หน้าแรก คอลัมนิสต์ ย้อนอดีต 196 ...

ย้อนอดีต 196 ปี แห่งความทรงจำ ในราชการทหารและพลเรือนของไทย

9.07.18 | 13:19 น.

“ประเทศเป็นบ้าน ทหารเป็นรั้ว และชาติใดไม่มีทหาร อีกไม่นานก็ต้องเป็นขี้ข้าชาติอื่น” เป็นคำกล่าวที่ติดปากชนชาวไทยโบราณมานานแสนนาน ในเมื่อปัจจุบันชาติไทยของเราอยู่เย็นเป็นสุขมาได้ก็เพราะทหาร จึงจะขอย้อนอดีตเพื่อทวนความทรงจำของทุกท่านที่ขณะนั้นยังไม่เกิดลืมตาดูโลกว่า ตั้งแต่ พ.ศ.2365 เป็นต้นมาย้อนไป 196 ปี ในประเทศไทยมีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้นบ้าง โดยเริ่มในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 2 เป็นต้นมาตามลำดับ เพียงบางช่วงบางตอนที่ท่านพ.อ.ถวิล อยู่เย็น ตำแหน่งหัวหน้ากองประวัติศาสตร์ กรมยุทธการทหารบก ได้บันทึกไว้ด้วยสำนวนและอักขระเดิมเมื่อ 1 มิ.ย.2515 ดังนี้

พ.ศ.2365 จอน ครอฟอร์ด ชาวอังกฤษ เข้ามาสมัยรัชกาลที่ 2 เมื่อ 13 มี.ค.2365 นำทหารซีปาย (ซีปอย) (Sepoy) เข้ามา 30 คน ฝ่ายไทยจึงจัดกองทหารอย่างฝรั่งขึ้นสำหรับรักษาพระราชฐานเรียกว่า ทหารซีปาย (ซีปอย)

พ.ศ.2366 อังกฤษรบกับพม่า เสียย่างกุ้ง ยะไข่ เมื่อ พ.ศ.2369

พ.ศ.2367 รัชกาลที่ 3 ขึ้นครองราชย์

พ.ศ.2369 – เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ ขณะที่อังกฤษรบกับพม่า

Advertisement

– อังกฤษ (บริษัทอีสต์อินเดีย) ส่ง เฮนรี่ เบอร์นี่ เข้ามาทำสัญญาค้าขายกับไทย

พ.ศ.2371 – มิชชันนารีอเมริกัน เข้ามาเป็นครั้งแรก

– จับเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ลงมากรุงเทพฯ

พ.ศ.2374 ร.อ.น็อกซ์ ชาวอังกฤษเข้ามาเป็นครูฝึกทหารของพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง) มีโรงทหารอยู่ที่วัดบุปผาราม ฝั่งธนบุรี จัดเป็นทหารอย่างยุโรป 1,000 คน แบ่งเป็น 4 ผลัด เข้ามารับราชการ ผลัดละ 3 เดือน (บางแห่งว่า ร.อ.น็อกซ์เข้ามาเมื่อ พ.ศ.2391 ต่างกัน 17 ปี)

พ.ศ.2376 เริ่มส่งครามไทยกับญวน เกี่ยวกับเรื่องเมืองเขมร สงครามสงบ เมื่อ พ.ศ.2390

พ.ศ.2394 – รัชกาลที่ 3 สวรรคต รัชกาลที่ 4 ขึ้นครองราชย์

– ร.อ.อิมเป ชาวอังกฤษ เข้ามาเป็นครูฝึกทหารวังหลวงจึงได้จัดกองทหารหน้าขึ้น

พ.ศ.2395 – ไทยส่งกองทัพไปปราบเชียงตุง ครั้งที่ 2 แต่ทำการไม่สำเร็จ

– ร.อ.น็อกซ์ มาเป็นครูทหารวังหน้าของสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สมัยนั้นมีทหารวังหลวง 1,500 กับทหารวังหน้า 2,600 ยังแยกกันปกครอง

– ปลายรัชกาลที่ 4 ลามาซ ชาวฝรั่งเศส เข้ามาเป็นครูฝึกทหาร

– ตั้งกรมตำรวจภูธร

พ.ศ.2409 ร.อ.น็อกซ์ ครูทหารของไทยได้เป็นกงสุลเยนเนอราล ของอังกฤษ

พ.ศ.2410 มลายูเป็นของอังกฤษ เขมรหลุดจากอิทธิพลของไทยไปอยู่ในความคุ้มครองของฝรั่งเศส

พ.ศ.2411 รัชกาลที่ 5 ขึ้นเสวยราชย์ ตั้งทหารมหาดเล็ก ส่วนกองทหารหน้า (ทหารวังหลวง) และทหารวังหน้าก็ยังมีอยู่

พ.ศ.2413 รัชกาลที่ 5 เสด็จฯสิงคโปร์ ชวา กลับมาจึงปรับปรุงการแต่งกาย เลิกประเพณีหมอบคลาน

พ.ศ.2414 ตั้งโรงเรียนกรมทหารมหาดเล็ก ต่อมาเรียกว่าโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ

– เสด็จฯสิงคโปร์ และประพาสอินเดีย

– ส่งหม่อมเจ้า 20 องค์ ไปเรียนภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์ ไม่เรียนในเมืองไทยเพราะพวกมิชชันนารีจะเอาแต่สอนศาสนา

พ.ศ.2415 เปลี่ยนทรงผมของคนไทยไปนิยมทรงรองทรงอย่างฝรั่ง เลิกนิยมทรงมหาดไทย ซึ่งใช้กันมาประมาณ 200 ปี ก่อนหน้าที่จะเอาไว้ผมทรงมหาดไทย ได้นิยมทรงตัดสั้นอยู่ 188 ปี แต่เดิมทีเดียวคนไทยนิยมเอาไว้ผมเกล้าทรงสูง

– ตั้งกองทหารม้าขึ้นในกรมทหารมหาดเล็ก

พ.ศ.2416 นายเฮนรี่ อาลาบาสเตอร์ ชาวอังกฤษ เข้ามารับราชการเป็นที่ปรึกษา รัชกาลที่ 5

พ.ศ.2417 ตั้งสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน 12 ท่าน เรียกว่า เคาน์ซิล ออฟ สเตท และยังตั้งที่ปรึกษาในพระองค์อีก 49 คน เรียกว่า ปรีวี เคาน์ซิล

พ.ศ.2418 – ปราบฮ่อครั้งแรก

– ตั้งกระทรวงพระคลัง (หอรัษฎากรพิพัฒน์)

พ.ศ.2420 ตรา พ.ร.บ.ทหารมหาดเล็ก

พ.ศ.2421 เจ้าหมื่นไวยวรนารถ (เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี) เป็นผู้บังคับการที่ 2 กรมทหารหน้า หลังจากได้ไปดูการทหารประเทศอังกฤษ จึงได้ปรับปรุงการทหารหน้าเสียใหม่

พ.ศ.2424 ตั้งโรงเรียนนายร้อยสำหรับทหารหน้าที่วังสราญรมย์ มีครูเป็นชาวอิตาเลียน (ไม่เอาครูอังกฤษ-ฝรั่งเศส) ขณะที่โรงเรียนนายร้อยทหารมหาดเล็กอยู่ที่พระตำหนักสวนกุหลาบ ยังไม่ได้มารวมกัน

พ.ศ.2425 เริ่มสร้างตึกกระทรวงกลาโหม

พ.ศ.2426 – ปราบฮ่อทุ่งเชียงคำ ครั้งที่ 2

– ตั้งกระทรวงโทรเลขและไปรษณีย์

พ.ศ.2428 – ปราบฮ่อครั้งที่ 3

– วังหน้า (กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ) สิ้นพระชนม์ จึงเป็นโอกาสที่จะได้ทหารวังหน้ามารวมกัน

– พม่าเสียแก่อังกฤษทั้งประเทศ หลังจากขับเคี่ยวกันมาถึง 24 ปี

– ส่งพระเจ้าลูกเธอ 4 พระองค์ไปเรียนในยุโรปเป็นรุ่นแรก

พ.ศ.2429 สถาปนาเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เป็นสยามมกุฎราชกุมาร

พ.ศ.2430 ประกาศจัดการทหารใหม่ ตั้งกรมยุทธนาธิการ รวมทหารบก-ทหารเรือ
– ปราบฮ่อ ครั้งที่ 4

พ.ศ.2433 ตรา พ.ร.บ.กระทรวงยุทธนาธิการ ร.ศ.109 ตั้งตำแหน่งจอมพล

– ยุบกระทรวงโทรเลข ไปรษณีย์ ตั้งกระทรวงโยธาธิการ

พ.ศ.2434 กรมพระยาดำรงราชานุภาพไปดูงานยุโรป

– กรมหลวงนครไชยศรีเข้าโรงเรียนนายร้อย เดนมาร์ก

– ประกาศตั้งกระทรวงยุติธรรม

พ.ศ.2435 ปรับปรุงทบวง กระทรวง กรม จาก 10 กระทรวง เป็น 12 กระทรวง กระทรวงยุทธนาธิการจึงเปลี่ยนเป็นกระทรวงกลาโหม

– อาคารโรงเรียนนายร้อย วังสราญรมย์ สร้างเสร็จ คือ อาคารซึ่งเป็นที่ตั้งกรมแผนที่ทหารในปัจจุบัน

– มร.คุสตาฟ โรลังยัคมินส์ ชาวเบลเยียม เข้ามาเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน

พ.ศ.2436 กรณี ร.ศ.112 เสียดินแดนราชอาณาจักรลาวให้ฝรั่งเศส

พ.ศ.2437 สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสวรรคต

– เริ่มระบบเทศาภิบาล เป็นการกระจายอำนาจ การควบคุมในส่วนภูมิภาค

พ.ศ.2438 เจ้าฟ้าบริพัฒนสุขุมพันธุ์ (กรมพระยานครสวรรค์วรพินิต) และพระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร (กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน) ไปศึกษาต่างประเทศ
พ.ศ.2439 กรมหลวงนครไชยศรีได้รับพระราชทานยศร้อยเอก, สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ (กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ) เสด็จไปศึกษาต่างประเทศ

– เปลี่ยนเครื่องแบบทหารจากนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน มานุ่งกางเกงขายาว

พ.ศ.2440 รัชกาลที่ 5 เสด็จฯยุโรปเป็นครั้งแรก

– กรมหลวงนครไชยศรีสำเร็จการศึกษาวิชาทหารจากเดนมาร์ก เสด็จฯกลับประเทศไทย

– เปลี่ยนเครื่องแบบทหารราบเป็นเสื้อทูนิคสีเทา กางเกงสีน้ำเงิน หมวกแก๊ป หมวกเฮลเมต ใช้จักรและบั้งเป็นเครื่องหมายยศ

– ตั้งกรมตำรวจภูธร

– ตั้งโรงเรียนกฎหมาย ที่ห้างแบดแมนเก่า คือกรมประชาสัมพันธ์ (ราชดำเนิน)

พ.ศ.2441 ตั้งกรมเสนาธิการทหารบก

ท่าน พล.อ.สิทธิ จิรโรจน์ (อดีตเจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารบก เจ้ากรมยุทธการทหารบก รองผู้บัญชาการทหารบก ปลัดกระทรวงกลาโหม และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) ได้บันทึกไว้ในหนังสือหายากชื่อ เอกสารประวัติศาสตร์ พระราชบัญญัติ-ข้อบังคับ-คำสั่งที่สำคัญ พ.ศ.2430-2433 ในขณะเป็นเจ้ากรมยุทธการทหารบกว่า กองทัพบกไทยได้ดำรงอยู่คู่ประเทศชาติมาแต่อดีต หลักฐานสมัยน่านเจ้าพบว่า ได้มีระเบียบแบบแผนเป็นของตนเองตลอดมา บางสมัยไทยเราได้เคยแผ่อำนาจขึ้นไปในดินแดนเดิมถึงแคว้นเสฉวนและตังเกี๋ย

การที่ชาติไทยได้ร่นถอยทิ้งถิ่นเดิมลงมานั้น ส่วนใหญ่เกิดจากความเพลี่ยงพล้ำในสงครามเย็น (Cold war คือการต่อสู้ระหว่างประเทศต่อประเทศด้วยวิธีการต่างๆ ยกเว้นการทำสงครามกันโดยเปิดเผย แต่ใช้วิธีแข่งขันกันทางกำลังอาวุธ กำลังทางเศรษฐกิจแทน เพื่อขัดขวางการขยายอำนาจของกันและกัน) การทหารจึงอ่อนแอลงเป็นบางยุคบางสมัย

ครั้นเมื่อได้เข้ามาอยู่ในแหลมทอง จึงได้รับอารยธรรมอินเดียโบราณ จากขอมมาผสมกลมกลืนกับของไทย จึงเป็นอารยธรรมอีกแบบหนึ่ง ก่อนถึงสมัยอยุธยาได้มีชาวต่างประเทศเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เช่น โปรตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส อังกฤษ แขก อาหรับ ตลอดจนญี่ปุ่น กิจการทหารของไทยจึงผันแปรไปตามความนิยมและอุปกรณ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ยิ่งนานวันเข้าก็กลายเป็นของไทยไป ในสมัยรัตนโกสินทร์ อารยธรรมตะวันตกได้เข้ามามีอิทธิพลในสมัยรัชกาลที่ 2 จนกระทั่งต่อมามีครูชาวอังกฤษเข้ามารับราชการในสมัยรัชกาลที่ 4 นอกจากนี้ยังมีการส่งคนไทยไปศึกษาและดูงานกิจการทหารอยู่หลายคราว กองทัพไทยจึงมีวิวัฒนาการมาโดยลำดับ

จากประวัติศาสตร์และความเป็นมาของราชการทหารและพลเรือนของไทยตามที่กล่าวมาแล้วนั้น พวกเราทุกคนในฐานะอนุชนคนรุ่นหลัง ต่างก็มีความปลื้มปีติและภาคภูมิใจที่พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่ทรงครองราชย์ ได้มีพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นที่ได้ปกปักรักษาชาติบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้ และพวกเราทุกคนก็จะต้องรักษามรดกของพระองค์ท่านให้ดำรงคงอยู่ในความเป็นชาติไทยไปชั่วฟ้าดินสลาย

พลโท ทวี แจ่มจำรัส
ข้าราชการบำนาญ