ที่บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งมาจากการรัฐประหารควรจะ “หยุด” จะดีกว่า “ไปต่อ” นั้น เป็นความปรารถนาดีโดยส่วนตัว
ถึงจะแปลงโฉมกระโจนสู่สนามการเมืองตามระบอบเสรีประชาธิปไตย แต่
“ที่มา” พื้นเพ พื้นฐานทางความคิด ตลอดจนสามัญสำนึกของ พล.อ.ประยุทธ์นั้นหาได้เป็น “เสรีนิยม” ไม่
การเสนอว่าให้ “หยุด” อยู่แค่นี้จึงเป็น “ความปรารถนาดี” ไม่ใช่ “ประสงค์ร้าย”
ต่างจากพวกนักห้อยโหนทั้งหลายแน่นอน ที่จะได้ประโยชน์มหาศาลจากการ “ไปต่อ” ของ พล.อ.ประยุทธ์
อย่าลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่เสรีชน !
พล.อ.ประยุทธ์ คือทหาร ทั้งยังเป็นทหารที่ “มีอุดมการณ์” (ทหาร) ซึ่งมีจุดอ่อนอยู่ที่ทหารไทยนั้นโน้มเอียงไปทางด้าน “ทหารการเมือง” มากกว่า “ทหารอาชีพ”
แต่ในระบอบ “เสรีนิยมประชาธิปไตย” นั้นไม่อาจอนุญาตให้เล่นการเมืองในขณะสวมเครื่องแบบทหาร
เสรีนิยมประชาธิปไตยเป็นแนวคิดที่ยกความสำคัญให้คนหมู่มาก หรือเสียงส่วนมาก ถือว่าประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่คณะบุคคลพิเศษกลุ่มใด และไม่ใช่คณะนายทหาร
และเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่โกลาหล “เสรีนิยมประชาธิปไตย” จึงให้กำเนิดสถาบันสำคัญทางการเมือง 3 สถาบันคือ สถาบันบริหาร (รัฐบาล) ทำหน้าที่บริหารประเทศเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ สถาบันนิติบัญญัติ ทำหน้าที่ออกกฎ กติกา หรือกฎหมายต่างๆ เพื่อความเป็นระเบียบแบบแผนเดียวกัน และสถาบันตุลาการ ทำหน้าที่พิทักษ์รักษากฎหมาย กติกา ผดุงความเป็นธรรม (ตามกฎหมาย)
“ทหาร” ไม่ใช่ 1 ใน 3 สถาบันทางการเมือง !
การใช้กำลังรบ และใช้อาวุธยุทโธ
ปกรณ์ของกองทัพเข้าก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนเมื่อ 22 พ.ค.57 นั้นอ้างว่าเพื่อระงับยับยั้งความจลาจลวุ่นวาย พร้อมกับให้คำสัญญาว่า “เราจะทำตามสัญญา-ขอเวลาอีกไม่นาน”
ล่วงเลยมาจนบัดนี้
เวลาที่ว่า “ไม่นาน” นั้นผ่านไปแล้ว 4 ปี ล่วงเข้าสู่ปีที่ 5 พร้อมๆ กับความเคลื่อนไหวอันคึกคักจาก
การล็อบบี้ หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ดูด” เอาอดีต ส.ส.ให้มารวมกันที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง
เตรียมสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง หลังการเลือกตั้ง
เพื่อความสบายใจ มีคนเอา “ดูด” ไปเทียบกับสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองว่า คนไทยชั้นไพร่ก็เปลี่ยนนาย ย้ายค่าย หรือย้ายซุ้มสังกัดได้ ไม่เห็นจะเป็นไร !?!!

