หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ : แต่งหวิวในสงกรานต์ต้นแบบ

12.04.16 | 22:20 น.

สงกรานต์ของสามัญชนที่สืบถึงทุกวันนี้ มีต้นแบบสมัย ร.3 ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ไม่ห้ามหญิงชายหนุ่มสาวแอบเล่นเซ็กซ์มีเพศสัมพันธ์ มีบอกในกลอนนิราศเดือน แต่งโดยเสมียนมี (กวีสมัย ร.3 ร่วมสมัยสุนทรภู่) ว่า
“ทั้งหนุ่มสาวฉาวฉานด้วยการเล่น บ้างซุ่มเป็นผัวเมียกันเสียเฉย”

เซ็กซ์ยุคต้นกรุงเทพฯ ไม่ถูกประณามว่าบัดสีเลวทรามต่ำช้า ดังนั้นหลังโกนจุกราวอายุ 12-14 ต่างมีครอบครัวเอาผัวเอาเมีย ด้วยความยินดีอำนวยอวยพรของพ่อแม่ปู่ย่าตายายและเครือญาติทั้งหลายในชุมชน

เพราะยุคนั้น วัยขนาดนี้กำลังมีเรี่ยวแรงแข็งขยันทำมาหากิน โดยไม่ถูกรัฐเกณฑ์เข้าโรงเรียน (เหมือนสมัยนี้) แล้วห้ามมีเซ็กซ์ (เหมือนนักบวช)

สงกรานต์ยุคต้นกรุงเทพฯ ไม่ห้ามหญิงสาวแต่งตัวยั่วสวาทในที่สาธารณะ ใครอยากแต่งวาบหวิวยั่วยวนชวนเสพสามัคคีรสเท่าไรก็แต่งไปตามสะดวกเท่าที่มีแต่ง ดังกลอนนิราศเดือนพรรณนาว่าแต่งสาวเหมือนเมขลาล่อแก้ว เมื่อรามสูร (เดินดิน) เห็นแล้วก็ไล่คว้าเป็นพัลวัน ดังนี้

ล้วนแต่งตัวเต็มงามทรามสวาท      ใส่สีฉาดฟุ้งเฟืองด้วยเครื่องหอม
สงกรานต์ที่ตรุษที่ไม่มีมอม      ประดับพร้อมแหวนเพชรเม็ดมุกดา
มีเท่าไหร่ใส่เท่านั้นฉันผู้หญิง      ดูเพริดพริ้งเพราเอกเหมือนเมขลา
รามสูรเดินดินสิ้นศักดา      เที่ยวไล่คว้าลางทีก็มีเชิง

Advertisement

อ่านแล้วมีมโนนิมิตไม่ผิดจากวัยรุ่นยุคนี้ไล่คว้ากันในสงกรานต์ย่านถนนตระกูลข้าวต่างๆ ทั่วประเทศ เป็นที่งดงามเพลิดเพลินเจริญยิ่งนัก ไม่ได้ทำสังคมล่มสลาย แต่เจริญเติบโตเป็นต้นทางของสงกรานต์สืบเนื่องถึงทุกวันนี้

ความเป็นไทยตามหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรจริงๆ ในประวัติศาสตร์สังคม แตกต่างจากความเป็นไทยของรัฐราชการปัจจุบัน เหมือนหนังคนละแผ่น