หน้าแรก คอลัมนิสต์ คอลัมน์เรืองช...

คอลัมน์เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ กรณีศึกษา‘ถ้ำหลวง’

13.07.18 | 13:00 น.

กระดานหกความร่วมมือจากทำทีละคนสองคนทีละหน่วยงานสองหน่วยงาน มาเป็นการรวมตัวหารือ ร่วมมือแบ่งหน้าที่การปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นจากบุคคล จากหน่วยงานในประเทศ จากต่างประเทศ เมื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และวิธีการปฏิบัติงาน ตลอดจนอุปสรรคอันเกิดจากพื้นที่จริง

งานจึงสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวการนำ “หมูป่า” ออกจากถ้ำหลวงทีละคนสองคนจึงปรากฏขึ้นท่ามกลางความดีใจ ปีติยินดี และชื่นชม ชื่นใจ ของพ่อแม่ผู้ปกครอง ผู้ร่วมปฏิบัติงาน ผู้เป็นกำลังใจ ทั้งคนไทยและทุกประเทศที่นำเสนอข่าวและส่งกำลังใจให้ตลอดเวลาเหล่านั้น

แม้ห้วงเวลานั้นจะมีข่าวเศร้า นักท่องเที่ยว นักบิน ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปนับสิบคน รวมถึง “ซีลอาสา” ที่ร่วมช่วย “หมูป่า” ในถ้ำ จ่าเอกสมาน “จ่าแซม” กุนัน จะยังสร้างความเสียใจให้เกิดขึ้นก็ตาม

การสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ขณะที่เมื่อชีวิตสูญเสียไป เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องย่อมต้องค้นหา “ศพ” เหล่านั้น ส่งให้ญาตินำไปบำเพ็ญกุศล ด้วยเมื่อเกิดเหตุมีผู้คนต้องเสียชีวิตลง ย่อมมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการช่วยเหลือชีวิตให้อยู่รอด เช่นกรณีชีวิตจากถ้ำหลวง

Advertisement

วันนี้ โลกแห่งการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเกิดจากระบบการสื่อสารที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว กว้างขวาง กระจายออกไปยังทุกมุมโลก ด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม ทำให้การติดต่อสื่อสาร การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และความรวดเร็วในการเคลื่อนย้ายทั้งวัสดุอุปกรณ์ ถึงกัน ทำให้การเรียนรู้รับรู้ข้อมูลข่าวสารอยู่บนข้อเท็จจริงมากกว่าจินตนาการ

เมื่อข้อมูลข้อเท็จจริงนั้นรับการนำมาประมวลกระทั่งได้ผลที่ถูกต้อง ชัดเจน นำไปสู่การปฏิบัติได้สำเร็จ ดังกรณีของการกู้ชีวิตเด็ก เยาวชน และโค้ชทีมฟุตบอล “หมูป่า” แห่งเชียงราย ที่เข้าไปติดในถ้ำมีน้ำท่วมครั้งนี้ใช้เวลาอันเหมาะสมตามการคาดคะเนบนฐานของข้อเท็จจริง ความอยู่รอดปลอดภัยจึงเกิดขึ้น

จากเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นกรณีศึกษาที่ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา การดำเนินงานของหน่วยราชการ รัฐบาล แม้แต่การนำไปสู่นโยบายของพรรคการเมืองที่จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งไม่นานนี้ ต้องยืนบนข้อเท็จจริงมากกว่าการหาเสียงไปตามความเพ้อฝัน เพ้อเจ้อ

แม้นักการเมือง พรรคการเมืองที่จะเป็นรัฐบาลในสมัยต่อไป ต้องคำนึงถึงระบอบประชาธิปไตยอันเกิดจากประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่หลอกประชาชนด้วยประชาธิปไตยจอมปลอมอย่างทุกวันนี้

ความเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่การแย่งชิงอำนาจมาจากประชาชน หากแต่ต้องรับการมอบอำนาจจากประชาชนด้วยการได้รับเลือกตั้ง

แม้มีแนวทางความคิดว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้งเพียงประการเดียว หากแต่ไม่มีการเลือกตั้งจากเจ้าของอำนาจอธิปไตยเสียแล้ว การเมืองการปกครองนั้นจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร

พึงสำเหนียกไว้เสมอว่า การได้มาซึ่งประชา ธิปไตย ไม่ใช่ได้มาง่ายดายด้วยการยึดอำนาจจากผู้ครองแต่เดิม หากแต่ต้องเกิดจากจิตสำนึกของผู้ครองอำนาจนั้นจะให้เจ้าของอำนาจอธิปไตยได้เรียนรู้ ได้เข้าใจ และสำนึกถึงอำนาจอธิปไตยที่ตัวเองเป็นเจ้าของ

อำนาจอธิปไตยไม่ใช่อำนาจสั่งการ แต่เป็นบอกกล่าวล่วงหน้าว่าจะมีอย่างนั้น จะทำอย่างนี้ โดยผ่านการกำหนดเป็นนโยบายแจ้งให้เจ้าของอธิปไตยทราบล่วงหน้า แม้เมื่อเจ้าของอำนาจอธิปไตยยินดีให้ปฏิบัติเช่นนั้น ต่อมาเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ผู้ที่ถืออำนาจอธิปไตยจากประชาชนย่อมต้องแจ้งให้ประชาชนทราบว่ามีความจำเป็นอย่างไรที่ต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย เปลี่ยนแล้วจะเกิดประโยชน์อันใด หรือเกิดผลเสียอย่างใด

ประการสำคัญ คือการปฏิบัติให้เป็นไปด้วยความเสมอภาค ด้วยความเท่าเทียม และเป็นไปตามกฎหมายกำหนด มิใช่ปฏิบัติตามอำเภอใจ ดังตัวอย่างกรณีของปฏิบัติการกู้ชีวิต “หมูป่า” ครั้งนี้ที่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุด คือชีวิตของเขาเหล่านั้นเป็นจุดหมายอันสำคัญยิ่ง