หน้าแรก คอลัมนิสต์ เชื้อชาติ (Ra...

เชื้อชาติ (Race) ไม่มีอยู่จริง และรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสก็ได้ประกาศเช่นนั้น

11.07.18 | 13:00 น.

เมื่อปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา รัฐสภาฝรั่งเศสมีมติถอดคำว่า “เชื้อชาติ (Race)” ออกจากกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยใช้คำว่า “เพศ (sex)” แทนที่คำว่า “เชื้อชาติ” โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่นี้ยืนยันว่า พลเมืองของฝรั่งเศสมีความเท่าเทียมกัน “โดยไม่คำนึงถึงเพศ แหล่งกำเนิดหรือศาสนา” ซึ่งกระแสเรียกร้องให้มีการลบคำว่า “เชื้อชาติ” ออกนั้น เกิดขึ้นทั้งจากภายในประเทศฝรั่งเศสเอง รวมถึงดินแดนในอาณัติต่างๆ โดยเฉพาะในแถบมหาสมุทรอินเดียและทะเลแคริบเบียนอีกด้วย

การจัดหมวดหมู่หรือแบ่งแยกเชื้อชาตินี้ถือเป็นสิ่งที่ทำเป็นปกติในประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เช่น การแบ่งแยกคนผิวขาว คนผิวดำ คนเอเชีย คนอาหรับ เป็นต้น ซึ่งฝรั่งเศสถือว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีในประเทศฝรั่งเศส รวมถึงหลายๆ ประเทศในยุโรป ซึ่งการจัดหมวดหมู่หรือแบ่งแยกกลุ่มคนจากเชื้อชาติล้วนได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดของนาซีเยอรมันแทบทั้งสิ้นที่เป็นสาเหตุของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่โหดร้ายและสยดสยองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยการถอดคำว่า “เชื้อชาติ” ออกจากรัฐธรรมนูญ อาจมีส่วนช่วยลดการแบ่งแยกเชื้อชาติ การดูถูกเหยียดหยามและการเลือกปฏิบัติในสังคมได้บ้างไม่มากก็น้อย

อันที่จริง การกำจัดคำว่า เชื้อชาติ หรือ Race ออกจากกฎหมายสูงสุดของประเทศนั้น จะว่าไปแล้วก็เป็นไปตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เมื่อโครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ (The Human Genome Project) เสร็จสิ้นลงและได้มีการประกาศออกมาเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2543 ที่ทำเนียบขาว ศ.ดร.เจ.เครก
เวนเทอร์ ผู้นำทางการวิจัยดีเอ็นเอ ได้ประกาศว่าความเชื่อเรื่องเชื้อชาติ (Race) นั้นไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ใดๆ และยังกล่าวต่อไปว่าจากการศึกษาดีเอ็นเอมนุษย์การถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์สามารถสรุปได้แน่นอนแล้วว่า มนุษย์ทุกคนในโลกใบนี้เป็นคนแอฟริกันทั้งสิ้น

สีผิวและลักษณะทางกายภาพอื่นๆ ของเราเกิดจากดีเอ็นเอแค่ไม่กี่ตัวที่กลายพันธุ์ไปเพื่อปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศและความสูงของพื้นที่ แถมดีเอ็นเอเหล่านี้ยังมีอายุเก่าแก่กว่ามนุษย์เราอีกต่างหาก ดีเอ็นเอนี้มีอยู่ในหนูและปลาหลายชนิดอยู่แล้ว

ในตำราเรียนระดับมัธยมศึกษาของเรา คนรุ่นผู้เขียนไปจนถึงลูกๆ ก็ยังได้เรียนเรื่องการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็น คอเคซอยด์ มองโกลอยด์ นิกรอยด์ กันอยู่ ซึ่งแนวคิดการแบ่งแยกมนุษย์แบบนี้มาจากนายแพทย์ชาวอเมริกันคนหนึ่งชื่อซามูแอล มอร์ตัน (มีชีวิตอยู่ในช่วงปลายรัชกาลที่ 1 ถึงปลายรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) นายแพทย์คนนี้ชอบเก็บสะสมหัวกะโหลกมนุษย์ พอได้มาแล้วก็จะใช้วิธีเอาเม็ดตะกั่วกรอกลงไปจนเต็มแล้วก็เทออกมาเพื่อชั่งน้ำหนัก แกทำแค่นี้แล้วก็ตั้งทฤษฎีขึ้นมาว่าคนเราเกิดมาฉลาดไม่เท่ากันเพราะมีขนาดกะโหลกที่เก็บสมองได้เล็กใหญ่ต่างกัน และที่สำคัญที่สุด คือ คนผิวขาวฉลาดที่สุด คนเอเชียตะวันออกคือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีฉลาดน้อยกว่าแต่พอสอนได้ คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกาใต้ และคนพื้นเมืองอเมริกันโง่ลงมาอีกขั้นหนึ่ง แต่ที่โง่สุดสุด และควรเป็นทาสก็คือคนแอฟริกัน หรือที่สมัยนั้นหมอมอร์ตันคนนี้เรียกว่าเป็นมนุษย์เอธิโอเปียน

Advertisement

ทฤษฎีกำมะลอของหมอมอร์ตันนี้ ประเทศในยุโรปชอบกันมากเพราะเป็นการรับรองความชอบธรรมในการล่าอาณานิคม ส่วนชาวอเมริกันในโลกใหม่ก็ต้องการความชอบธรรมในการมีทาสและค้าทาสเช่นกัน

สําหรับสังคมไทยนั้นคนไทยเราไม่ค่อยมีความแตกต่างทางรูปร่างผิวพรรณกันนัก แต่สำหรับเมืองไทยบ้านเราพิเศษประหลาดกว่าประเทศอื่นๆ ในโลกคือเรามีเชื้อชาติไทยครับ ส่วนคนประเทศอื่นๆ ที่เข้ามาอยู่ที่เมืองไทยก็มีเชื้อชาติตามประเทศเมืองแม่ของตนไป เช่น เชื้อชาติจีน เชื้อชาติอังกฤษ เชื้อชาติอเมริกัน เชื้อชาติฝรั่งเศส ฯลฯ เมื่อสามารถโอนสัญชาติ (nationality) เป็นไทยแล้วก็ยังคงเชื้อชาติเป็นเชื้อชาติจีน เชื้อชาติอังกฤษ ฯลฯ ตามเดิมอยู่นั่นเอง ซึ่งเป็นการแบ่งเชื้อชาติ (race) ของประเทศไทยเท่านั้น

โรงเรียนเตรียมทหารของบ้านเราถือเรื่องเชื้อชาติเป็นจริงเป็นจังนะครับ คือคนที่จะมีสิทธิสอบคัดเลือกนั้นต้องมีพ่อและแม่มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด ซึ่งแปลว่าหากพ่อหรือแม่ได้โอนสัญชาติเป็นคนไทยแล้วก็ยังไม่มีสิทธิสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารนะครับ

ดังนั้น เรื่องเชื้อชาติของคนไทยเราเลยแปลกประหลาดกว่าประเทศต่างๆ ในโลกซึ่งผู้เขียนเองยังเคยถูกถามว่า “ผิวไทย-Thai Race” เป็นอย่างไร? โดยผู้เขียนก็ตอบไม่ได้เหมือนกันเพราะเคยได้ยินแต่ “ผิวพม่า” ที่ว่าเนียน สวย เท่านั้น

สรุปแล้ว ประเทศฝรั่งเศสดูจะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกทางด้านการเมืองการปกครอง เนื่องจากได้ปฏิบัติตามหลักวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยที่สุดเพียงประเทศเดียวในขณะที่ประเทศอื่นๆ ยังคงเชื่อและปฏิบัติตามหลักของวิทยาศาสตร์กำมะลอ (pseudoscience) ที่แบ่งมนุษย์ออกตามผิวพรรณ เป็น 3 กลุ่ม คือ นิกรอยด์ (Negroid-ผิวดำ) มองโกลอยด์ (Mongoloid-ผิวเหลือง) และคอเคซอยด์ (Caucasoid-ผิวขาว) โดยยังเชื่อตามทฤษฎีกำมะลออยู่ทั้งๆ ที่การถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ได้สำเร็จเสร็จสิ้นไปตั้งเกือบ 20 ปีแล้ว