรื่อง การอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อและให้เช่าแบบลีสซิ่ง ใช้บังคับกับธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงินทุกแห่ง โดยเฉพาะ ข้อ 5.3.5 การจัดทำสัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาเช่าแบบลีสซิ่ง ซึ่งธนาคารพาณิชย์ต้องจัดทำสัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาเช่าแบบลีสซิ่งกับผู้เช่าเป็นหนังสืออย่างน้อย 2 ฉบับ และมอบให้ผู้เช่าเก็บไว้เป็นหลักฐาน 1 ฉบับ (ww.bot.or.th/Thai/fipcs/Documents/FPG/2551/ThaiPDF/25510291.pdf)

3.2 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส 15/2560 เรื่อง การกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ สำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลที่มิใช่สถาบันการเงิน ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 เป็นต้นไป โดยอาศัยอำนาจตามความในข้อ 3 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 และข้อ 14 แห่งประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กิจการที่ต้องขออนุญาต ตามข้อ 5 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (เรื่องสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2548 กำหนดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) ปฏิบัติตามที่กำหนดในประกาศฉบับนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 เป็นต้นไป โดยควบคุม “สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ” ซึ่งหมายความว่า สินเชื่อส่วนบุคคลเฉพาะที่ไม่มีทรัพย์หรือทรัพย์สินเป็นหลักประกัน และเพื่อประโยชน์แห่งประกาศฉบับนี้ ให้รวมถึงสินเชื่อที่เกิดจากการให้เช่าซื้อและการให้เช่าแบบลีสซิ่งในสินค้าที่ผู้ประกอบธุรกิจมิได้จำหน่ายเป็นทางการค้าปกติ ยกเว้นในสินค้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ และกำหนดให้ “ผู้บริโภค” หมายความว่า ผู้บริโภคตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค กับให้ “ผู้ประกอบธุรกิจ” หมายความว่า ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับซึ่งมิใช่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันการเงิน

3.3 พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 โดยกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้รัฐเข้าแทรกแซงโดยกำหนดกรอบสัญญามิให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งซึ่งมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจเหนือกว่าถือโอกาสอาศัยหลักเสรีภาพของบุคคล ตามหลักของความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนาเอาเปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจด้อยกว่า ซึ่งทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมและไม่สงบสุขในสังคม โดยกำหนดแนวทางให้แก่ศาลเพื่อใช้ในการพิจารณาว่าข้อสัญญา หรือข้อตกลงใดที่ไม่เป็นธรรม และให้อำนาจแก่ศาลที่จะสั่งให้ข้อสัญญาหรือข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมนั้น มีผลใช้บังคับเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 3 ได้กำหนดให้ผู้เช่าซื้อเป็น “ผู้บริโภค” ผู้ให้เช่าซื้อเป็น “ผู้ประกอบธุรกิจการค้า…”

3.4 พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 ได้กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการทวงถามหนี้และการควบคุมการทวงถามหนี้ไว้เป็นการเฉพาะ เพื่อมิให้มีการกระทําที่ไม่เหมาะสมต่อลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถ้อยคําที่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างรุนแรง การคุกคาม โดยขู่เข็ญ การใช้กําลังประทุษร้าย หรือการทําให้เสียชื่อเสียง รวมถึงการให้ข้อมูลเท็จและการสร้างความเดือดร้อนรําคาญให้แก่บุคคลอื่น
ดังนั้น ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน กฎหมายว่าด้วยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน ลงวันที่ 26 มกราคม 2515 กฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 จึงไม่อาจใช้อำนาจที่จะกำหนดให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญาได้ ตามนัยความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา (โปรดดูเรื่องที่ สคบ.หารือข้อกฎหมายกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตาม 1.3)

ประกาศดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย (ตามนัยเรื่องเสร็จที่ 693/2549) และโดยที่คณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เป็นคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง เช่นเดียวกับคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก และคณะกรรมการว่าการโฆษณา ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 21 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น คณะกรรมการว่าด้วยสัญญา จึงสมควรต้องออกประกาศยกเลิกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2561 เช่นเดียวกับคณะกรรมการเฉพาะเรื่องที่ได้เคยออกประกาศยกเลิกประกาศฯ ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องนั้นไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ตาม 2.

4.ผู้ประกอบธุรกิจควรทำอย่างไร

ถ้าเห็นด้วยกับบทความนี้ ผู้ประกอบธุรกิจก็คงต้องรีบฟ้องคดีให้ศาลปกครองเพิกถอนประกาศนี้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้ หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี และร้องขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการใดๆ โดยเร่งด่วน เพื่อชะลอการบังคับใช้ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2561 เนื่องจากคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการออกประกาศนี้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง และไม่มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย ตามนัยความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาดังกล่าว มิฉะนั้น จะเกิดความเสียหายที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขแก่ผู้ประกอบธุรกิจในภายหลัง เพราะพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 57 บัญญัติว่า “ผู้ประกอบธุรกิจผู้ใดไม่ส่งมอบสัญญาที่มีข้อสัญญาหรือมีข้อสัญญาและแบบถูกต้องตามมาตรา 35 ทวิ หรือไม่ส่งมอบหลักฐานการรับเงินที่มีรายการและข้อความถูกต้องตามมาตรา 35 เบญจ ให้แก่ผู้บริโภคภายในระยะเวลาตามมาตรา 35 อัฏฐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ดังนั้น การชะลอการบังคับใช้ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญาดังกล่าว จักเป็นผลให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บริหารงานของรัฐตาม 3.1 และ 3.2 ได้อย่างเป็นเอกภาพ

โดยไม่มีประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2561 มาเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานแต่ประการใด

5.ถาม-ตอบ ในประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ แบบเดาใจ สคบ.

สคบ. : มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติว่า “ในกรณีที่กฎหมายว่าด้วยการใดได้บัญญัติเรื่องใดไว้โดยเฉพาะแล้วให้บังคับตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น และให้นำบทบัญญัติในหมวดนี้ไปใช้บังคับได้เท่าที่ไม่ซ้ำหรือขัดกับบทบัญญัติดังกล่าว เว้นแต่ …” ดังนั้น คณะกรรม
การว่าด้วยสัญญา ก็ยังมีอำนาจออกประกาศกำหนดให้ธุรกิจใดเป็นธุรกิจควบคุมสัญญาเฉพาะในส่วนไม่ซ้ำหรือขัดกับบทบัญญัตินั้นได้

ตอบ : ไม่ได้ เนื่องจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มีลักษณะเป็นกฎหมายพิเศษที่บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค ในส่วนที่ยังมิได้มีกฎหมายใดบัญญัติไว้ ดังนั้น การจะใช้อำนาจใดๆ ตามกฎหมายนี้ จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด… ตามนัยที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นไว้แล้วตามหัวข้อ 1.1 และ 1.3 ในเรื่องเสร็จที่ 412/2528 และเรื่องเสร็จที่ 132/2544

ซึ่งหมายความว่าคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาไม่มีอำนาจออกประกาศกำหนดให้ธุรกิจใดเป็นธุรกิจควบคุมสัญญาได้เลย หากธุรกิจนั้นได้มีกฎหมายว่าด้วยการใดได้บัญญัติเรื่องใดไว้โดยเฉพาะแล้ว…

ดังนั้น คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาคงมีอำนาจเพียง “…นำบทบัญญัติในหมวดนี้ไปใช้บังคับได้เท่าที่ไม่ซ้ำหรือขัดกับบทบัญญัติดังกล่าว…” เฉพาะในกรณีอื่นที่มิใช่การกำหนดให้ธุรกิจใดเป็นธุรกิจควบคุมสัญญา ซึ่งบทบัญญัติในหมวดนี้ กำหนดไว้ส่วนที่ 2 ทวิ การคุ้มครองผู้บริโภคในด้านสัญญา ตัวอย่างเช่น การออกประกาศควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงินตามมาตรา 35 เบญจ เป็นต้น แต่การควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงินนั้นให้กำหนดใช้บังคับได้เท่าที่ไม่ซ้ำหรือขัดกับบทบัญญัติดังกล่าว สมมุติกรณีธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ คือ รายการในหลักฐานการรับเงินนั้นไม่ซ้ำหรือขัดกับบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน กฎหมายว่าด้วยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน (สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) กฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ เว้นแต่จะกำหนดให้ธุรกิจให้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) เฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม หากปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามกฎหมายดังกล่าวยังมิได้มีการดำเนินการหรือดำเนินการยังไม่ครบขั้นตอนตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และมิได้ออกคำสั่งเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคตามกฎหมายดังกล่าวภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง… ให้คณะกรรมการเฉพาะเรื่อง…เสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาออกคำสั่งตามความในหมวดนี้ได้

กล่าวคือ หากคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเห็นว่ามีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ผู้บริโภคเป็นส่วนรวม หากปรากฏว่า ธปท. และกระทรวงการคลัง ยังมิได้มีการดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านการเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ตามกฎหมายดังกล่าวภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาต้องเสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาออกคำสั่งต่อไป

สคบ. : ถ้ามีกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน กฎหมายว่าด้วยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน (สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ) กฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และกฎหมายว่าด้วยการทวงถามหนี้ ยังมีผู้ประกอบธุรกิจกำหนดข้อตกลงในสัญญาไม่เป็นธรรมอื่นแก่ผู้บริโภคที่กฎหมายว่าด้วยการดังกล่าวไม่อาจบังคับได้ คณะกรรมการว่าด้วยสัญญาจะไม่มีอำนาจกำหนดให้ธุรกิจนั้นเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญาเลยหรือ

ตอบ : ใช่ คงต้องมีการเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการนั้นๆ หรือให้มีกฎหมายเฉพาะ เช่นเดียวกับกรณีไม่อาจกำหนดฉลากและการโฆษณาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ตาม 1.2 และได้มีการยกเลิกประกาศดังกล่าว (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124/ตอนพิเศษ 65 ง/หน้า 58/30 พฤษภาคม 2550) ต่อมาจึงได้มีการตรากฎหมายเฉพาะมาควบคุมเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ คือ พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551

สคบ. : ถ้ามีปัญหาร้องเรียนจากผู้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นผู้บริโภค ว่าถูกผู้ประกอบการคิดดอกเบี้ยแบบไม่ลดต้นลดดอก เช่นเดียวกับการคํานวณดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย โดยคิดดอกเบี้ยจากเงินต้นคงเหลือในแต่ละงวด จะคุ้มครองผู้บริโภคอย่างไร

ตอบ : แสดงว่าผู้บริโภคถูกละเมิดสิทธิเพราะข้อตกลงในสัญญาไม่เป็นธรรม เป็นอำนาจ คคบ. ตามมาตรา 10 (1) ดำเนินคดีแทนผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิตามมาตรา 39