สงกรานต์ของสามัญชนที่สืบถึงทุกวันนี้ มีต้นแบบสมัย ร.3 ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ไม่ห้ามหญิงชายหนุ่มสาวแอบเล่นเซ็กซ์มีเพศสัมพันธ์ มีบอกในกลอนนิราศเดือน แต่งโดยเสมียนมี (กวีสมัย ร.3 ร่วมสมัยสุนทรภู่) ว่า
“ทั้งหนุ่มสาวฉาวฉานด้วยการเล่น บ้างซุ่มเป็นผัวเมียกันเสียเฉย”
เซ็กซ์ยุคต้นกรุงเทพฯ ไม่ถูกประณามว่าบัดสีเลวทรามต่ำช้า ดังนั้นหลังโกนจุกราวอายุ 12-14 ต่างมีครอบครัวเอาผัวเอาเมีย ด้วยความยินดีอำนวยอวยพรของพ่อแม่ปู่ย่าตายายและเครือญาติทั้งหลายในชุมชน
เพราะยุคนั้น วัยขนาดนี้กำลังมีเรี่ยวแรงแข็งขยันทำมาหากิน โดยไม่ถูกรัฐเกณฑ์เข้าโรงเรียน (เหมือนสมัยนี้) แล้วห้ามมีเซ็กซ์ (เหมือนนักบวช)
สงกรานต์ยุคต้นกรุงเทพฯ ไม่ห้ามหญิงสาวแต่งตัวยั่วสวาทในที่สาธารณะ ใครอยากแต่งวาบหวิวยั่วยวนชวนเสพสามัคคีรสเท่าไรก็แต่งไปตามสะดวกเท่าที่มีแต่ง ดังกลอนนิราศเดือนพรรณนาว่าแต่งสาวเหมือนเมขลาล่อแก้ว เมื่อรามสูร (เดินดิน) เห็นแล้วก็ไล่คว้าเป็นพัลวัน ดังนี้
ล้วนแต่งตัวเต็มงามทรามสวาท ใส่สีฉาดฟุ้งเฟืองด้วยเครื่องหอม
สงกรานต์ที่ตรุษที่ไม่มีมอม ประดับพร้อมแหวนเพชรเม็ดมุกดา
มีเท่าไหร่ใส่เท่านั้นฉันผู้หญิง ดูเพริดพริ้งเพราเอกเหมือนเมขลา
รามสูรเดินดินสิ้นศักดา เที่ยวไล่คว้าลางทีก็มีเชิง
อ่านแล้วมีมโนนิมิตไม่ผิดจากวัยรุ่นยุคนี้ไล่คว้ากันในสงกรานต์ย่านถนนตระกูลข้าวต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นที่งดงามเพลิดเพลินเจริญยิ่งนัก ไม่ได้ทำสังคมล่มสลาย แต่เจริญเติบโตเป็นต้นทางของสงกรานต์สืบเนื่องถึงทุกวันนี้
ความเป็นไทยตามหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรจริงๆ ในประวัติศาสตร์สังคม แตกต่างจากความเป็นไทยของรัฐราชการปัจจุบัน เหมือนหนังคนละแผ่น

