หน้าแรก คอลัมนิสต์ การรายงานและเ...

การรายงานและเล่าเรื่องและรับรู้เรื่องภัยพิบัติ/สาธารณภัยแบบเข้าใจไม่ยาก : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

17.07.18 | 12:22 น.

ช่วงนี้เห็นจะมีเรื่องดราม่าต่อเนื่องจากกรณี “เด็กติดถ้ำ” อีกมากมาย โดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ ก่อนที่เด็กๆ จะออกมาได้นั้น เริ่มมีการวิจารณ์สื่อและเริ่มนำสื่อไทยมาเปรียบเทียบกับสื่อต่างชาติมากขึ้น
ผมพยายามค้นหาว่าในโลกนี้เขามีการนำเสนอหลักการและคู่มือในการนำเสนอข่าวในทำนองนี้บ้างหรือไม่ การเผชิญปัญหาแรกก็คือ ตกลงเราจะเข้าใจเหตุการณ์เด็กติดถ้ำว่าอย่างไรก่อน
และคำถามที่สอง ผมนั้นมีสิทธิไปเผือกอะไรกับการแนะนำหรือนำเสนอว่าสื่อไทยที่เป็นฐานันดรพิเศษนั้น “ควรจะทำอะไร” เพราะการนำเสนออะไรไปนั้น อาจจะสุ่มเสี่ยงที่จะถูกมองว่ารู้ดีกว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการรายงานข่าวเสียเอง และไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

ผมตอบปัญหาแรกว่าเราจะเข้าใจเรื่องเด็กติดถ้ำว่าอย่างไร ด้วยการนึกถึงคำสัมภาษณ์ของญาติของเด็กคนหนึ่ง ที่ให้เหตุผลในการปฏิเสธความหวังดีของสถาบันหนึ่งในการให้ทุนการศึกษาว่า พวกเด็กพวกนี้นั้นเป็น “ผู้ประสบภัย” ไม่ใช่ฮีโร่ เด็กควรจะดิ้นรนด้วยตัวเอง ใช้ความสามารถของตัวเอง ไม่เอาเปรียบคนอื่น

ผมเลยพยายามจะคิดว่า ถ้าเราไม่ได้มองแค่ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องแค่ถ้ำ การติดถ้ำ การออกจากถ้ำ และความลี้ลับ เราอาจจะต้องพยายามทำความเข้าใจว่าการติดถ้ำครั้งนี้เป็นเรื่องของการประสบภัยพิบัติ หรือสาธารณภัย (disaster) รูปแบบหนึ่ง ที่หมายความหลักๆ ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เช่น อุบัติเหตุ หรือภัยธรรมชาติ ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสียจำนวนมาก และการสูญเสียชีวิต หรืออาจจะหมายถึงเรื่องของเหตุการณ์ที่นำไปสู่ผลตามมาที่เต็มไปด้วยความเสียหายหรือเคราะห์ร้าย หรือที่มีคำจำกัดความในเว็บไซต์ของราชบัณฑิตยสภาว่า ภัยพิบัติ หมายถึงอันตรายที่นำไปสู่หายนะ ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ (สังเกตว่าของราชบัณฑิตยสภานั้นไม่ได้อิงจากศัพท์ภาษาอังกฤษ แค่อิงจากบาลีสันสฤต)

นี่คือความเข้าใจทั่วไป แต่ถ้าพิจารณาจากตัวกฎระเบียบจากทางราชการ ซึ่งพ่วงมากับปฏิบัติการของรัฐในการช่วยเหลือ ชดเชยนั้น มันจะไปเข้ากับระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน แต่มักจะเน้นไปที่เรื่องของวาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง หรือภัยจากธรรมชาติ ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นเรื่องของภัยสงคราม ภัยผู้ก่อการร้าย กองกำลังจากนอกประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่คนหมู่มาก เกินกว่าชุมชนจะรับมือได้ ซึ่งจังหวัดสามารถขอความช่วยเหลือได้

หรือใน พ.ร.บ.ป้องกันสาธารณภัย 2550 สรุปความว่าเป็นภัย เช่น ภัยธรรมชาติ โรคระบาดและภัยที่กระทบสาธารณชน ที่เกิดอันตรายถึงชีวิต ร่างกายของประชาชน หรือความเสียหายแก่ทรัพย์สินประชาชนหรือของรัฐ

Advertisement

จะเห็นว่าในการทำความเข้าใจเรื่องถ้ำในตอนแรกๆ ข้อมูลเหมือนกับเป็นเรื่องง่ายๆ ว่าเด็กหลงเข้าไปด้วยความไม่รู้และออกมาไม่ได้ ดังนั้นเราต้องช่วยกัน และประเด็นคือความร่วมมือร่วมใจ ทั้งที่เรื่องการเข้าถ้ำนั้น แม้ว่าเด็กๆ และโค้ชจะเข้าไป แต่ประเด็นในระยะหลังเริ่มเห็นข้อมูลว่าการห้ามเข้านั้นเป็นการห้ามเข้าตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่เด็กเข้าไปในปลายเดือนมิถุนายน และเขาเผชิญกับภัยธรรมชาติที่ทำให้ออกมาไม่ได้

ในแง่นี้การมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องภัยพิบัติ/สาธารณภัยน่าจะข้ามพ้นประเด็นทางศีลธรรมว่าสมควรจะเข้าช่วยเหลือไหม ไปสู่ประเด็นว่าจะพัฒนาระบบบริหารจัดการภัยพิบัติในแบบนี้ได้อย่างไร อย่างน้อยก็ในแง่ของการที่ชุมชนที่อยู่ตรงนั้นอาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งมันทำให้เราเข้าใจด้วยว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของผลกระทบ แต่มันหมายถึงความสามารถในระดับท้องถิ่นที่จัดการเรื่องนี้ไม่ได้ ซึ่งในระยะยาวก็ต้องพยายามเสริมสร้างทั้งศักยภาพและเพิ่มระบบการประสานงานที่ดีระหว่างท้องถิ่นกับภาคส่วนอื่นๆ ด้วย


ในประการที่สอง ผมคิดว่าผมคงไม่สามารถนำเรื่องของคู่มือการรายงานภัยพิบัติจากประสบการณ์ของประเทศอื่นมากำหนดให้สื่อไทยพิจารณาได้โดยตรง แต่อยากเสนอว่า ในเมื่อทุกคนในวันนี้เป็นทั้งผู้รับสาร และผู้ส่งสาร ในฐานะที่ผลิตสื่อเองได้ ทั้งจากการเล่าเรื่องและส่งต่อแบ่งปันข้อมูลและข่าว ดังนั้นเราควรจะมีความเข้าใจและความคาดหวังกับการเสพข่าวและผลิตข่าว ส่งต่อข่าวด้วยตัวของเรามากขึ้น ผมไม่อยากแปลสิ่งนี้ว่าการรู้เท่าทันสื่อ เพราะสื่อเขาไม่ได้ผิดเสมอไป media literacy น่าจะแปลว่าความเข้าใจและสามารถผลิตสื่อได้ด้วยตนเองมากกว่า (อ่านออกเขียนได้นั่นแหละครับ) หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เราควรจะสามารถเสริมสร้างสมรรถภาพของเราในการเข้าใจสื่อที่มีอยู่ และสร้างสรรค์สื่อได้ด้วย

ทีนี้การเข้าใจและสร้างสรรค์สื่อนั้นมันจำเป็นเพราะเมื่อมีเหตุการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้น สำหรับคนทั่วไปแล้ว ข้อมูลหลักๆ ที่พวกเขารับรู้จะมาจากสื่อเป็นหลัก เขาไม่ได้รู้เรื่องของหน่วยงาน ระเบียบปฏิบัติ ขั้นตอนการดำเนินการ และความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเขาเอง ดังนั้นเขาก็จะคาดหวังจากสื่อเป็นหลักนั่นแหละครับ

ดังนั้นสื่อเองก็จะต้องมีความเข้าใจกับเรื่องของภัยพิบัติในระดับหนึ่ง คือถ้าไม่รู้ก็ต้องค้นคว้าทำความเข้าใจในเรื่องของหลักคิดในเรื่องนี้ด้วย อาทิ ในเรื่องของภัยพิบัตินั้นมันมีแนวคิด ศัพท์แสงอะไรที่เกี่ยวข้อง อาทิเรื่องของวงจรของภัยพิบัติ รวมทั้งความเปราะบาง และความสามารถในการอยู่รอดและฟื้นสภาพจากภัยพิบัติ ความเข้าใจเรื่องนโยบาย ระบบการบริหารภัยพิบัติในระดับต่างๆ ตั้งแต่ระดับชาติ จังหวัด และท้องถิ่น-ชุมชน

เรื่องของวงจรภัยพิบัตินั้น บางทีสื่อ (ในแง่นี้คือตัวเราเองที่เป็นสื่อด้วย) อาจจะต้องทำความเข้าใจว่านอกเหนือจากเรื่องของการอธิบายว่ามันเกิดอะไรขึ้น สื่ออาจจะต้องเริ่มเข้าใจก่อนว่า ในช่วงเวลาต่างๆ ของปีนั้นบริเวณไหนมีแนวโน้มที่จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และเมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้นแล้วเกิดผลอะไรบ้างที่ตามมา จากนั้นก็ต้องพูดถึงการช่วยเหลือ ตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ และต่อมาก็เป็นเรื่องของการบรรเทาภัย การฟื้นฟู และสร้างสำนึกในการระวังภัยและเตรียมการณ์ในเรื่องเหล่านี้ในครั้งต่อๆ ไปด้วย อันนี้เป็นตามตำราของการรายงานข่าวสาธารณภัยครับ ส่วนข่าวแนวฮีโร่ แจกรางวัล แนวภูมิใจในชื่อเสียงประเทศ และพลังเหนือธรรมชาติ หรือข่าวที่สัมภาษณ์สื่อกันเองว่าวันๆ ทำอะไรบ้าง ข่าวแนวนี้อาจจะขายดี แต่ไม่ใช่เรื่องของข่าวด้านสาธารณภัย หรือภัยพิบัติโดยตรง แต่ถ้ามองในแง่บวก ถ้าข่าวเหล่านี้จะมีส่วนทำให้อันนี้อาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการภัยพิบัติและการบรรเทาสาธารณภัยได้ ก็ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจเหยียดหยามไปเสียหมด

อันนี้จากมุมมองของการรายงานข่าวและการรับรู้ตรวจสอบความเข้าใจของเราที่มีต่อข่าวภัยพิบัตินะครับ เพราะบางทีก็อาจมีประโยชน์ทำให้เราสนใจเรื่องของการรับมือภัยพิบัติในครั้งต่อๆ ไปได้อีก

หลักการคร่าวๆ ในการรายงานข่าว และในการที่เราจะรับรู้ตรวจสอบตัวเราว่าเราได้รับข่าวภัยพิบัติเหล่านี้ครบถ้วนไหมนั้น ตำราเขาเสนอว่า ประกอบด้วย 7 มิติ

1.ความถูกต้อง เที่ยงตรง และแม่นยำของข่าว (accuracy): อาทิ เรื่องของข้อมูลพื้นฐานของสถานการณ์และพื้นที่ สภาพทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ และชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งในแง่นี้อาจจะหมายถึงชุมชนที่เด็กเหล่านั้นใช้ชีวิตอยู่ คำถามคือ เมื่อจบเหตุการณ์นี้เราเข้าใจพื้นที่แม่สายมากขึ้นไหม เรารู้ไหมว่าเด็กๆ เหล่านี้มาจากตรงไหนของพื้นที่บ้าง รวมทั้งเรื่องของข้อมูลต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะง่ายมากเพราะข้อมูลในสนามบางทีก็มีทั้งที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน และบางทีก็เข้าไม่ถึงข้อมูลที่ถูกปกปิดเอาไว้ นอกจากนี้การใช้คำต่างๆ ในการนิยามและเล่าเรื่องก็เป็นเรื่องสำคัญในการรับรู้ของผู้คน อาทิ การทำความเข้าใจว่าการติดถ้ำเป็นแค่ปัญหาของคน 13 คน หรือเป็นปัญหาที่ชุมชนนั้นกำลังสูญเสียสมาชิกของพวกเขา โดยที่กลไกในพื้นที่ไม่สามารถรับมือและจัดการเรื่องนี้ได้

2.การสร้างสมดุลของข้อมูลและมุมมอง (balance): หมายถึงทั้งเรื่องของเสียงจากผู้คน เรื่องราวในเชิงบวก และท่วงทำนองในการรายงานข่าว การเล่าเรื่องราวในเชิงบวกนั้นหมายถึงการพยายามที่จะให้กำลังใจและสร้างความหวัง (แต่ไม่ใช่การเต้าข่าว) อีกเรื่องที่สำคัญก็คือ การพยายามคุมท่วงทำนองของการรายงานข่าวไม่ไปเป็นเรื่องของการเร่งรีบที่จะโทษใคร และทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของการความขัดแย้งไปเสียทั้งหมด เพราะอาจทำให้เรื่องราวที่รายงานหรือที่เราอยากรับรู้อาจจะไม่ครบถ้วน และทำให้เรื่องราวของสถานการณ์และผลที่มีต่อชุมชนถูกละเลยไปสนใจแต่เรื่องประเภท “อีตานี่มาทำอะไรที่นี่?”

การรายงานข่าวว่าชุมชนมีส่วนแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร และการรายงานเรื่องจิตอาสาที่ผ่านมาดูเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความหวังต่อสถานการณ์ นอกจากนั้นการรายงานพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ ผมคิดว่าสื่อทำได้อย่างน่ายกย่องชมเชย
3.ความคงเส้นคงวาและความร่วมมือกันของหลายภาคส่วน (consistency and collaboration): ว่ากันว่าในการรายงานข่าวภัยพิบัตินั้นความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเป็นเรื่องสำคัญ แต่อาจจะไม่ใช่เรื่องของการเชื่อฟังทางราชการ หรือจะต้องถูกมองจากราชการว่าสื่อพวกนี้มีแนวโน้มที่จะสร้างปัญหาและจะต้องถูกจัดระเบียบเสมอไป หรือสื่อมีหน้าที่ประกาศข่าวระดมการบริจาคตลอดเวลา สิ่งสำคัญก็คือ การสร้างความเข้าใจร่วมกันของบรรดาสื่อมวลชนเองด้วยว่าจะนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างไร เพื่อให้คนสนใจในเหตุการณ์ และจะร่วมมือกับทางราชการ องค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน ในการเผยแพร่ข่าวอย่างไร

แต่ในอีกด้านหนึ่ง สื่อนั้นไม่ได้แค่ทำหน้าที่รายงานข่าวและข้อมูลออกไปยังสาธารณชนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น แต่สื่อยังทำหน้าที่ในการจุดประกายให้เกิดการช่วยเหลือในเชิงมนุษยธรรม และการทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

4.เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของผู้ประสบภัยและชุมชนของเขา (dignity): เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก เพราะเป็นเรื่องของท่าทีของสื่อในการเข้าถึงตัวผู้ประสบภัยและชุมชน รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ประสบภัย ซึ่งนอกจากเขาจะได้รับผลกระทบทางกายภาพแล้ว เขายังได้รับผลกระทบทางจิตใจด้วย สื่อจะมีสถานะที่มีอำนาจในสภาวะดังกล่าว ยิ่งในกรณีที่ผ่านมา อาจจะต้องเกี่ยวพันกับการรายงานภารกิจของหน่วยรบพิเศษที่จะต้องเป็นหน่วยที่ปฏิบัติภารกิจลับ และในอีกแง่หนึ่งที่คนหลายคนทั้งในถ้ำและนอกถ้ำเกี่ยวข้องกับการติดอยู่ในสถานะบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขหรืออนุมัติ เช่น สภาวะคนไร้สัญชาติ

นอกจากนี้ความคาดหวังบางอย่างในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อในพื้นที่ก็คือ เขาสามารถสื่อสารกับผู้ประสบภัย และชุมชนนั้นว่าพวกเขามาทำอะไรและมีหน้าที่อะไรบ้างมากกว่าคำว่ารายงานข่าว และไล่ถามถึง “ความรู้สึก” และ “ข้อมูล” ต่างๆ จากพื้นที่ และเขาทำหน้าที่เล่าเรื่องของผู้ประสบภัยและชุมชนของพวกเขาอย่างไร จำเป็นไหมว่าเกีรยติภูมิหรือศักดิ์ศรีจะต้องมีความหมายแค่การเป็นวีรบุรุษเท่านั้น หรือจะต้องหมายถึงผู้ที่รอรับการช่วยเหลือจากคนภายนอก ทั้งจากรัฐบาลและจากคนนอกพื้นที่เท่านั้น

5.สิ่งแวดล้อมและประเด็นการพัฒนา (environment and development): ในรายงานข่าวของสถานการณ์ภัยพิบัติในหลายพื้นที่ จะสร้างความเข้าใจเรื่องที่ใหญ่ขึ้นกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไปสู่เรื่องของการทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและดินฟ้าอากาศ รวมทั้งประเด็นปัญหาในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การลดความเสี่ยงในเรื่องของภัยพิบัติในอนาคต เรื่องเหล่านี้ยิ่งน่าสนใจมากในพื้นที่ถ้ำหลวง เพราะข่าวการต่อสู้กับน้ำรายวันน่าจะทำให้เราเริ่มเข้าใจสภาพของพื้นที่และภูมิอากาศเป็นอย่างดี รวมทั้งปมปัญหาที่ว่าการเตือนภัยในพื้นที่อาจจะเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจฤดูกาล แต่เอาเข้าจริงฤดูกาลต่างๆ อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนั้นแล้วประเด็นการพัฒนาในพื้นที่อาจจะมีความสำคัญเช่นกัน ไม่ว่าจะเรื่องของโอกาสทางการศึกษาและโอกาสในการฝึกฝนพัฒนาด้านการกีฬาของคนในพื้นที่ว่าได้รับการสนับสนุนมากน้อยแค่ไหน

ในส่วนนี้การประสบภัยที่อาจถือเป็นภัยพิบัติในระดับหนึ่ง (หากไม่เคร่งครัดหรือถกเถียงกับเรื่องคำจำกัดความของระเบียบมากเกินไปนัก) เราจะพบว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นล้วนเชื่อมโยงกับเรื่องราวอื่นๆ เช่น สุขภาวะ การศึกษา บทบาทของความหลากหลายของพื้นที่และเศรษฐกิจในพื้นที่ และก็เกี่ยวพันกับวงจรของภัยพิบัติด้วย แม้ว่าในแง่นี้สิ่งที่เกิดในถ้ำอาจไม่ได้ส่งผลกระทบจากภายนอกตั้งแต่แรก แต่จากนี้ไป หากพื้นที่นี้จะกลายสภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยว หรือมีความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากผลกระทบจากการแก้ปัญหาในรอบนี้ เช่นจากการสูบน้ำหรือขุดดินต่างๆ ระบบนิเวศจะเป็นอะไรมากกว่าเรื่องของ big cleaning day บ้าง

นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นจากกรณีภัยพิบัติหรือสาธารณภัยที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เราเริ่มมองปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในหลายพื้นที่มากขึ้นหรือไม่ และเราเข้าใจถึงความเปราะบางของทั้งพื้นที่ ผู้คนและชุมชนที่อยู่ใกล้พื้นที่ธรรมชาติเหล่านี้มากขึ้นไหม นี่คืออีกประเด็นหนึ่งของการถอดบทเรียน ที่มาก
กว่าเรื่องของการถอดบทเรียนเฉพาะเรื่องการสั่งการของภาคราชการและการระดมทรัพยากรในการแก้ปัญหาจากจิตอาสาต่างๆ

6.การติดตามเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง (follow-up): ภายหลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติหรือภัยสาธารณะเกิดขึ้น มักจะมีความช่วยเหลือต่างๆ หลั่งไหลเข้ามา รวมทั้งความช่วยเหลือจากทางราชการ สิ่งที่สื่อจะติดตามต่อไปก็คือ เรื่องราวของการบริการความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ระบบการตรวจสอบการบริหารจัดการความช่วยเหลือ การบรรเทาภัย และการฟื้นสภาพของพื้นที่ ซึ่งบางทีอาจจะเกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนสภาพในพื้นที่ด้วย เช่น การจะสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ๆ นอกจากนี้การทำให้ชุมชนในพื้นที่และคนภายนอกที่จะเข้ามาสนใจในพื้นที่นั้น ได้เตรียมตัวและสามารถฟื้นสภาพได้เร็วขึ้นหากประสบภัยในครั้งต่อๆ ไป

ประเด็นที่เริ่มพูดกันเรื่องถอดบทเรียนจึงจะต้องรวมไปถึงเรื่องของการทำความเข้าใจปฏิบัติการจริงที่ควรจะนำไปใช้เป็นตัวแบบในการรับมือกับภัยพิบัติเหล่านี้อีก

7.ความปลอดภัย (safety): ในหลายกรณี การไปรายงานภัยพิบัตินั้นมีความจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงตัวผู้สื่อข่าวที่ลงไปในพื้นที่เองด้วย ว่าพวกเขามีความพร้อมทางร่างกายและจิตใจที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งความพร้อมในการรับทราบขั้นตอนในการปกป้องตัวเองจากสิ่งที่จะต้องเผชิญอยู่ รวมทั้งการปกป้องความปลอดภัยของผู้ประสบภัยและชุมชนนั้นให้เขาอยู่อย่างปลอดภัยทั้งในสถานการณ์และภายหลังสถานการณ์

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ผมคิดว่ายังมีเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ยังรอค้นหาคำตอบอีกมากมาย ทั้งจากสื่อมืออาชีพที่ทำข่าว หรือจากผู้รอรับสื่อ ซึ่งบางทีก็อาจจะยังมีความสนใจอีกหลายเรื่อง และพร้อมที่จะส่งต่อข้อมูลไม่ว่าผิดหรือถูกเพราะเห็นว่าข้อมูลเหล่านั้นสำคัญ (เขาจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตสื่อและการสื่อสารไปในตัว)

และในอีกด้านหนึ่ง เราไม่ควรจะมองเรื่องนี้เป็นแค่อุบัติเหตุหรือเคราะห์ร้าย/เคราะห์กรรม ของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องทำความเข้าใจว่า ภัยต่างๆ เช่นนี้อาจจะเกิดกับเราได้เสมอ และเราต้องเชื่อมโยงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรื่องราวที่ใหญ่ขึ้นจากกรณีเหตุการณ์หนึ่งไปสู่ปัญหาภาพรวมของการทำความเข้าใจ เตรียมการ และ บริหารจัดการ รวมทั้งฟื้นฟูสภาพภัยพิบัติหรือสาธารณภัยให้มากขึ้นกว่าความเชื่อว่าเราจะต้องมีหน่วยกู้ภัยมืออาชีพเท่านั้น

(เก็บความบางส่วนจาก Principles of Disaster Reporting: Guidelines. Preparing Long Term Training and Capacity Building Strategy for Disaster Risk Reduction in India, Under NCRMP. 2014)