หน้าแรก คอลัมนิสต์ ต้นไม้ใหญ่ย่อ...

ต้นไม้ใหญ่ย่อมต้านลม โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

10.07.18 | 13:00 น.
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

“ไม้ใหญ่ต้านลม” เป็นสำนวน “เมดอินไชน่า” เป็นการเปรียบเปรยว่า คนเราเมื่อมีชื่อเสียงหรือมีเงิน ย่อมเป็นที่สนใจของผู้อื่น เป็นที่เพ่งเล็งอิจฉาริษยาของผู้อื่น ความเสื่อมก็จะมาเยือน

คำพังเพยจีนจึงมีว่า “คนกลัวมีชื่อเสียง หมูกลัวอ้วน”

ประเทศก็เช่นกัน เมื่อใหญ่โตเจริญรุ่งเรือง ก็เข้าทำนองเดียวกัน

ทั้งบุคคลและประเทศที่ร่ำรวยรุ่งเรือง ล้วนเข้าทำนองไม้ใหญ่ต้านลม

จีนซึ่งเป็นเจ้าของสำนวน กำลังประสบพบพานกับเหตุการณ์ดังกล่าว

Advertisement

เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

ก็เพราะจีนมีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับที่ 2 ของโลก และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

ในทางตรงกันข้าม ถ้าฐานะเศรษฐกิจของจีนไม่มาแรง ก็คงไม่เจอปัญหาถูกสกัด

แม้จีนไม่ทำโด่งดัง อยู่อย่างวิเวก เติบโตจากความวิเวก แต่ก็ไม่แคล้ว เพราะจีนวันนี้เป็นไม้ใหญ่ไม้ร่มนกจับและมาแรงมาก จึงเงียบไม่ได้

กรณีละม้ายกับช้างไม่สามารถซ่อนตัวอยู่หลังมดแดง

ก็เพราะความเจริญเติบโตของจีนเป็นเหตุให้ปัญหานับวันมากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายสกัดจีนของสหรัฐ นับวันยิ่งรุนแรงขึ้น เป็นการท้าทายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

มองกันว่า สงครามการค้าสหรัฐ-จีน เป็นเพียงยุทธศาสตร์วอชิงตันเพื่อสกัดจีนที่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ต่อแต่นี้ไป คาดกันว่าการปะทะกันจะต้องมีความดุเดือดรุนแรงมากขึ้น

แม้จีนพยายามหลีกเลี่ยง

นักวิเคราะห์ต่างชาติวิพากษ์ว่า “สังคมจีนควรต้องเตรียมตัวตั้งรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กระทรวงการต่างประเทศจีนต้องทำการบ้าน ทำงานอย่างจริงจัง เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างสหรัฐกับจีน ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะยกระดับและที่สำคัญคือสังคมจีนต้องยกระดับวิสัยทัศน์ เรียนรู้การประเมินสถานการณ์ในอนาคต ถ้าถึงขั้นเลวร้ายสุดจะแก้ไขอย่างไร และต้องไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคบนเส้นทางพัฒนาประเทศ”

แต่เชื่อว่า เรื่องผลประโยชน์และประสานประโยชน์นั้นอยู่ในวิสัยของจีนที่ทำได้

“ชาร์ลส์ ดาร์วิน” นักธรรมชาติชาวอังกฤษ กล่าวว่า “สิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ได้ มิใช่แข็งแรงที่สุด หรือฉลาดที่สุด หากสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้”

พฤติกรรมของคนจีนส่วนใหญ่ในประเด็น “ปรับตัว” ต่อการเปลี่ยนแปลง สอดคล้องกับอมตะวาจาของ “ชาร์ลส์ ดาร์วิน” อยู่แล้ว

นอกจากนี้ คนจีนในประเทศยังมีความเป็น “เอกภาพ” จีนมีทั้งสีเหลืองและสีแดง แต่คนจีนมีความรักใคร่สามัคคีกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เพราะ “แดง” คือสีธงชาติ “เหลือง” คือ “ดาว 5 ดวง” บนธงชาติ เป็นความภูมิใจของคนจีน 56 เผ่าพันธุ์

ความเป็น “เอกภาพ” ของจีนนั้น มิได้สงวนลิขสิทธิ์ ลอกเลียนแบบได้

ต้องยอมรับว่า เรื่องค้าขายนั้นคนจีนมีความสามารถสูง ดูจากบรรดาคนจีนส่วนหนึ่งในไทยที่มาจากเมืองจีนด้วยเสื่อผืนหมอนใบ สุดท้ายกลายเป็นเจ้าสัว

นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ “Sterling Seagrave” ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องคนจีนได้เขียนไว้ในหนังสือ “Lords Of The Rim” อันเกี่ยวกับความสามารถในการทำธุรกิจของคนจีนในบางกอกไว้ตอนหนึ่งว่า “As the number of Chinese in Bangkok grew, so did their feverish commercial activity, until they directly of indirectly controlled all of the country’s trade from top to bottom” (มีคนจีนส่วนหนึ่งในบางกอกได้เติบใหญ่ด้วยการทำการค้าที่หวังกำไร จนกระทั่งได้เข้าควบคุมธุรกิจทั่วประเทศตั้งแต่บนสู่ล่างทั้งทางตรงและทางอ้อม)

คนจีนในบางกอกที่ “Sterling Seagrave” ได้กล่าวถึงนั้น เป็นคนจีนรุ่นหลัง แต่รุ่นแรกที่เมืองจีน “ขลัง” กว่าหลายเท่าตัว เช่น เหมา เจ๋อตง โจว เอินไหล เติ้ง เสี่ยวผิง เป็นต้น

จีนปฏิรูปเปิดประเทศเมื่อ 1978 ก็เพราะฝีมือของ “เติ้ง เสี่ยวผิง”

คนจีนจึงพูดกันติดปากว่า “เหมาสร้างประเทศ เติ้งเปิดประเทศ”

มองอดีตเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 1978 เป็นปีแรกของการปฏิรูป จีนจัดประชุมนักวิทยาศาสตร์ทั่วประเทศ “เติ้ง เสี่ยวผิง” ผู้นำสูงสุดได้ให้แนวทางการปฏิรูป ให้นำเทคนิคทางวิทยาศาสตร์มาใช้และเน้นย้ำเรื่องพัฒนาบุคลากร ให้ปัญญาชนมาร่วมทำงานชิ้นนี้ให้สำเร็จ

ปีแรกของการปฏิรูป “เติ้ง” อายุ 75 แล้ว ถือเป็นงานหนักและยาก

ยากที่ 1 ต้องกำจัดพวกอนุรักษนิยมที่ทำตัวเป็นขวากหนาม

ยากที่ 2 ต้องเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจที่ล้าหลังให้เป็นระบบ “เศรษฐกิจตลาด” แต่ “เติ้ง” ยังมองไม่เห็น “แบบอย่างสำเร็จรูป”

เรื่องของคนจีน ก็มีที่ฮ่องกง ไต้หวัน และสิงคโปร์เท่านั้น

ฮ่องกง และไต้หวันมีจุดเด่นเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐาน คมนาคม สื่อสาร เป็นต้น

ในที่สุด “เติ้ง” เลือกสิงคโปร์เป็นแม่แบบของจีน เพราะสิงคโปร์มีจุดเด่นในเรื่องการเมืองเศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งเหมาะกับสภาพบ้านเมืองของจีน

เดือนพฤศจิกายน 1978 “เติ้ง เสี่ยวผิง” เดินทางไปพบ “ลี กวนยิว” นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียนรู้จาก “ลี” ในหลายเรื่อง เป็นต้นว่า การระดมทุนนอกเข้ามาทำการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจ วิธีสร้างงานให้คนในชาติ การผลิตบุคลากรสาขาอาชีพต่างๆ

“เติ้ง” ได้นำระบบระดมทุนนอกไปใช้และสร้างเป็นระบอบทุนนิยมลัทธิสังคมนิยม

“เติ้ง” และ “ลี” ได้เห็นพ้องในหลักการอันเกี่ยวแก่วิธีทำงานบนเส้นทางปฏิรูป

“ลี” ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา โดยใช้หลัก “ทฤษฎี” “เติ้ง” ใช้หลัก “ปฏิบัติ”

กาลเวลาพิสูจน์ว่า 50 ปีผ่านไป โดยภาพรวมต้องถือว่าจีนมีความสำเร็จในการปฏิรูปประเทศ ทั้งนี้ก็เพราะรัฐบาลมีนโยบาย “แน่วแน่เด็ดขาด” ผู้บริหารเปี่ยมด้วย “วิริยภาพ”

จีนปฏิรูปเปิดประเทศ 40 ปี เป็นงานหนักท้าทาย และเจออุปสรรคมาก แต่จีนก็ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ก็เพราะความเป็น “เอกภาพ” ของคนจีน

จีนทำได้และได้ทำแล้ว

เรื่องปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องใหญ่กว่า “สงครามการค้า” มากทีเดียว

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ คงกินยาผิด จึงก่อสงครามการค้ากับจีน แค่คิดก็ผิดแล้ว

เด่นชัดยิ่งว่า สงครามการค้าของ “ทรัมป์” ครั้งนี้ นอกจากทำกับจีนแล้ว ยังทำกับอีกหลายประเทศ นอกจากมิได้ประโยชน์ยังเป็นการก่อศัตรูอีกด้วย

พฤติกรรมของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ในครั้งนี้ ไม่มีคำพูดใดที่เหมาะสมเท่ากับ “วดีเด็ด” ของ “ฮิลลารี คลินตัน” อดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ที่เคยพูดอยู่หลายครั้งสมัยดำรงตำแหน่ง วลีนั้นคือ “A fool’s errand”