แม้ “พลังดูด” จะเป็นเรื่องธรรมดาในทางการเมืองอย่างที่ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ล้วนเคยสรุป
แต่กล่าวสำหรับ “พลังประชารัฐ” ไม่น่าจะธรรมดา
อย่างน้อยการที่สื่อหลายๆ สำนักเห็นตรงกันโดยเรียกขานพรรคพลังประชารัฐว่าเป็น “พลังดูด” น่าจะเป็นลักษณะ “ร่วม” อันเด่นชัด
สำนวน “การตลาด” ถือว่า “ตรงเป้า”
คำถามที่ตามมาโดยฉับพลันทันใดก็คือ 1 เหตุปัจจัยอะไรทำให้ “พลังดูด” อันออกมาจากพรรคพลังประชารัฐที่คิดว่าธรรมดาจึงไม่ธรรมดา
และ 1 ปัจจัยอะไรทำให้กระบวนการของพรรคพลังประชารัฐมากด้วยพลานุภาพ
คำตอบนี้แรกสุดน่าจะมาจากพรรคประชาธิปัตย์ คำตอบนี้ที่สานต่อกันโดยอัตโนมัติคือบทบาทของสิ่งที่เรียกว่า “กลุ่มสามมิตร”
องค์ประกอบแห่ง “กลุ่มสามมิตร” นั้นแหละไม่ควรมองข้าม
กลุ่มสามมิตรแม้จะมีจุดบันดาลใจมาจาก “ไทยซัมมิท” อันเป็นรากฐานทางธุรกิจของตระกูล “จึงรุ่งเรืองกิจ” แต่ที่โยงได้มีเฉพาะ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เท่านั้น
มิใช่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แน่นอน
ประเด็นมิได้อยู่ที่ “อำนาจเงิน” อันสัมพันธ์กับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หากแต่สัมพันธ์กับอำนาจเนื่องแต่ประสบการณ์และความจัดเจนในทาง “การเมือง” อันสัมพันธ์กับ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน
และสัมพันธ์กับอีก 1 ส. ซึ่งอิงอยู่กับ “อำนาจรัฐ”
ตรงนี้แหละทำให้การออกมาเปิดโปกลางบ่อนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ว่าได้มีการใช้ “ทำเนียบรัฐบาล” เป็นกองบัญชาการของ “พลังดูด” มีน้ำหนัก
เพราะคำสารภาพของ นายสกลธี ภัททิยกุล ภายหลังจากถูกเรียกตัวเข้า “ทำเนียบรัฐบาล” พร้อมกับเสนอตำแหน่งทางการเมืองให้ นายสกลธี ภัททิยกุล ได้เล่ารายละเอียดให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายจุติ ไกรฤกษ์ รับทราบ
มีการระบุ 1 ส.ใน “ทำเนียบรัฐบาล” ด้วย
สําทับจากพรรคประชาธิปัตย์โดยเฉพาะจาก นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เตือนไปยังคนใน “ทำเนียบรัฐบาล” ว่าให้ระวังบทเรียนจากยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม
เมื่อมีการใช้ “ทำเนียบรัฐบาล” ตั้งพรรคเสรีมนังคศิลา
เพราะไม่เพียงแต่มี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าพรรค หากมี พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ เป็นเลขาธิการพรรค
ผลเป็นอย่างไรในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2500
ผลก็คือ นอกจากมีการใช้ “อิทธิพล” ทางการเมืองผ่านอำนาจรัฐ ยังมีการใช้อำนาจทาง “การเงิน” อย่างมหาศาล อึกทึก ครึกโครม
กลายเป็นการเลือกตั้ง “สกปรก” โกงอย่างวินาศสันตะโร
หากเส้นทางของพรรคพลังประชารัฐจะเป็นการก้าวไปบนเส้นทางของพรรคเสรีมนังคศิลาเมื่อปี 2500 ก็น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง
กังวล “พลังดูด” จาก “พลังประชารัฐ”
อาจเป็นเพราะ “พลังดูด” เกิดขึ้นตลอดสองรายทางของการประชุม “ครม.สัญจร” การย้ายจากเชียงราย พะเยา มายัง อุบลราชธานี อำนาจเจริญ
จึงดังในแบบระเบิดเถิดเทิง
แสงแห่งสปอตไลต์ไม่เพียงฉายจับไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หากยังทอดลำยาวไปยังอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยว่าจะตัดสินใจอย่างไร
ยอมรับ “พลังดูด” จาก “พลังประชารัฐ” หรือไม่

