รอยยิ้มน่าจะเต็มหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาล คสช. มากกว่านี้ หากไม่ต้อง “เขี่ยๆ” อะไรไว้ข้างเวทีการเฉลิมฉลองภารกิจกู้ 13 ชีวิต ณ ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ที่ประสบความสำเร็จ “งดงาม”ด้วยว่าที่เขี่ยๆ ไปนั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กสักเท่าไหร่
เช่น ทำไม ข้าราชการที่ถูกยกเป็นฮีโร่ อย่างผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ถูกย้ายแบบลดชั้นไปอยู่ จ.พะเยา
แน่นอน คงไม่ใช่เพราะ คนดีอยู่ที่ไหนก็ทำที่นั่นให้ดีได้
เพราะเสียงกระซิบ ที่กระหึ่มไปทั่ว การถูกย้าย เพราะไปขัดโครงการใหญ่ๆ ที่อาจส่อไปในทางไม่โปร่งใส
อดีตผู้ว่าฯเชียงราย น่าจะเป็น ซุปเปอร์ฮีโร่ เลยหากเสียงกระซิบนั้นเป็นจริงๆ
แต่ก็อย่างที่ทราบ กลับถูกย้าย และเป็นไปตาม “มติ ครม.”
เลยอาจจำเป็นที่ต้องเขี่ย เรื่องนี้ ไว้ข้างเวทีก่อน
อีกเรื่องหนึ่ง น่าเป็นเรื่องใหญ่กว่า
เพราะอย่างที่เราทราบ เครื่องยนต์เศรษฐกิจ ที่เครื่องติดและสร้างรายได้ให้กับประเทศในอันลำดับต้นๆ
คือ เครื่องยนต์ “การท่องเที่ยว”
จึงสำคัญและจำเป็น จะต้องรักษาไว้ไม่ให้เครื่องสะดุด ขัดข้อง หรือดับลง เด็ดขาด
ดังนั้น เราจึงไม่ควรลืม และต้องตระหนักกันให้ “มากที่สุด” ว่า เหตุพิบัติภัยใหญ่ ทั้งที่ จ.เชียงราย และภูเก็ต นั้น
อยู่ที่ความบกพร่องพื้นฐานของการท่องเที่ยวทั้งสิ้น
ใช่หรือไม่ว่า เราขาดการแจ้งเตือนที่มีประสิทธิภาพจริงๆ ว่า เวลาไหน ช่วงไหน ไม่ควรจะเข้าไปเที่ยวในถ้ำ หรือไม่ควรออกเรือ
การตัดสินใจต่างๆ อยู่ที่ความคุ้นชิน เช่น เป็นคนในพื้นที่ เคยเข้าถ้ำตอนนี้ได้ ก็เข้าไป
ไม่มีการแจ้งเตือนที่ทันกาล เป็นปัจจุบัน
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับธุรกิจการท่องเที่ยวใหญ่ อย่างภูเก็ต
ผลประโยชน์ทางธุรกิจ เป็น “เข็มทิศนำ” มากกว่า คำพยากรณ์อากาศ หรือคำเตือนภัยใดๆ
เราจึงเห็นภาพ การไปเสี่ยงเอาข้างหน้า เพื่อไม่ให้กระทบธุรกิจ
เรื่อง น้ำท่วมถ้ำ เรื่องพายุรุนแรงจมเรือลงในพริบตา สะท้อนจุดด้อยด้านข้อมูลพื้นฐานด้านความปลอดภัยของการท่องเที่ยวทั้งสิ้น
ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือเมื่อเกิดภัยพิบัติแล้วเราขาดเครื่องมือ เทคโนโลยี ความรู้ อย่างมาก
โดยพื้นฐาน แผนที่ถ้ำ หรือเครื่องมือช่วยชีวิต ก็ควรมีบ้าง มิใช่พึ่งอาสาสมัคร หรือใจถึง เพียงประการเดียว
ยิ่งเรื่องทะเล เรา “หากิน” กับการท่องเที่ยวทางเรือมานักต่อนัก แต่เราก็ไม่ค่อยพรักพร้อมสักเท่าไหร่การปล่อยให้ มีการเสียชีวิตหมู่เกือบ 50 ชีวิต ต่อหน้าต่อตา คนจำนวนไม่น้อย โดยช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เป็นเรื่องที่น่าตกใจ
อาจจะไม่สะเทือนใจเรามากนัก เพราะเป็นคนจีน
แถมยัง มีฝ่ายขยันผิดด้าน นั่นคือ แทนที่จะทุ่มเทการช่วยชีวิต การกู้ภัย ให้เต็มที่ก่อน
แต่สิ่งรายงานขึ้นข้างบน เป็นข้อมูลเชิงลึกเรื่อง ทัวร์ศูนย์เหรียญบ้าง บริษัทต่างชาติที่ใช้นอมินีไทยบ้าง บุกรุกป่าสงวนบ้าง หนีภาษีบ้าง ฯลฯ
ทำให้ การแสดงความเห็น หรือการแสดงท่าทีต่อเหตุการณ์ ของฝ่ายนโยบาย “ผิดกาลเทศะ”
เราถึงได้ยิน คำพูด ที่ทำร้ายจิตใจผู้ที่ฟังโดยเฉพาะฝ่ายที่สูญเสียว่า คนจีนเขาทำกับคนจีนเอง
พายุปากนั้น ได้ทำลายอะไรไปมาก
จนคนพูด ต้องรีบออกมาขอโทษ แต่ก็ดูจะสายไป
การเฉลิมฉลองความสำเร็จจึงไม่เต็มที่
รอยยิ้ม จากเชียงรายไปไม่ถึงภูเก็ต
แถมต้อง “เขี่ย” สิ่งไม่พึงประสงค์ไว้ข้างเวที อีกมาก

