หน้าแรก คอลัมนิสต์ รัฐธรรมนูญ กั...

รัฐธรรมนูญ กับการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

12.04.16 | 13:45 น.
แฟ้มภาพ

ในช่วงนี้อาจจะเรียกได้ว่าการเมืองของไทยนั้นเข้าสู่ช่วงเวลาของการเดินหน้ากลับเข้าสู่ประชาธิปไตย โดยมีหมุดหมายสำคัญอยู่สามห้วงเวลาสำคัญ

หนึ่งคือ การลงประชามติเพื่อรับ หรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

สองคือ การเลือกตั้งซึ่งคณะรัฐประหารซึ่งปกครองประเทศอยู่ในขณะนี้นั่นก็ให้คำยืนยันว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นอย่างแน่นอน

สามคือ การส่งต่ออำนาจและการบริหารจากโครงสร้างเผด็จการทหารของ คสช. (หรือประชาธิปไตย 99.9 เปอร์เซ็นต์) เข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกออกแบบมาในโครงสร้างรัฐธรรมนูญใหม่

ทีนี้สิ่งที่น่าสนใจก็คือ หากลองพิจารณาระยะผ่านสามช่วงเวลานี้ จะพบรายละเอียดสำคัญเพิ่มเติมอยู่หลายเรื่อง

Advertisement

เรื่องแรกคือ ห้วงเวลาก่อนลงประชามตินั้น จะมีการเปิดให้เกิดบรรยากาศที่มีสิทธิเสรีภาพมากน้อยเพียงใด เพื่อทำให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้มีความชอบธรรมในทางการเมือง เพียงพอที่จะเป็นกฎกติกาสำคัญที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้

หากพยายามมองการวางกติกาประชามติในแง่ดี ก็คงจะเห็นความกังวลใจที่จะเผชิญหน้ากับการปิดกั้นการใช้สิทธิเสรีภาพของผู้คนเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

แต่หากมองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในแง่ตั้งข้อสงสัยมากหน่อย ก็คงจะห่วงกังวลกันว่า การห้ามการรณรงค์นั้นจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือข้ออ้างทางการเมืองที่จะทำให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นไปไม่ได้

สำหรับความคิดเห็นที่แตกต่างในเรื่องนี้ ผมเองก็ยังไม่อยากจะฟันธงในการกล่าวหาฝ่ายผู้มีอำนาจมากนัก ประการหนึ่งก็เพราะว่าเรา (ถูกบังคับให้) ตกอยู่ในวัฒนธรรมการใช้อำนาจและกฎหมายในแบบที่มักจะอ้างกันว่ายาแรงก็ไม่เป็นไร ถ้าบริสุทธิ์ใจ และไม่มีเบื้องหลัง ดังนั้นถ้าเรามีความบริสุทธิ์ใจในการแสดงความคิดเห็นเราก็จะต้องมีความกล้าหาญในการแสดงความคิดเห็น ระบบความยุติธรรมแบบยาแรงก็ย่อมจะต้องมีความเข้าใจเอง (เว้นแต่คนที่อยู่ในระบบยาแรงแบบนี้ไม่บริสุทธิ์ใจเสียเอง … แต่ก็ตรวจสอบได้ยากอยู่)

ในประการถัดมา ผมเชื่อว่าในระบบเผด็จการนั้น เผด็จการมักจะมีความเชื่อว่า หากสามารถควบคุมช่องทางการสื่อสารของประชาชนได้แล้ว ก็จะสามารถอยู่ในอำนาจและผลักดันสิ่งที่ตนต้องการออกมาได้ แต่เผด็จการในโลกจำนวนไม่น้อยก็อยู่ในสภาวะพังทลายและเก็บข้าวของกันไม่ทัน ไม่ใช่เฉพาะว่าถูกประชาชนลุกฮือขับไล่บนถนน แต่เผด็จการถูกประชาชนสับขาหลอกโดยการส่งสัญญาณการสื่อสารที่ผิดพลาด และพัฒนาการสื่อสารในหมู่ประชาชนเองที่เล็ดลอดการตรวจสอบของรัฐไปได้ ทำให้เผด็จการคาดเดาทางไม่ถูก หรือตัดสินใจอะไรที่ผิด ดังตัวอย่างของพม่า ที่่เชื่อว่าจะอยู่ในอำนาจได้อย่างต่อเนื่องในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยการสร้างโครงสร้างที่สถาบันทหารนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง และมีโควต้าของกองทัพในการเมืองหลังการเลือกตั้ง ตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม ประชาชนพม่าเองนั้นก็ส่งสัญญาณแห่งความเงียบในระดับที่คาดเดาผลการเลือกตั้งได้ยากว่าพรรคของออง ซาน ซูจี จะชนะถล่มทลายจนทำให้ทหารพม่าลมแทบจับ เพราะเสียงเลือกตั้งน้อยมากจนทำให้ไม่สามารถมีอำนาจครอบงำได้ และจำต้องอยู่ในสภาพของการยอมรับและแบ่งปันอำนาจกับรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้งต่อไป

รายละเอียดในเรื่องของระยะเปลี่ยนผ่านในส่วนที่สองก็คือเรื่องที่ยังไม่ค่อยได้มีการพูดกันว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านแล้ว ยังจะมีช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งที่ยาวนานในการที่จะให้คณะกรรมการที่มีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องร่างกฎหมายลูกอีกหลายฉบับที่มีผลต่อทั้งการเลือกตั้ง และการบริหารประเทศภายหลังการเลือกตั้ง

ประเด็นท้าทายก็คือ ในโครงสร้างของการร่างกฎหมายลูกเหล่านั้น ซึ่งจะต้องกำหนดอนาคตของสถาบันทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง (รวมทั้งในช่วงการเลือกตั้งนั้น) ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการร่างกติกาเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน และถ้าประชาชนไม่ได้ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในแบบสมบูรณ์แบบ (แต่รับด้วยเหตุผลในทางยุทธศาสตร์ กล่าวคือ รับโดยไม่ได้ศรัทธา แต่อาจจะรับด้วยความกลัว หรือรับเพราะรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้) คำถามก็คือ เราจะเห็นหน้าตาของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอื่นๆ ที่จะทยอยตามออกมาในแบบที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม ไม่มีการลงประชามติอีกหลายฉบับได้แค่ไหนเพียงใด

ในประการที่สาม สิ่งที่เราจะพบในระยะเปลี่ยนผ่านก็คือระบอบประชาธิปไตยเลือกตั้งในแบบที่สภาผู้แทนหรือสภาที่มาจากการเลือกตั้งมีสภาพจำกัด และหากเชื่อตามที่เราเห็นในข่าว สิ่งนี้เกิดในช่วงโค้งเกือบจะสุดท้ายของการร่างรัฐธรรมนูญของคณะคุณมีชัย ซึ่งเกิดปรากฏการณ์ที่ว่าลูกค้าเปลี่ยนสเปก (จะเรียกว่าแป๊ะเปลี่ยนสเปกก็ได้) กล่าวคือ ร่างออกมาเกือบจะเสร็จ คสช. ก็เสนอประเด็นที่เรียกว่าระยะเปลี่ยนผ่าน และเสนอให้คณะร่างฯระบุบทเฉพาะกาลและวางโครงสร้างรัฐสภาที่เกี่ยวโยงกับอำนาจของ คสช. (คือไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ถูกเลือกโดย คสช. และมีอำนาจในการกำหนดและตรวจสอบรัฐบาล-ประเด็นสุดท้ายนี้ส่วนหนึ่งอยู่ในคำถามพ่วงของประชามติ)

ข้อเสนอของ คสช. และการสนองโดยแม่น้ำบางสายนั้น ทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านกลับสู่ประชาธิปไตยในรอบนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆในแบบของการคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านการเลือกตั้ง แต่มีลักษณะที่มีการวางเงื่อนไขระยะเปลี่ยนผ่านกลับเข้าสู่ประชาธิปไตยที่ทำให้การเลือกตั้งถูกเปลี่ยนแปลงความหมายออกไปจากเดิมที่เป็นการกำหนดอำนาจและเจตจำนงของประชาชนโดยสมบูรณ์มาสู่การเลือกตั้งเพื่อยอมรับกติกาและอำนาจของ คสช. ในระยะเปลี่ยนผ่าน

โดยหลักการทางประชาธิปไตยนั้น การเลือกตั้งนอกจากจะต้องมีความเสรี บริสุทธิ์ และยุติธรรมแล้ว การเลือกตั้งยังจะต้องมีความสำคัญในแง่ของนัยยะของการแสดงออกว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยด้วย การเลือกตั้งที่มีลักษณะของการออกไปยืนยันว่าจะมอบอำนาจให้กับคณะรัฐประหารในการกำหนดเงื่อนไขระยะเปลี่ยนผ่าน จึงมีความสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมโดยโครงสร้างของรัฐธรรมนูญเอง ไม่ใช่ว่าการเลือกตั้งจะนำไปสู่ความขัดแย้งเพราะประชาชนต้องการจะขัดแย้ง หากแต่เงื่อนไขในรัฐธรรมนูญเช่นนี้ต่างหากที่ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในสังคม และลดความหมายของการเลือกตั้งในฐานะกิจกรรมทางการเมืองที่มีความหมายต่ออำนาจของประชาชนลง

ต่างจากการที่รัฐบาลที่มาจากประชาชนเสนอประเด็นให้มีการลงประชามติโดยทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องของการที่รัฐบาลนั้นมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และคืนอำนาจให้ประชาชนในการตัดสินใจกำหนดชีวิตของพวกเขาเองอย่างเท่าเทียมในแง่ของการเลือกทางออกของประเทศ

ประการที่สี่ ในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ข้อสงสัยที่เชื่อมโยงกับประเด็นที่แล้วก็คือ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเป็นการเลือกตั้งที่คงไว้ซึ่งหลักการของประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งและมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่มากน้อยแค่ไหน หากมีองค์กรทางการเมืองอื่นๆ เข้ามามีบทบาทในการกำหนดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตรวจสอบสภาผู้แทนโดยไม่ได้มาจากการเห็นชอบของประชาชน

เรื่องนี้ผมไม่ได้อยากจะมองว่าเป็นเรื่องของข้อกล่าวหา หรือข้อสงสัยต่อความบริสุทธิ์ใจของผู้ร่าง ผู้กำหนดสเปกให้ร่าง และผู้ที่ชักจูงให้คนเหล่านี้เข้ามาปกครองประเทศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แต่อยากจะชี้ชวนให้พิจารณาประเด็นดังกล่าวในแง่ของข้อถกเถียงที่มีต่อการตรวจสอบระบอบประชาธิปไตย น่าจะทำให้เกิดบรรยากาศของการพิจารณาประเด็นของการเปลี่ยนผ่านที่ทำให้เกิดความรอบด้าน และพูดคุยกันได้มากขึ้น

กล่าวคือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการถกเถียงในสังคมนั้นไม่ใช่เรื่องของ “ปรับทัศนคติ” แบบที่เราเข้าใจว่ามีฝ่ายหนึ่งที่ถูก อีกฝ่ายผิด แต่เป็นเรื่องของการ “ปรับทัศนคติเข้าหากัน” ในเรื่องของการพัฒนาประชาธิปไตยเสียมากกว่า

ผมเชื่อว่าไม่มีใครปฏิเสธประชาธิปไตยในแบบอุดมคติ (ผมขอโทษที่ดูไร้เดียงสา) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ที่ผ่านมาประชาธิปไตยมันมีปัญหามากมายจนบางกลุ่มนั้นถึงกับหมดศรัทธาและยอมแพ้ (การมองแบบนี้เชื่อว่าฝ่ายที่ไม่เอาประชาธิปไตยนั้นเคยเอาหรือเรียกร้องประชาธิปไตยมาก่อน) และหันไปหาระบอบอื่น

ดังนั้นประเด็นจึงอยู่ที่คำถามสำคัญว่า เราจะอยู่ในภาวะไหนดี ระหว่างการเลือกการสร้างประชาธิปไตยแบบปฏิปักษ์กับเสียงข้างมาก (counter majoritarian) กับการเลือกสร้างประชาธิปไตยแบบที่ควบคุมตัวเองได้ (self-limitation)

การพยายามถกเถียงในเรื่องนี้จะขยับประเด็นให้ไปไกลกว่าการมองว่าฝ่ายหนึ่งเป็นเผด็จการสมบูรณ์แบบและรังเกียจประชาธิปไตย และอีกฝ่ายคือประชาธิปไตยที่ไม่ต้องพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงอะไรเลย

อย่าลืมว่าประชาธิปไตยนั้นมีเงื่อนไขสำคัญที่เหนือกว่าการปกครองโดยเสียงข้างมากก็คือ การเคารพความเท่าเทียมกันของ “ความเป็นมนุษย์” และเคารพความหลากหลายในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันด้วย (เช่น ต้องให้มีการถกเถียง คัดค้านได้ ไม่ใช่จัดการให้ทุกคนคิดเหมือนกันทุกเรื่อง) ดังนั้นประชาธิปไตยจึงมีประเด็นท้าทายและข้อจำกัดในตัวเองอยู่ตลอดเวลา

ผมเชื่อว่า ทั้งสองฝ่ายที่ถกเถียงกันในสังคมลึกๆ แล้วต่างอยากได้ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ แต่ฝ่ายหนึ่งอยากจะให้เกิดสิ่งนี้เมื่อทุกคนมีคุณสมบัติครบถ้วน เช่นมีการศึกษาและมีความเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตยที่ตรงกัน และเชื่อว่าต้องมีสถาบันทางการเมืองที่ไม่ต้องมาจากประชาชนโดยตรงมาทัดทานไม่ให้ประชาธิปไตยออกนอกลู่นอกรอย

ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า ประชาธิปไตยนั้นจะยั่งยืนได้ ต้องมีการตรวจสอบภายในกันเอง มีการคานอำนาจกันของสถาบันทางการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชน และต้องขยายพื้นที่ประชาธิปไตยออกไปยังสถาบันทางอ้อมที่ไม่ต้องเกี่ยวกับการเมืองโดยตรง ตั้งแต่การกระจายอำนาจ และการสร้างภาคประชาชนให้เข้มแข็ง ทำให้เกิดการจัดการตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณและความรับผิดชอบของรัฐมากขึ้น และทำให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและสร้างแรงกดดันต่อระบอบการเมืองได้จนกลายเป็นวัฒนธรรมในการใช้อำนาจที่ต่างฝ่ายต่างยอมรับว่าจะไม่ล้ำเส้นหรือสุดซอย

ตัวผมเองนั้นเชื่อในเรื่องของการพยายามสร้างกลไกทางการเมืองที่จะควบคุมประชาธิปไตยจากภายในมากกว่าภายนอก แต่ยอมรับว่าเป็นไปได้ล่าช้า และที่ผ่านมายังไม่บรรลุผลอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่จะยอมอยู่ในประชาธิปไตย และทำให้ประชาธิปไตยเป็นกฎกติกาหลักในสังคมให้จงได้

แต่ผมก็ยังคิดว่า หากจะใช้วิธีการแบบปฏิปักษ์เสียงข้างมากแล้ว ระบอบประชาธิปไตยแบบจำกัดจากอำนาจภายนอกจะยิ่งขาดแคลนความชอบธรรมมากไปอีก และจะยิ่งส่งผลสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตย และระบอบการเมือง เพราะอย่าลืมว่าพลังที่เป็นฝ่ายปฏิปักษ์ต่อเสียงข้างมากนั้นก็มีผลประโยชน์และเป็นผู้มีบทบาทในระบอบการเมืองนั้นเช่นกัน เราจะสามารถตรวจสอบการใช้อำนาจของคนเหล่านั้นในมาตรฐานเดียวกับคนกลุ่มอื่นๆ ในสังคมได้อย่างไร หรือพูดง่ายๆ ว่า คนเหล่านั้นไม่ใช่นักการเมือง หรือเขาก็เป็นนักการเมืองในอีกแบบหนึ่งเช่นกัน?

กล่าวอีกนัยหนึ่ง หลักการในรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญนิยม (constitutionalism) นั้น หมายถึงการใช้กฎหมายในการสร้างข้อจำกัดในการใช้อำนาจของผู้ปกครอง เพื่อให้หลักประกันถึงความเสมอภาคทางการเมืองของทุกฝ่าย คำถามก็คือ ขนบของการร่างรัฐธรรมนูญของเรานั้นวางอยู่บนเรื่องนี้หรือไม่?

หรือเราใช้ขนบในแบบที่ใช้กฎหมายจัดการกับฝ่ายที่เราไม่ชอบ โดยลืมตรวจสอบฝ่ายเดียวกันอย่างเข้มข้นเช่นเดียวกัน? ซึ่งถ้าเป็นจริงเช่นนี้ รัฐธรรมนูญของเราก็ไม่ใช่รัฐธรรมนูญตามขนบรัฐธรรมนูญนิยม (หากแต่เป็นสังคม “นิยมรัฐธรรมนูญ” คือนิยมร่างใหม่บ่อยๆ เมื่อใช้ไม่ได้ เพราะไม่ยอมรับกฎกติกาที่มี)

นั่นจึงมาสู่ประเด็นที่ว่า สังคมนิยมรัฐธรรมนูญ (ไม่ใช่รัฐธรรมนูญนิยม) นั้นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยได้จริงไหม และทำให้ประชาธิปไตยยั่งยืนไหมนั่นแหละครับ