หน้าแรก คอลัมนิสต์ อนาคตข้าวโพดไ...

อนาคตข้าวโพดไทย? : โดย ปรัชญา ปราดเปรื่อง

17.07.18 | 12:28 น.

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถือเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสัตว์ป้อนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ แต่ก็เป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีปัญหามาโดยตลอด ตั้งแต่เรื่องที่ว่าประเทศไทยไม่สามารถปลูกข้าวโพดได้เพียงพอต่อความต้องการใช้ได้เลยสักปี ตามมาด้วยปัญหาการลักลอบนำข้าวโพดชายแดนเข้ามา หรือบางปีก็เลยเถิดถึงขั้นลักลอบนำเข้าข้าวโพดจากประเทศที่ 3 (ประเทศที่ไม่ติดกับชายแดนไทย) ส่วนปัญหาคลาสสิกที่แก้กันไม่ตก ก็คือข้อหาที่ว่าข้าวโพดเป็นพืชรุกป่าทำลายสิ่งแวดล้อมบนภูเขา เกิดเป็นแรงกดดันไปยังผู้ใช้ข้าวโพดซึ่งก็คือผู้ผลิตอาหารสัตว์ให้เลือกซื้อเฉพาะข้าวโพดที่มีเอกสารสิทธิถูกต้อง ไล่ไปจนถึงคู่ค้าในต่างประเทศที่ตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของข้าวโพด และอาจแบนอาหารไทย หากพบว่าใช้ข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่ป่า นี่เป็นเพียงบางส่วนของปัญหางูกินหางที่จำเป็นต้องมีคณะกรรมการรับผิดชอบดูแลเรื่องข้าวโพดทั้งระบบ ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
“กระทรวงพาณิชย์”

ขอตีแผ่ปัญหาข้าวโพดออกเป็นหมวดๆ เพื่อหาทางออกให้ทั้งระบบ เผื่อจะมีแนวทางแก้จนมองเห็นอนาคตที่ดีของข้าวโพดไทยได้บ้าง

ด้านปริมาณ
เมื่อพูดถึงปริมาณข้าวโพด เราต้อง “ยอมรับความจริง” ว่าประเทศไทยไม่สามารถผลิตข้าวโพดได้พอกับความต้องการใช้ แม้ปัจจุบันแม้จะมีหลายมาตรการพยายามร่วมแก้ปัญหาข้อนี้ เช่น การส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนา แต่ก็สามารถทำประสิทธิภาพได้สูงสุดเพียง 5 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพดทั้งหมดมีสูงถึง 8 ล้านตัน นี่จึงเป็นข้อแรกที่รัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องยอมรับ ขณะเดียวกันรัฐต้องบริหารจัดการส่วนต่างที่ขาดแคลนว่าจะใช้วิธีใดเพื่อให้มีปริมาณข้าวโพดรองรับความต้องการใช้ได้
บางคนเสนอให้ใช้มันสำปะหลัง หรือรำข้าว แทนข้าวโพดที่ขาดแคลน… ซึ่งถ้ามันใช้แทนกันได้จริงก็คงไม่ต้องเรียกร้องให้แก้ปัญหาข้าวโพด แต่เนื่องจากพืชแต่ละชนิดมีปริมาณสารอาหารที่เหมาะกับการนำมาผลิตอาหารสัตว์ไม่เท่ากัน ปริมาณและประเภทคาร์โบไฮเดรตหรือโปรตีนแตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกร จึงไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้
คงต้องถามว่า รัฐมีแนวทางจัดการเพื่อแก้ปัญหานี้แล้วหรือยัง และจะจัดการอย่างไร? โดยไม่ให้ไปเกิดเป็นปมปัญหาอีกจุดหนึ่งอย่างที่เป็นอยู่

ด้านสิ่งแวดล้อม
ในจำนวน 5 ล้านตันข้าวโพดที่ไทยผลิตได้ เป็นข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่รุกป่า หรือไม่มีเอกสารสิทธิถึง 40% (หรือราว 2 ล้านตัน) หมายความว่า แนวทางที่ ภาครัฐ ภาคประชาสังคม (NGO) ตลอดจนประเทศคู่ค้าของไทย เรียกร้องให้บ้านเราใช้ข้าวโพดที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมนั้น แทบไม่ได้ผล เพราะ 1.)ปริมาณข้าวโพดไม่เพียงพอ 2.)มีการนำเอกสารสิทธิที่ใช้แล้วไปใช้ซ้ำ เพื่อหลอกขายโรงงานอาหารสัตว์ 3.)โรงงานอาหารสัตว์จำเป็นต้องรับซื้อเพราะโดนหลอก ด้วยไม่มีข้าวโพดใช้ในการผลิต 4.)ยังคงเกิดผลกระทบด้านหมอกควันในช่วงเผาเพื่อจัดเตรียมพื้นที่ปลูก
แม้จะพยายามตั้งมาตรฐาน GAP ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ มีการรณรงค์ปลูกข้าวโพดหลังนา (ที่ส่วนใหญ่เป็นที่นาที่มีโฉนดถูกต้อง) มีการวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดที่ให้ผลผลิตสูง แต่ในทางปฏิบัติยังไม่เห็นพัฒนาการความก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น รวมถึงการที่รัฐยังไม่สามารถหาเทคโนโลยีในการตรวจสอบเอกสารสิทธิเพื่อป้องกันการหลอกใช้เอกสารสิทธิซ้ำของพ่อค้าคนกลาง นอกจากนี้ยังเกิดการส่งเสริมของนายทุนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการตรวจสอบพื้นที่ปลูกของชาวบ้าน นำไปสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ไม่สามารถเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
การตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่สังคมโลกให้ความสำคัญ ทุกวันนี้ประเทศคู่ค้า เช่น สหภาพยุโรป ซึ่งนำเข้าอาหารจากประเทศไทย อาทิ เนื้อไก่ อาหารสำเร็จรูป ฯลฯ เริ่มตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาของอาหาร ไปจนถึงต้นทางคือวัตถุดิบข้าวโพด หากพบว่าเป็นข้าวโพดรุกป่า อาจนำไปสู่การแบนสินค้าของไทยได้ในที่สุด ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมอาหารของเราหยุดชะงัก เป็นช่องว่างให้ประเทศคู่แข่งนำสินค้าเข้าไปขายแทนได้ทันที เมื่อนั้นหายนะจะเกิดกับเศรษฐกิจประเทศ และส่งผลเป็นลูกโซ่ย้อนหลังไปถึงเกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์ โรงงานอาหารสัตว์ พ่อค้าคนกลาง และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดแน่นอน ขอถามว่าบนความเสี่ยงนี้
รัฐเตรียมการบริหารจัดการความเสี่ยงไว้แล้วหรือยัง?

ด้านราคา
ที่ผ่านมารัฐบาลแก้ปัญหาข้าวโพดโดยไม่คำนึงถึงห่วงโซ่การผลิต มีเพียงต้องการยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้สูงเข้าไว้ก่อน จึงเป็นที่มาของการขอความร่วมมือจากโรงงานอาหารสัตว์ให้รับซื้อข้าวโพดจาก “พ่อค้าคนกลาง” ในราคากิโลกรัมละ 8 บาท ที่ความชื้น 14.5% ณ พื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาที่ตามมามากมาย เนื่องจากไม่มีการกำหนดราคาขั้นสูงเพื่อปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ เป็นเหตุให้ราคาข้าวโพดไทยสูงกว่าตลาดโลกเสมอ ก่ออุปสรรคต่อการแข่งขันทางการค้าในเวทีโลก
ปัญหาของการมีราคาขั้นต่ำแต่ไม่มีเพดานราคานี้ ไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลย ขณะเดียวกันก็กลายเป็นต้นทุนมหาศาลของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ หลายรายต้องขาดทุน จำต้องยกเลิกการเลี้ยงสัตว์บางช่วงหรือเลิกกิจการเลี้ยงสัตว์ไปเลย ดังนั้น เป้าหมายที่รัฐต้องการยกระดับรายได้เกษตรกรจึงไม่มีทางบรรลุผล

Advertisement

ที่สำคัญ การปล่อยราคาลอยสูงขึ้นไปได้เรื่อยๆ โดยไม่จำกัดนั้น จูงใจอย่างมากให้ “พ่อค้าคนกลาง” ทำทุกวิถีทางเพื่อให้มีข้าวโพดมาขาย เช่น 1.)ผลักดันให้ชาวบ้านปลูกข้าวโพดให้มากที่สุดในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะมีเอกสารสิทธิหรือไม่ เท่ากับส่งเสริมให้รุกป่า 2.)ลักลอบนำเข้า 3.)การลักลอบนำเข้าย่อมไม่มีเอกสารสิทธิมาแสดง เป็นข้าวโพดที่กระทบสิ่งแวดล้อมและเสี่ยงต่อการแบน 4.)นำไปสู่การหลอกลวงผู้ซื้อโดยใช้เอกสารสิทธิซ้ำ 5.)เมื่อราคาข้าวโพดไทยสูงกว่าราคาในตลาดโลกมาก ก็เอื้อให้เกิดทุจริตในระดับภูมิภาค โดยมีการลักลอบนำเข้าจากประเทศที่ห่างไกล เช่น อาร์เจนตินา… กลายเป็นวังวนที่ทำให้ข้าวโพดยังคงเป็นผู้ร้ายทำลายสิ่งแวดล้อมต่อไป

คำถามที่กระทรวงพาณิชย์ต้องตอบ!!
การที่ปัญหาข้าวโพดไม่ได้รับการแก้ไขตลอดห่วงโซ่การผลิตเช่นนี้ เป็นธรรมหรือไม่ ที่ต้องให้เกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์เป็นผู้ได้รับกรรม เป็นธรรมแล้วหรือที่ผู้บริโภคชาวไทยต้องเข้ามารับผิดชอบราคาอาหารที่สูงขึ้นเพราะต้นทุนข้าวโพดราคาแพงเกินกว่าตลาดโลก ที่สำคัญคือปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมาทุกปี ซ้ำแล้วซ้ำเล่า… ท่านจะปล่อยให้อนาคตของข้าวโพดไทย เดินอยู่บนความเสี่ยงเช่นเดิม ทั้งๆ ที่รู้ปัญหาอย่างนั้นหรือ?
ปัญหาเรื่องข้าวโพดก่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นปัญหาใหญ่สุดที่ต้องเร่งแก้ หากมัวแต่เน้นดันราคาให้สูงเกินจริง พ่อค้าคนกลางจะไม่สนใจเรื่อง GAP ไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่จะผลักดันให้เกิดการรุกป่าไม่สิ้นสุด ยังดีที่ท่านรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ให้คำมั่นว่าจะจัดตั้ง “คณะกรรมการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม” เพื่อช่วยตรวจสอบไม่ให้มีการนำข้าวโพดรุกป่ามาปะปนขายในประเทศนั้น ซึ่งนับเป็นแนวคิดที่ดีมาก… และควรเปิดเผยแผนปฏิบัติ (Action Plan) ให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้รับรู้และร่วมมือเดินหน้าไปด้วยกันให้เร็วที่สุด

ว่าแต่ว่า ท่านตั้งคณะกรรมการดังกล่าว แล้วหรือยัง?