
ผู้เขียนเคยตั้งข้อสังเกตว่า ชาวพม่านั้นเป็นหนอนหนังสือตัวยง ท่ามกลางยุคที่สื่อโซเชียลครองตลาดและกระแสของโลกที่ผู้คนเริ่มถอยห่างสื่อสิ่งพิมพ์ขึ้นเรื่อยๆ แต่สื่อสิ่งพิมพ์ในพม่ายังขายได้ดี และมีหนังสือพิมพ์ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ ตลอดจนวารสารออกสู่พื้นบรรณพิภพมากมายนับตั้งแต่เริ่มมีการปฏิรูปทางการเมืองในปี 2010 เรื่อยมา อะไรเป็นเหตุให้สิ่งพิมพ์ในพม่ายังขายดิบขายดี และผู้คนเลือกที่จะดู “เฟซบุ๊ก ไลฟ์” ไปพร้อมๆ กับคอยอ่านหนังสือพิมพ์ในเช้าวันใหม่ การอ่านอยู่ในสายเลือดของคนพม่า และหากจะมีอุตสาหกรรมใดที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากเผด็จการทหารที่อยู่คู่พม่ามาเกือบ 50 ปี ก็คงจะเป็นสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ ที่พบกับการเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด หนังสือพิมพ์หลายหัวถูกสั่งปิด บ้างต้องปรับ “สีและโทน” ให้เข้ากับจริตของรัฐบาลทหาร และอีกหลายหัวล้มหายตายจากไปเสียดื้อๆ
ระบอบอาณานิคมเองก็มอบมรดกตกทอด หรือวัฒนธรรมการอ่านและการผลิตสื่อคุณภาพไว้ไม่น้อย ในสัปดาห์นี้และสัปดาห์หน้า ขอนำผู้อ่านย้อนกลับไปก่อนยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นช่วงที่หนังสือพิมพ์พม่าบูมสุดขีด และมีบทบาทชี้นำสังคมอย่างมาก โดยจะเน้นที่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ได้แก่ The Nation อันมี เอ็ดเวิร์ด “เอ็ด” ลอ โยน (Edward Law Yone) เป็นบรรณาธิการและผู้บริหาร ประวัติของลอ โยน น่าสนใจ เพราะเขาเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของระบอบอาณานิคม
ในพม่า เขาเกิดที่มยิตจีนา (ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของรัฐกะฉิ่น) ในครอบครัวชาวจีน-พม่า-ฉาน บิดาของเขาเป็นพ่อค้าชาวจีนอพยพที่เติบโตขึ้นมาจากเหมืองหยก ที่เติบโตสุดขีดในรัฐกะฉิ่น เนื่องจากครอบครัวมีฐานะค่อนข้างดี เอ็ดจึงถูกส่งลงมาเรียนในโรงเรียนคริสต์ที่มัณฑะเลย์ ซึ่งจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เอ็ดก็เหมือนกับเด็กหนุ่มในครอบครัวคนมีจะกินในพม่าสมัยนั้นที่ต้องการหางานในระบบอาณานิคมของฝรั่ง คุณสมบัติ 2 อย่างของเอ็ด คือไม่ใช่คนพม่า และพูดภาษาอังกฤษคล่องแคล่ว เป็นอาวุธประจำตัวที่ทำให้เขาได้งานในหน่วยงานของรัฐ เริ่มที่การรถไฟ และทำงานที่นั่นอยู่หลายปี ก่อนที่จะออกมาตั้งหนังสือพิมพ์ของตนเองในนาม The Nation หลังสงครามโลกสงบได้ไม่นาน
เรื่องราวของเอ็ด ลอ โยน ถูกถ่ายทอดอย่างละเมียดละไมโดยเวนดี้ ลอ-โยน ผู้เป็นบุตรสาว ในหนังสือชื่อ Golden Parasol หรือร่มสีทอง เวนดี้เล่าว่า ก่อนบิดาของเธอเสียชีวิตไม่นาน ได้ฝากฝังต้นฉบับที่เป็นทั้งอัตชีวประวัติของเขาและของพม่าในยุคเปลี่ยนผ่านไว้กับเธอ และย้ำว่าให้เวนดี้ (ซึ่งเป็นนักเขียน) แก้ไขและตีพิมพ์ต้นฉบับนี้ให้ได้ แต่เวนดี้ไม่เคยสนใจต้นฉบับของเอ็ด จนกระทั่งเอ็ดเสียชีวิตในปี 1980 (พ.ศ.2523) และทยอยเรียบเรียงเรื่องราวชีวิตของเอ็ด ลอ โยน ตลอดจนชีวิตของ “The Nation” ทั้งสองที่เธอคุ้นเคย ทั้ง The Nation ในฐานะหนังสือพิมพ์ที่บิดาเธอก่อตั้งขึ้นมากับมือ และ The Nation หรือรัฐสมัยใหม่ในพม่าที่เติบโตขึ้นและค่อยๆ พังทลายลงในยุคหลังพม่าได้รับเอกราช ในกระบวนการเขียนหนังสือ Golden Parasol นี้ เวนดี้ไม่ได้เรียบเรียงอัตชีวประวัติของบิดาเธอเท่านั้น แต่เธอยังทำการบ้านเพื่อค้นหาที่มาของหนังสือพิมพ์ The Nation และความคิดเห็นของเอ็ดที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับนี้ ภารกิจนี้นำพาเวนดี้ให้ไปทำวิจัยที่ฝ่ายหนังสือพิมพ์ หอสมุดแห่งชาติ ที่ลอนดอน ที่รู้จักกันดีว่า British Library สาขา Colindale
เอ็ด ลอ โยน ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ The Nation ในปี 1948 ไม่กี่เดือนหลังพม่าได้รับเอกราช The Nation ของเอ็ดจึงไม่ได้เป็นเพียงชื่อของหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษธรรมดาๆ หากแต่เป็นชื่อที่สื่อให้เห็นความหวัง ความฝัน และความหวังดีของคนหนุ่มสาวที่อยากเห็นชาติของพวกเขาเจริญรุดหน้าต่อไป ในตอนที่เอ็ดก่อตั้ง The Nation ขึ้นมา ครอบครัวของเขาไม่ได้อยู่กันสุขสบายนัก เพราะนอกจากจะเป็นยุคข้าวยากหมากแพงหลังสงครามแล้ว เขาเองก็ไม่มีเงินทุนรอนมากพอ เอเลนอร์ ภรรยาของเอ็ด (มารดาของเว็นดี้ เป็นลูกครึ่งอังกฤษ-พม่า) จึงต้องนำเครื่องเพชรไปขาย และนำเงินส่วนนี้มาลงทุนซื้อเครื่องพิมพ์เครื่องแรก ในช่วงแรก The Nation มียอดพิมพ์ 2,000 ฉบับ แต่แทบจะขายไม่ได้ เพราะชื่อยังไม่เป็นที่ติดตลาด และชาวพม่าส่วนใหญ่นิยมหนังสือพิมพ์ภาษาพม่ามากกว่า แม้จะเป็นช่วงที่ The Nation โด่งดังสูงสุด เอ็ดก็ไม่เคยพิมพ์หนังสือพิมพ์เกิน 16,000 ฉบับต่อวัน
แต่ The Nation มีความสำคัญทั้งในเชิงสื่อสารมวลชนและการเมืองมากกว่ายอดขายนัก นักเขียนคนดังหลายคนก็เคยเขียนบทความใน The Nation เช่น คริสต์มาส ฮัมฟรีส์ (ทนายความและนักเขียนที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ) เบอร์ทรานด์ รัสเซลล์ (นักปรัชญา) และ เจ.เอส. เฟอร์นิวอลล์ (อดีตข้าราชการอาณานิคม และผู้ก่อตั้ง Burma Research Society) และยังเป็นเสมือนพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของปราชญ์ นักวิชาการ และประชาชนทั่วไปว่าจะขับเคลื่อนสังคมพม่ายุคใหม่ต่อไปอย่างไร คาแร็กเตอร์ของเอ็ด ลอ โยน ก็มีส่วนสำคัญที่ผลักดัน The Nation ให้ขึ้นมาเป็นหนังสือพิมพ์ชั้นนำของพม่าในยุคหลังสงคราม เอ็ดเป็นคนอารมณ์ดีที่เป็นมิตรกับทุกคน รู้จักคนมากทั่วทุกองคาพยพในสังคมพม่า และเขายังทำหน้าที่ช่วยเหลือขับเคลื่อนสังคมในหลายมิติ ตั้งแต่จัดการประกวดเรียงความ ไปจนถึงงานบุญต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสังคม
เอ็ด ลอ โยน เป็นที่รู้จักของแฟนๆ ของ The Nation ในฐานะบรรณาธิการที่แหลมคมและฝีปากจัด และยังมีพื้นความรู้ทั้งในทางประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมพม่าดีกว่าใครๆ เพราะในฐานะที่เป็นคนมีเพื่อนมาก ทำให้เขามีบทสนทนากับบุคคลจากหลากหลายวงการ รวมทั้งนักการเมือง-นักชาตินิยมพม่า โดยเฉพาะอู นุ นายกรัฐมนตรีคนแรกของสหภาพพม่าด้วย ความที่เขาสนิทสนมกับอู นุ และนักชาตินิยมอีกหลายคน ทำให้เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นในปี 1962 (พ.ศ.2505) เอ็ด ลอ โยน เป็นหนึ่งในนักโทษทางการเมืองของรัฐบาลนายพลเน วิน และใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำถึง 5 ปี เมื่อออกมาจากเรือนจำ เขาตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดเผด็จการออกจากพม่าให้ได้ ทำให้เขาเข้าหามิตรรักของเขาอย่างอู นุ และโบ เลต ยา (Bo Let Ya) เพื่อตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น และเลือกที่จะมาเคลื่อนไหวที่กรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ดี รัฐบาลพลัดถิ่นของอู นุ ล้มเหลว ทำให้เอ็ดและครอบครัวต้องระเห็ดไปลี้ภัยต่อที่สหรัฐอเมริกา และอยู่ที่นั่นตราบจนเอ็ดสิ้นใจ
เรื่องราวการต่อสู้ระหว่างคนพม่ากับเผด็จการที่ถ่ายทอดจากชีวิตของเอ็ด ลอ โยน ยังมีอีกมาก และเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่เราไม่ค่อยได้รับรู้กัน เพราะเมื่อพูดถึงการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า หลายคนคงจะนึกถึงบทบาทของออง ซาน ซูจี และพรรค NLD ก่อนเป็นอันดับแรก ทิ้งบุคคลจำนวนมากตลอดทศวรรษ 60-80 ที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อล้มล้างระบอบเผด็จการไว้ข้างหลัง ในสัปดาห์หน้า เราจะกลับมาพูดถึงเอ็ดกับชีวิตยิ่งกว่านิยายของเขา หลังจากที่เขาหนีเผด็จการออกมาจากพม่า และชีวิตของเขาในต่างแดน ติดตามอ่านกันค่ะ
ลลิตา หาญวงษ์
[email protected]
