หน้าแรก คอลัมนิสต์ คอลัมน์ไทยพบพ...

คอลัมน์ไทยพบพม่า จากเส้นทางสู่สันติภาพสู่เงื้อมมือเผด็จการ เอ็ดเวิร์ด ลอ โยน กับหนังสือพิมพ์พม่ายุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ตอนจบ) ลลิตา หาญวงษ์

20.07.18 | 13:00 น.
เวนดี้ ลอ-โยน บุตรสาวของเอ็ดเวิร์ด ลอ โยน และผู้เขียนหนังสือ Golden Parasol: A Daughter’s Memoir of Burma

ในปี 1948 (พ.ศ.2491) หนังสือพิมพ์ The Nation ถือกำเนิดขึ้นหลังพม่าได้รับเอกราชไม่กี่เดือน The Nation ที่มีเอ็ดเวิร์ด ลอ โยน เป็นบรรณาธิการบริหาร จึงเป็นทั้งหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษชั้นนำเพียงไม่กี่ฉบับที่มีคนพม่าเป็นเจ้าของและผู้ก่อตั้ง และยังเป็นสัญลักษณ์ของศักราชใหม่ – การถือกำเนิดขึ้นของรัฐสมัยใหม่ในพม่า

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เอ็ดพาครอบครัวอพยพไปอยู่ที่กัลกัตตาในอินเดีย เขาเข้าร่วมกัน OSS หรือหน่วยงานด้านยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ที่กำลังรบกับญี่ปุ่นในแถบพม่าตอนเหนือ บริเวณชายแดนจีน-อินเดีย-พม่า แต่ก็อยู่กับ OSS ได้เพียงครึ่งปี ก็ถอนตัวออกมาเพื่อทำงานให้กับฝ่ายชาตินิยมพม่า ภายใต้การนำของนายพลออง ซาน ในช่วงเวลาสั้นๆ เอ็ดมีความสัมพันธ์ที่ดีกับออง ซาน แต่เขาไม่ได้ทำความรู้จักออง ซาน มากนัก เพราะเพียงไม่กี่ปี ออง ซานก็ถูกลอบสังหาร หลังจากออง ซานถึงแก่อสัญกรรม เอ็ดมีโอกาสทำงานกับสำนักข่าว British United Press (BUP) ซึ่งทำหน้าที่หาข่าวต่างประเทศส่งให้กับ BBC เหตุการณ์ที่นับว่าเปลี่ยนชีวิตของเอ็ดไปตลอดกาล คือเขามีโอกาสเข้าไปทำข่าวการประหารชีวิตอู ซอ ผู้ต้องหาจ้างวานฆ่านายพลออง ซาน ที่เรือนจำอินเส่ง เอ็ดโชคดีที่ได้เข้าไปทำข่าวภายในเรือนจำ และเห็นการแขวนคออู ซอ กับตาตนเอง เพราะหัวหน้าผู้คุมเป็นเพื่อนสมัยมัธยมของเอ็ด ก่อนหน้านั้น เขาเคยเข้าไปทำงานกับหนังสือพิมพ์ New Times of Burma แต่ก็อยู่ที่นั่นได้เพียง 3 เดือน

หลังประสบการณ์ที่คุกอินเส่ง เอ็ดในวัย 37 ปี เริ่มมั่นใจว่างานด้านหนังสือพิมพ์คือสิ่งที่เขาชอบ และต้องการทำต่อไป แต่ต้องการหาข่าวและออกความเห็นในแบบของตนเอง หลังการประหารอู ซอเพียง 2 เดือน เอ็ดก็ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ The Nation ขึ้น อย่างไรก็ดี หนุ่มไฟแรงผู้นี้ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะทำการตลาดอย่างไร เพราะในช่วงแรก ยอดขายหนังสือพิมพ์มีน้อยมาก เพียงหลักสิบเล่ม ทั้งๆ ที่พิมพ์วันละ 2,000 เล่ม เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน สถานการณ์การเงินของ The Nation เริ่มย่ำแย่ เอ็ดแก้ไขโดยการคิดคอนเซ็ปต์ของบทบรรณาธิการใหม่ เป็นบทบรรณาธิการที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคนในรัฐบาลไฟแลบ ตรงไปตรงมา

เวนดี้ ลอ-โยน บุตรสาวของเอ็ด เขียนเล่าไว้ในหนังสือ Golden Parasol: A Daughter’s Memoir of Burma ว่าในช่วงหลังพม่าได้รับเอกราช วงการสื่อและหนังสือพิมพ์กำลังร้อนระอุ เพราะนักการเมืองมักมองว่านักข่าวเป็นปฏิปักษ์ เป็นตัวปัญหา และตั้งแง่หาเรื่องกับนักข่าว ครั้งหนึ่งตะขิ่น ติน (Thakin Tin) รองนายกรัฐมนตรี ขับรถผ่านสำนักงานของหนังสือพิมพ์ Bama Khit (พม่าใหม่) และยิงปืนกลมือ (ปืน “ทอมมี่” แบบที่มาเฟียในอิตาลีมักใช้กัน) ใส่ Bama Khit และก็มีอีกหลายกรณีที่นักข่าวถูกโจมตีทางร่างกาย

บรรยากาศอันตึงเครียดดังกล่าว ทำให้นักข่าวหลายสำนักรู้สึกว่าตนถูกคุกคามโดยคนของรัฐ จนนักข่าวต้องพกปืนไปทำข่าว แม้แต่เอ็ดเองก็ต้องมีปืนติดสำนักงานไว้ รวมทั้งนักข่าวแทบทุกรายของ The Nation ด้วย แต่เอ็ดเลือกทำตามสัญชาตญาณของตน และเป็นสื่อหนึ่งในไม่กี่แห่งที่กล้าเผชิญหน้ากับนักการเมืองที่ฉ้อฉล และนำเรื่องฉาวโฉ่ของนักการเมืองออกมาให้สังคมได้ประจักษ์ ด้วยเหตุนี้ The Nation จึงถูกโจมตีจากนักการเมืองบ่อยครั้ง จริงอยู่ว่าหัวหน้าคณะรัฐมนตรีอย่างอู นุ มีความใกล้ชิดกับเอ็ดอยู่บ้าง แม้แต่หัวหน้ารัฐบาลเองยังไม่สามารถปราบปรามนักการเมืองกังฉินเหล่านี้ได้ และแสดงท่าที “ปลง” ออกมาให้เห็นบ่อยครั้ง เอ็ดถูกตั้งข้อหาว่าเป็นสื่อขี้โกง มองว่าเอ็ดเป็นบรรณาธิการที่หยิ่งยะโส เอ็ดเวิร์ด ลอ โยน จึงเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เพียงคนเดียวในขณะนั้นที่มีข้อหาฟ้องร้องจากคนในรัฐบาลมากที่สุด

Advertisement

ท่ามกลางบรรยากาศเหล่านี้ในสมัยนายกรัฐมนตรีอู นุ เอ็ดเองก็มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดีกับผู้นำในกองทัพ โดยเฉพาะกับนายพลเน วิน เวนดี้บันทึกไว้ว่าเอ็ดเป็นแขกที่เน วิน เชิญไปรับประทานอาหารค่ำที่บ้านบ่อยครั้ง และอาจด้วยคาแร็กเตอร์ของเอ็ดที่เข้ากับคนได้ง่าย มีมิตรสหายมาก และกว้างขวางในสังคม ก็ทำให้นักการเมืองและคนในกองทัพเองต้องการหาประโยชน์จากเขา

อย่างไรก็ดี เมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นในปี 1962 (พ.ศ.2505) สถานการณ์ทางการเมืองในพม่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรอีกต่อไป หนังสือพิมพ์เกือบทั้งหมดถูกสั่งปิด เหลือไว้เพียงหนังสือพิมพ์ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้คณะปฏิวัติ หนังสือพิมพ์ The Nation ไม่รอดการปราบปรามครั้งนี้ และถูกจับกุมพร้อมๆ กับนักการเมืองในรัฐบาลอีกหลายคน เอ็ดถูกกองทัพควบคุมตัวไว้ถึง 6 ปี ก่อนที่จะถูกปล่อยตัวออกมาในปี 1968 (พ.ศ.2511) เมื่อออกมาจากที่คุมขังแล้ว ในต้นปีถัดมาเอ็ดชักชวนให้อู นุ ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ในนามพรรคประชาธิปไตยรัฐสภาพม่า (Burma Parliamentary Democracy Party) และมีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงเทพฯ ในซอยสวัสดี ถนนสุขุมวิท และที่จังหวัดกาญจนบุรี ตะเข็บชายแดนไทย-พม่า จุดประสงค์ของเอ็ด อู นุและอดีตนักการเมืองคนอื่นๆ คือพวกเขาต้องการล้มล้างการปกครองของเน วิน และยืนยันว่าอู นุ ยังเป็นผู้นำพม่าตามกฎหมาย

แต่ขบวนการของอู นุ และเอ็ดมีอายุสั้น เพราะภายในระยะเวลาเพียง 4 ปีหลังจากนี้ แกนนำพรรคประชาธิปไตยฯจะถูกบังคับให้เดินทางออกจากประเทศไทย อู นุเดินทางไปอินเดีย ในขณะที่เอ็ดหอบครอบครัวอพยพไปตั้งรกรากที่นอร์ธ แคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา และเสียชีวิตในปี 1980 (พ.ศ.2523) เมื่ออายุได้ 69 ปี ด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว

เอ็ดเวิร์ด ลอ โยน เป็นชาวพม่าคนแรกที่ได้รับรางวัลแม็กไซไซ รางวัลที่มอบให้บุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับสังคม ชีวิตของเขาเป็นภาพสะท้อนพัฒนาการของสื่อสมัยใหม่ในพม่า ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างในศตวรรษที่ 19 มีช่วงรุ่งโรจน์ในปลายยุคอาณานิคม ซบเซาอย่างหนักในยุคหลังพม่าได้รับเอกราช และถูกสั่งปิดเกือบทั้งหมดหลังรัฐประหารปี 1962 ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่เอื้อให้สื่อสำนักใดเติบโต เอ็ดทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ และใช้อาวุธที่เป็นปลายปากกาและแป้นพิมพ์ดีดของเขาให้เป็นประโยชน์เพื่อสังคม

หากผู้อ่านมีโอกาสได้ไปย่างกุ้ง อาจจะแวะไปถ่ายรูปกับอาคารเก่าเลขที่ 290 บนถนน 40 (40th street) ไม่ห่างจากสวนสาธารณะบัณฑุละ ซึ่งเคยเป็นที่ทำการของหนังสือพิมพ์ The Nation ของเอ็ดเวิร์ด ลอ โยน แม้ในวันนี้อาคารหลังนี้ (เช่นเดียวกับอาคารเก่าจำนวนมากในย่างกุ้ง) จะทรุดโทรมและถูกปล่อยทิ้งร้าง แต่ก็ยังเห็นเศษซากความรุ่งเรืองของย่างกุ้ง และเราคงจินตนาการถึงความรุ่งโรจน์ของหนังสือพิมพ์ The Nation ตลอดจนปัญญาชนพม่าในยุคหลังสงครามโลกได้ไม่ยากนัก

ลลิตา หาญวงษ์

[email protected]