หน้าแรก คอลัมนิสต์ คุณจะกินผลไม้...

คุณจะกินผลไม้พิษ ที่น่าอร่อยนั้นหรือไม่?

18.07.18 | 13:10 น.

การที่ร่างพระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิต จะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติภายในเดือนธันวาคมปีนี้ ก็อาจจะถือเป็นความก้าวหน้าในเรื่องสิทธิเสรีภาพหรือพัฒนาการด้านความเสมอภาคของคนรักเพศเดียวกันก็อาจจะน่ายินดี

ในอีกทางหนึ่งก็ก่อให้เกิดการถกเถียงกันเบาๆ ระหว่างผู้ที่สนับสนุนหรือผลักดันกฎหมายนี้ ที่นอกจากคนรักเพศเดียวกันซึ่งได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้โดยตรงแล้ว ยังรวมถึงฝ่ายผู้สนับสนุนความก้าวหน้าด้านสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมด้วย ซึ่งอนุมานได้ว่าฝ่ายหลังนี้ “น่าจะ” เป็นฝ่ายฝั่งเดียวกับผู้ที่เรียกร้องต้องการประชาธิปไตย

ในเมื่อกฎหมายซึ่งมีความก้าวหน้าในทางสิทธิเสรีภาพ แต่ดันตราออกมาด้วยกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยสภาที่ไม่ได้มีที่มาจากเสียงของประชาชน แต่งตั้งตามคำสั่งคณะรัฐประหารซึ่งถือเป็นการประกอบอนันตริยกรรมในการปกครองระบอบประชาธิปไตย เช่นนี้เราควรจะยินดีกับการจะมีขึ้นของกฎหมายนี้หรือไม่

แน่นอนว่าคงมีฝ่ายที่ยินดีเพราะถือว่าในที่สุดแล้วกฎหมายใดๆ ก็มีเพียงสองอย่างคือกฎหมายดีกับกฎหมายเลว ในเมื่อนี่เป็น “กฎหมายดี” ไม่ว่าจะออกมาโดยวิธีใดก็ยังเป็นกฎหมายดี

กับฝ่ายที่ถือว่า กฎหมาย (หรือสิ่งใดก็ตาม) ที่เป็นผลดีนั้น จะต้องมาจาก “เหตุ” ที่ดีด้วย ได้แก่กระบวนการที่ชอบธรรม สิ่งใดที่เกิดขึ้นมาด้วยวิธีทางที่ไม่ชอบธรรม สิ่งนั้นไม่อาจยอมรับได้ว่าเป็นสิ่งดี

Advertisement

ฝ่ายหลังนี้มักจะยก “หลักผลของต้นไม้พิษ” (Fruit of the Poisonous tree) มาใช้เป็นเหตุผลแกนหลักของการถกเถียง

หลักผลของต้นไม้พิษนั้นจริงๆ มาจากหลักการสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความที่ว่า พยานหลักฐานใดที่ได้มาโดยวิธีการที่ไม่ชอบ ย่อมถือว่าพยานหลักฐานนั้นไม่ชอบ และหากพยานหลักฐานนั้นก่อให้เกิดพยานหลักฐานอื่นตามมา พยานหลักฐานชิ้นหลังนั้นก็ย่อมไม่ชอบไปด้วย อุปมาดังต้นไม้พิษ ที่ออกดอกออกลูกมาก็เป็นดอกไม้ลูกไม้พิษ จนเป็นเมล็ดก็เป็นเมล็ดพิษไปงอกเป็นต้นไม้พิษต่อไป

ในช่วงหลัง หลักการนี้ถูกยกอ้างขึ้นมาใช้เพื่อปฏิเสธความชอบธรรมของนิติกรรมทางการเมืองของการรัฐประหารด้วย ไม่ว่าจะเป็นการตราหรือการใช้อำนาจทางกฎหมาย คือถือว่าเมื่อการรัฐประหารนั้น เป็นการกระทำการอันมิชอบ ดังนั้น ผลใดๆ ที่เกิดจากการรัฐประหาร จึงเป็น “ผลของต้นไม้พิษ” ไปทั้งหมด ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ กฎหมาย กฎ การกระทำ การใช้อำนาจใดๆ เช่นนี้กฎหมายที่มาจากรัฐสภาที่ตั้งขึ้นโดยคณะรัฐประหาร จึงไม่มีความชอบธรรม เป็น “กฎหมายพิษ” โดยไม่ต้องพิจารณาเนื้อหาของมัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่อาจจะเป็น ที่ยอมรับกันเงียบๆ ในวงการกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนิติบัญญัติของไทย คือความจริงอันน่าเจ็บปวดว่า มีร่างกฎหมายมากมายที่ควรจะได้ออกบังคับใช้ตั้งนานแล้ว แต่ติดค้างอยู่ในสมัยสภาที่มาจากการเลือกตั้ง กลับสามารถคลอดออกมาเป็นกฎหมายจริงได้โดยสภามาจากระบอบรัฐประหาร

กฎหมายเหล่านั้นมีตั้งแต่กฎหมายเก่าที่ควรจะแก้ไขปรับปรุงให้ทันสมัย เช่นการแก้ไขประมวลกฎหมายต่างๆ เรื่องที่ชัดเจน คือเรื่องโทษปรับในทางอาญา สมัยก่อนโทษปรับทางอาญานั้น “ราคาถูก” กว่าความเป็นจริงเพราะไม่ได้ปรับตามค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจมานาน จนผู้คนเอาไปพูดล้อเล่นกันว่า ขอต่อยปากทีนึงแล้วยอมจ่ายค่าปรับ 500 บาท ซึ่งปัจจุบันประมวลกฎหมายอาญานี้ก็ได้แก้ไขเป็นปรับไม่เกิน 10,000 บาทแล้ว เมื่อปี 2558 โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

กับกฎหมายอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอาจจะเรียกว่า “กฎหมายก้าวหน้า” คือกฎหมายเพื่อปรับให้เป็นไปตามพลวัตของค่านิยมโลก สังคม และเทคโนโลยี เช่นกฎหมายป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ กฎหมายอุ้มบุญ หรือกฎหมายให้สถานะทางครอบครัวแก่คู่สมรสเพศเดียวกัน กฎหมายกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นกฎหมายที่ไม่มีนัยทางการเมือง ซึ่งสภาที่มาจากการเลือกตั้งมักจะไม่ค่อยสนใจที่จะนำขึ้นมาพิจารณา

นี่คือตัวอย่างของกฎหมายที่ควรได้รับการแก้มาตั้งนานแล้ว แต่เพิ่งมาสำเร็จในสมัยสภาที่มาจากการรัฐประหาร ที่หากใครศึกษาพัฒนาการในการผลักดันการร่างการตรากฎหมายเหล่านั้น จะเห็นได้ว่ากฎหมายพวกนี้ส่วนใหญ่มีการผลักดันกันมาเกินกว่าสิบปี แต่เข้าสภาไปแล้วเงียบหายบ้าง ตั้งกรรมาธิการมาพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก ถูกดอง เรื่องเงียบ ฯลฯ จนกระทั่งยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ก็อาจจะต้องมาเริ่มกระบวนการกันใหม่อีก ต่างจากกฎหมายที่มีนัยทางการเมืองตามนโยบายของรัฐบาลที่ออกได้ง่าย ใช้เวลาน้อยกว่า

จึงพอจะทำความเข้าใจได้ ว่าทำไมผู้คนที่ต่อสู้เรื่องของกฎหมายหรือสิทธิอะไรต่างๆ ที่มัน “ก้าวหน้า” เช่นสิทธิของสัตว์ หรือความเท่าเทียมกันทางเพศ ฯลฯ จึงอาจจำยอมรับ “ผลของต้นไม้พิษ” มากิน เพราะต้นไม้ไม่มีพิษนั้นไม่ออกดอกออกผลให้เสียทีหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็ยังมีข้อเตือนใจให้พิจารณาอยู่สองประการ

ประการแรกคือ ถ้าเรายอมรับกฎหมายที่เราประสงค์โดยไม่สนใจวิธีการ (และต่อให้ยุติว่ากฎหมายนั้นดีจริงๆ เมื่อเทียบกับมาตรฐานของกฎหมายเดียวกันในระดับสากล) ก็จะเท่ากับว่าเรายอมรับ “เผด็จการที่เราชอบ” หรือทำประโยชน์ให้เราได้ใช่หรือไม่ ซึ่งกรณีนี้อันตรายอยู่ เพราะถ้าเราอนุญาตให้ระบอบที่ไม่ถูกต้องออกกฎหมายดีๆ ให้สิทธิให้สถานะได้ ในทางเดียวกัน ก็มีกฎหมายร้ายๆ ที่ลิดรอนเสรีภาพออกมาด้วยวิธีการเช่นนี้เช่นกัน

และอีกประการหนึ่ง การที่จะออกกฎหมายซึ่งมีผลกระทบเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือค่านิยมทางสังคมในประเด็นสำคัญ เช่นการให้สิทธิคนเพศเดียวกันแต่งงานกันได้ หรือไปไกลกว่านั้นอย่างการยกเลิกโทษประหารชีวิต กฎหมายที่อาจจะมีข้อโต้แย้งถกเถียงอยู่เช่นนั้น สมควรหรือไม่ที่จะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาที่มีที่มาจากประชาชน เพื่อจะถือว่าประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนั้นเห็นพร้อมว่าควรจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือค่านิยมเช่นนั้น

จริงอยู่ว่าในกระบวนการตราของกฎหมายเหล่านั้นก็ได้มีการนำไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไปบ้างแล้ว หากสาระสำคัญคือ “การตัดสินใจ” ว่าจะออกกฎหมายนั้นหรือไม่ ซึ่งควรมาจากสภาที่มีความชอบธรรมจากผู้แทนของประชาชนมากกว่า

นั่นแหละ ฝ่ายที่ต้องการกฎหมายนี้อาจจะคิดเถียงว่า ในประเทศที่คนส่วนใหญ่มีความคิดอนุรักษนิยมเช่นนี้ สภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยผู้แทนของประชาชน ก็อาจจะไม่กล้าหรือไม่กระตือรือร้นที่จะผ่านกฎหมาย “ก้าวหน้า” เช่นนี้ออกมา ซึ่งต่อให้มีส่วนจริงก็ตาม แต่มันก็จะชอบธรรมกว่าหรือไม่ หากผู้ที่ต้องการผลักดันประเด็นใดก็ตามที่เป็นการเปลี่ยนกระแสค่านิยมความเชื่อของสังคมนั้น สมควรที่จะต่อสู้ทางความคิด จนกระทั่งเป็นกระแสหลักที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ และกดดันจนฝ่ายการเมืองที่เป็นผู้แทนนั้นต้องยอมเปลี่ยนตาม

หากมันก็มีข้อเท็จจริงอยู่อีกว่า บางครั้งสังคมหรือคนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้หรอกว่า ตัวเองต้องการหรือยอมรับความเปลี่ยนแปลงนั้นได้ ถ้าไม่มีใครสักคนไปเปลี่ยนมันให้ก่อนเป็นการนำร่อง

ตัวอย่างที่ดี คือจากเดิมที่กฎหมายบังคับให้เปลี่ยนนามสกุลทันทีที่จดทะเบียนสมรสไปใช้นามสกุลของสามี ต่อมาในภายหลังกฎหมายเก่านั้นถูกวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดหรือแย้งต่อหลักความเสมอภาคจึงใช้บังคับไม่ได้ ในตอนแรกที่คำวินิจฉัยนี้ประกาศออกมาเมื่อปี 2546 ก็มีการโต้แย้งวิพากษ์วิจารณ์ว่า จะเสมอภาคอะไรกันหนักหนา คำวินิจฉัยนี้จะทำให้สถาบันครอบครัวล่มสลาย ครอบครัวเดียวกันแท้ๆ แต่จะมีนามสกุลต่างกัน ลูกเต้าจะมีปมด้อย ผัวเมียจะขาดความเคารพซึ่งกันและกัน ฯลฯ

ปัจจุบันนี้เราคงเห็นแล้วว่า การที่ให้สิทธิผู้หญิงแต่งงานแล้วยังคงนามสกุลเดิม มีสิทธิคงชื่อเสียงความภาคภูมิใจในนามสกุลของพ่อแม่ หรือแม้แต่คงคำนำหน้าชื่อว่านางสาวก็มีอยู่เป็นเรื่องปกติ และสถาบันครอบครัวไทยเคยเป็นอย่างไรก็เป็นอยู่เช่นนั้น

นี่เป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่คนส่วนน้อย “ตัดสินใจ” ในทางกฎหมายที่มีผลต่อความคิด ค่านิยม ความเชื่อ ของคนส่วนมาก โดยไม่ได้รอสอบถามกันก่อน แต่เมื่อแก้ไขออกมาแล้ว มันกลับเป็นผลดี และก็ยอมรับกันได้

ด้วยข้อพิจารณาที่กล่าวไปแล้ว แม้ว่าหลักผลของต้นไม้พิษก็ยังควรต้องพิจารณาอยู่ แต่ถ้ามองกันกลางๆ ว่า ถึงอย่างไรเราก็อยู่ในระบอบที่ต้นไม้พิษออกผลพิษหล่นใส่หัวเราอยู่ทุกวี่ทุกวันอยู่แล้ว ถ้าเกิดจะมี “ลูกไม้พิษ” ผลงามๆ ตกลงมาสักลูก แล้วเราจะเสี่ยงหยิบไปกินประทังไปก่อนก็คงจะไม่ได้เลวร้ายเกินไป (แต่อาจกระดากใจบ้างนิดหน่อย)

ไว้เมื่อมีสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ในตอนนั้นจะหยิบยกกฎหมายนั้นมาพิจารณาใหม่เพื่อ “ล้างพิษ” ด้วยการแก้ไขหรือโยนทิ้งไปด้วยการยกเลิกทั้งฉบับก็ย่อมทำได้