อันที่จริง ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องห้ามผลิต นําเข้า หรือจําหน่ายอาหารที่มีส่วนประกอบของกรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids) คือน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ซึ่งส่งผลเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ภายในอีกประมาณหกเดือนข้างหน้านี้ ดูเผินๆ ก็เหมือนเป็นเรื่องดี
กระนั้น ปัญหาอีกแง่มุมที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ก็คือต้นทุนในขนมประเภทเบเกอรี่ ช็อกโกแลต หรือไอศกรีมราคาถูกนั้น ได้รับผลกระทบแน่นอน ในที่สุด ประกาศนี้จะทำให้คนตัวเล็กตัวน้อย ทั้งที่ขาย และกินขนมราคาถูกพวกนี้แหละจะต้องอยู่ยากขึ้น คนขายอาจจะถึงต้องเลิกขาย ฝ่ายคนซื้อก็จะไม่มีขนมในราคาย่อมเยากิน
รวมถึงโรตีทอดมาการีนใส่นมข้นหวานโรยน้ำตาลแสนอร่อย ซึ่งผู้ซื้อนั้น ไม่ได้ซื้อเพียงเพราะปัจจัยเรื่องราคาเท่านั้น หากเป็นบาปอันรื่นรมย์อย่างหนึ่งของคนช่างกินดีๆ นี่เอง เช่นนี้ คำถามจึงมีว่า จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าให้เป็นเรื่องของเสรีภาพความสมัครใจ ให้ผู้บริโภคเลือกเองว่าจะยอม “เสี่ยงภัย” ทางสุขภาพ เพื่อความอร่อยที่สมกับราคาหรือไม่
แกนหลักของความคิดในเรื่องนี้ คือ “ความชอบธรรมของความสมัครใจ”
มีภาษิตกฎหมายละตินอยู่ประโยคหนึ่ง ซึ่งคนที่ผ่านห้องเรียนวิชากฎหมายแพ่งว่าด้วยละเมิดจะต้องเคยได้ยิน คือ Volunti non fit injuria ที่แปลว่า “ความสมัครใจไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย” หรือหลักกฎหมายความยินยอมไม่เป็นละเมิด ที่อธิบายว่า เมื่อบุคคลสมัครใจยินยอมในเรื่องใดแล้ว จะอ้างว่าเกิดความเสียหายเพราะเรื่องนั้นไม่ได้
อาจจะถือว่านี่เป็นหลักการสากลที่คนส่วนใหญ่ยอมรับทั่วกันทุกวัฒนธรรม และสอดคล้องกับสำนึกเชิงความเป็นธรรม นั่นเพราะมันอยู่บนความสมเหตุสมผลที่ว่า คนเราสมควรได้ในสิ่งที่ตนเลือกไม่ว่าจะในทางใด ทั้งเมื่อเรารับ “ผลดี” ใดๆ ก็ตาม การตัดสินใจแล้ว เราก็ต้องยอมรับ “ผลร้าย” ซึ่งเป็นราคาของมันมาด้วย
ปัญหาคือ คำว่า “สมัครใจ” มีองค์ประกอบขอบเขตอย่างไร
ความสมัครใจมีความหมายที่ตรงไปตรงมา คือ การ “สมัคร” เข้าร่วม ยอมรับ กระทำการ ด้วยความ “เต็มใจ” หมายถึงการที่เราเลือกเช่นนั้นด้วยการตัดสินใจของเราเอง โดยไม่มีใครหรืออำนาจใดมาบังคับ เกิดจากการชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียของสิ่งนั้นแล้วอย่างถ่องแท้จริงๆ
ข้อพิจารณาเรื่องความสมัครใจจึงวางอยู่บนสององค์ประกอบ ข้อแรกคือ – เราตัดสินใจด้วยตัวของเราเองโดยอิสระ หรืออยู่ภายใต้อำนาจ หรือความจำเป็นใดๆ หรือไม่ และข้อที่สอง – เราได้ตัดสินใจโดยชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียโดยสมบูรณ์ทุกทางแล้วหรือยัง
องค์ประกอบข้อแรก คืออิสรภาพในการตัดสินใจ เพราะการที่คนเรากระโดดลงมาจากตึกสูงเพราะมีปืนจ่ออยู่ข้างหลัง หรือเพราะไฟกำลังไหม้อาคารนั้นโดยไม่มีทางหนีได้อีก ทั้งสองกรณีนี้ ชัดเจนว่าไม่อาจถือว่าสมัครใจกระโดดลงมาได้แน่ๆ กรณีแรกนั้น เป็นเพราะถูกกำลังอำนาจอื่นบังคับ กรณีที่สอง เป็นเพราะความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไปทางอื่นไม่ได้
ส่วนองค์ประกอบข้อสอง คือ การตัดสินใจโดยอิสระในข้อที่หนึ่งนั้น จะต้องมาจากการชั่งน้ำหนักทางได้เสียที่จะได้รับจากทางเลือกนั้น ด้วยข้อมูลที่ครบถ้วนแจ่มแจ้งที่สุด การตัดสินใจหลังจากนั้นจึงจะถือว่าสมัครใจ เพราะเท่ากับว่าผู้นั้นได้ยินยอมที่จะรับเอาผลทั้งหลายจากการเลือกของตนแล้ว
แต่กระนั้น ก็ยังมีแดนเทาๆ อยู่อีกในทั้งสององค์ประกอบ นั่นคือการตัดสินใจโดยอิทธิพลภายนอกบางอย่าง ที่ไม่ถึงกับบังคับโดยตรงหรือเป็นเรื่องจำเป็นเสียทีเดียว แต่อิทธิพลนั้นทำให้ตัดสินใจไปเป็นประการอื่นได้ยาก โดยอาจจะเป็นกรณีของการยอมรับตัวเลือกที่จะส่งผลเลวร้ายน้อยกว่า เช่น การยอมทำงานหนักที่ค่าจ้างเลวร้าย ดีกว่าการไม่มีงานทำเสียเลย การยอมรับสัญญาที่เสียเปรียบมากๆ เช่นกรณีของเงินกู้นอกระบบ หรือดอกเบี้ยสูงลิบลิ่ว เพื่อเอาไปจ่ายในเรื่องที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต หรือรักษาโอกาสในชีวิตบางอย่างเอาไว้
ส่วนข้อที่ว่า ผู้ที่เลือกโดยสมัครใจควรได้รู้ข้อมูลทั้งหมดเพื่อการชั่งน้ำหนักผลดีผลเสีย ก็ยังคงมีช่องว่างอยู่ว่า ผลดีร้ายในบางเรื่องนั้น ความรับรู้กับประสบการณ์นั้นเป็นคนละเรื่องกัน บางประสบการณ์นั้นไม่อาจจินตนาการไปได้เลย เว้นเสียแต่อยู่ในภาวะนั้น ตัวอย่างของเรื่องนี้ คือ ทุกคนที่กินอาหารมันๆ หวานๆ สูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์เกินสมควรนั้น รู้อยู่ว่าเป็นสาเหตุต่อการเกิดโรคร้ายที่ทุกข์ทรมาน ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งปอด เบาหวาน โรคหัวใจ ความดัน แต่ทำไมเราสมัครใจนำพาตัวเองไปสู่โรคภัยประเภท “ทำตัวเอง” ขนาดนั้น
นั่นก็เพราะเราเพียง “รู้” แต่ไม่เคยมีประสบการณ์ความทุกข์ทรมานจากโรคภัยเหล่านั้นจริงๆ เราไม่เคยสัมผัสว่าอาการเจ็บปวดเพราะมะเร็ง หรือต้องตาบอดเสียอวัยวะเพราะโรคเบาหวานนั้น เมื่อเกิดขึ้นจริงแล้ว จะมีความรู้สึกทางกายและจิตใจอย่างไร จนกระทั่งในวันที่เราป่วยด้วยโรคเช่นนั้น แล้วค่อยระลึกได้ว่าตนเองเลือกทำในสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้ว
ดังเช่นคำติดปากของมนุษย์เกือบทุกคนที่ว่า “รู้อะไรไม่สู้รู้งี้”
แนวคิดแบบอิสระนิยม มองความสมัครใจว่าเป็นต้นทางของความชอบธรรม หากเรารู้ข้อเท็จจริงที่จำเป็นในการตัดสินใจถ้วนทั่ว และชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียโดยสมบูรณ์แล้ว ไม่ว่าจะเกิดผลลัพธ์อย่างไร เราก็ต้องยอมรับผลนั้นโดยไม่ปริปาก ตัวอย่างที่สุดโต่งที่สุดคือการปฏิเสธเรื่องมาตรฐานหรือใบอนุญาตทางวิชาชีพใดๆ ทั้งสิ้น ปล่อยให้กลไกตลาด และการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเป็นเครื่องจัดแจง นั่นคือ ถ้าคุณเลือกใช้บริการจากแพทย์ที่ไม่มีความรู้ใดๆ เลยก็ได้ หากคุณเชื่อว่าเขารักษาโรคของคุณได้ หากในที่สุดแล้วรักษาไม่หาย หรือตายไป ก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องบ่นว่าอันใด หากคุณได้รู้ข้อเท็จจริงนั้นอยู่ก่อนแล้ว ณ เวลาที่ตัดสินใจเลือกใช้บริการ
แต่รัฐสมัยใหม่ก็ไม่อาจปล่อยให้ความสมัครใจในการเลือกเสรีไถลไปสู่จุดสุดโต่งขนาดนั้นได้ โดยรัฐจะมีมาตรการอย่างน้อยเพื่อรักษามาตรฐานขั้นต่ำที่สุดของทางเลือกในการรับบริการของผู้คนไว้ คือเกณฑ์ด้านความปลอดภัยต่อชีวิตและสุขภาพร่างกาย
ด้านความปลอดภัย ส่วนเรื่องเสรีภาพในการเลือกและให้ความยินยอมนั้น กฎหมายก็เข้ามาแทรกแซงให้ในกรณีที่ความสมัครใจยินยอมในการเลือกนั้น เกิดขึ้นเพราะฝ่ายหนึ่งอยู่ในสถานะอันด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องอำนาจต่อรอง ซึ่งจะส่งผลให้การเลือก เป็นไปเพียงเพื่อต้องยอมรับทางเลือกที่เลวร้ายน้อยที่สุด
กฎหมายลักษณะดังกล่าว ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งไม่ยอมรับการที่ผู้บริโภคจะรับภาระที่เสียเปรียบเกินควรแม้แต่โดยสมัครใจ รวมถึงกฎหมายเชิงเศรษฐกิจและสังคม เช่น กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ที่กำหนดเรื่องของค่าจ้างขั้นต่ำ และเวลาทำงานที่เหมาะสมเอาไว้ เพราะหากปล่อยให้ข้อตกลงเหล่านี้เป็นไปตามหลักความสมัครใจแล้ว
ในที่สุดเราก็จะได้คนที่ยอมรับค่าจ้างเพียงแลกอาหารได้ครบมื้อ แต่ต้องทำงานหนักจนไม่เหลือเวลาพักผ่อน
กลับมาสู่คำถามว่า รัฐควรยินยอมให้เรากินโรตีทอดมาการีนและบรรดาอาหารที่ทำจากไขมัน
ทรานส์ เป็นเรื่องของทางเลือกโดยสมัครใจได้หรือไม่ โดยรัฐอาจมีบทบาทเพียงให้ข้อมูลที่ชัดเจนทุกทางว่า ไขมันทรานส์อยู่ในอาหารประเภทใดบ้าง และการกินไขมันทรานส์ส่งผลต่อสุขภาพอย่างไร มีความเสี่ยงแค่ไหน โดยมาตรการที่จำเป็นที่รัฐจะทำให้การเลือกนี้ เป็นไปโดยความสมัครใจที่สมบูรณ์ที่สุดด้วยวิธีทางกฎหมาย คือการบังคับให้อาหารทุกชนิดที่จำหน่ายขายในท้องตลาดทุกระดับ จะต้องแสดงให้ชัดเจนว่าประกอบไปด้วยไขมันทรานส์ แล้วให้ผู้บริโภคไปชั่งน้ำหนักเอาเอง ว่าจะสมัครใจเสี่ยงภัยกินโรตีทอดมาการีนหรือขนมราคาถูกใส่ไขมันทรานส์ในตอนนี้ แล้วในอีกยี่สิบปีข้างหน้า อาจจะเป็นโรคหัวใจล้มตายไปต่อหน้าคนที่รัก
แต่ความสมัครใจข้างต้น ก็ยังไม่พ้นความไม่สมบูรณ์ในแง่ของโอกาสในการเลือกไม่ได้ เนื่องจากผู้ที่เลือกที่จะบริโภค หรือขายอาหารที่มีไขมันทรานส์นั้น ถูกจำกัดโดยฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถสู้ราคานมเนย อันเป็นเครื่องปรุงวัตถุดิบที่ควรจะใช้ในอาหารหรือขนมได้ ถ้ามองว่าการกินขนมหรืออาหารแบบนั้นไม่ใช่ “เรื่องจำเป็น” อันบังคับ ก็อาจจะพอฟังได้ แต่ชีวิตที่ขาดไขมันและความหวานเช่นนั้น ก็ดูจะแห้งแล้งจืดชืดไปเสียหน่อย
เรายังถกเถียงกันได้ต่อไป พร้อมกับมองไปที่ “สินค้าอันตราย” หลายอย่าง ที่ผลร้ายของมันประจักษ์ยิ่งกว่าไขมันทรานส์เป็นไหนๆ แต่รัฐก็รับรองให้เป็นเสรีภาพที่เลือกเสี่ยงภัยได้ เช่นกรณีของบุหรี่ ยาสูบ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

