ผู้เขียนสงสัยมานาน ว่าเหตุใดคนไทยจึงยังติดปากเรียกอังกฤษว่า “เมืองผู้ดี” ในขณะที่ยังมีอีกหลายประเทศในยุโรปที่ผู้เขียนคิดว่ามีความเป็น “ผู้ดี” มากกว่าอังกฤษเสียอีก แน่นอนว่าชื่อเรียกติดปากนี้มาจากลักษณะเด่นของคนจากประเทศนั้นๆ ที่มาปะทะสังสรรค์กับคนไทยตั้งแต่โบราณกาล หรือเลือกประวัติศาสตร์ช่วงใดช่วงหนึ่งมาใช้จดจำชาติเหล่านี้ เช่น เราเรียกสหรัฐอเมริกาว่า “ลุงแซม” หรือเรียกฝรั่งเศสว่า “เมืองน้ำหอม” ผู้เขียนเดาเอาว่าคำว่า “ผู้ดี” ที่ผูกอยู่กับประเทศอังกฤษ (อังกฤษในกรณีนี้ มากกว่าที่จะเป็นสหราชอาณาจักร) น่าจะมาจากประสบการณ์ของคนไทยตั้งแต่การสร้างชาติในสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมา ที่มองว่าฝรั่งใช้ชีวิตอย่างเคร่งครัด มีมารยาท และมี “สถาบัน” ที่รองรับกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่นการรับประทานอาหารบนโต๊ะ วัฒนธรรมการพักผ่อน-เล่นกีฬา และมารยาทจิปาถะอื่นๆ
ในอาณานิคมทั่วโลก วัฒนธรรมและ “มารยาท” แบบคนขาวนี้ ถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างทางการเมืองเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการยึดครองประเทศ ทั้งในเอเชีย แอฟริกา ละตินอเมริกา และประเทศเล็กประเทศน้อยอีกทั่วโลก การเป็นชาวยุโรป หรือคนขาวนั้น คือความเหนือกว่าทางเชื้อชาติและอารยธรรม ในขณะที่เจ้าอาณานิคมมักเน้นให้เห็นความอ่อนด้อยทางความคิดและวัฒนธรรมของคนพื้นเมืองในบางอาณานิคม อารยธรรมที่สูงส่งเจริญรุ่งเรืองเกิดขึ้นมานับพันๆ ปี เจ้าอาณานิคมจึงยิ่งพยายามสร้างกรอบทางวัฒนธรรมขึ้นมา เพื่อทำให้วัฒนธรรมและมารยาทแบบตะวันตกอยู่เหนืออารยธรรมนั้นๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคงหนีไม่พ้นอาณานิคมในอินเดีย เนื่องด้วยอินเดียยังมีเจ้าผู้ปกครองในท้องถิ่น เช่น นิซามในไฮเดอราบัด มหาราชาในไมซอร์ หรือมหาราชาแห่งบาโรดา และยังคงมีอิทธิพลมาตลอดยุคอาณานิคม
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าอังกฤษจะสร้างสถาบันเพื่อธำรงวัฒนธรรมและมารยาทอันดีงามของตนไว้ เพื่อตอบโต้กับอิทธิพลของมหาราชา และเพื่อแยกตนเองออกมาจากคนพื้นเมือง ทัศนคติแบบนี้ หากเรียกในปัจจุบันก็คือการเหยียดเชื้อชาติ (Racism) และการขีดเส้นแบ่งความเป็นตะวันตก (ขาว/วัฒนธรรมสูงกว่า) และความเป็นโอเรียนทอล (Oriental) (ผิวคล้ำ/วัฒนธรรมต่ำกว่า) ผ่านการสร้างสถาบันที่ซับซ้อนขึ้นมาปกครองอาณานิคม ตั้งแต่กลไกทางกฎหมาย การควบคุมอาชญากรรม และระบบการปกครองอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเศรษฐกิจการค้าที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด และยังมีสถาบันที่ไม่เป็นทางการอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งตั้งขึ้นมาพร้อมๆ กัน เพื่อให้ชาวอังกฤษในอาณานิคม “feel at home” หรือรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน และสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับการทำงาน สถาบันเหล่านี้ มีตั้งแต่สปอร์ตคลับ โรงกินดื่ม โรงแรม โบสถ์ และโรงเรียน
ผู้อ่านคงพอจะทราบว่าอังกฤษเป็นต้นตำรับกีฬาหลายชนิด ทั้งลอนเทนนิส (เทนนิสที่ตีบนคอร์ตหญ้า) ฟุตบอล คริคเก็ต รักบี้ กอล์ฟ และสนุกเกอร์ และเป็นชนชาติที่คลั่งไคล้กีฬามากที่สุดชนชาติหนึ่งในโลก เมื่อผู้อ่านเข้าไปในผับอังกฤษ (หรือไอริช) ก็มักจะเจอสนามกีฬาย่อมๆ อยู่ในนั้น ทั้งโต๊ะสนุกเกอร์ กระดานปาเป้า (darts) และในปัจจุบันต้องมีโทรทัศน์เพื่อให้ลูกค้าได้รับชมกีฬา ที่ยอดนิยมที่สุดคงหนีไม่พ้นฟุตบอล รักบี้ คริคเก็ต และสนุกเกอร์ ผับจึงเป็นเหมือนกับจักรวาลวิทยา ที่ทำให้เราเข้าใจวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของคนอังกฤษได้ดีที่สุด ในผับ (ผับในความหมายแบบคนอังกฤษคือสถานที่กินดื่มและชมกีฬา หาใช่ผับตามความเข้าใจของคนไทยไม่) สิ่งที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดคือผู้ชายนั่งดื่มเบียร์และนั่งคุยกัน ทั้งเรื่องงานหรือเรื่องสัพเพเหระอื่นๆ ผับจึงให้ความรู้สึกของ “บ้าน” และเมื่อไหร่ก็ตามที่ชาวอังกฤษออกนอกประเทศ สิ่งที่พวกเขาจะโหยหามากที่สุดก็คือผับ
ในอังกฤษ สถานที่กินดื่มอีกลักษณะหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก เรียกว่า Gentlemen’s club หรือสโมสรสุภาพบุรุษ เป็นคลับที่รับเฉพาะสมาชิก ไม่ใช่เฉพาะบุรุษเท่านั้น แต่สตรีก็สามารถเข้าไปใช้บริการในคลับได้ ในขณะที่ผับเป็นพื้นที่ของคนทุกชนชั้น สโมสรสุภาพบุรุษเป็นพื้นที่ที่สงวนไว้ให้ชนชั้นกลางระดับสูงไปจนถึงชนชั้นสูง ด้วยมีค่าแรกเข้าและค่าสมาชิก นอกจากจะเป็นสถานที่กินดื่มและพบปะสังสรรค์แล้ว ยังเป็นสปอร์ตคลับชั้นดี สโมสรสุภาพบุรุษบางแห่งยังตั้งอยู่ในสนามกอล์ฟด้วย คลับเหล่านี้ บางแห่งมีการสกรีนคุณสมบัติของสมาชิกก่อน เมื่อสโมสรสุภาพบุรุษถูกนำเข้าไปเปิดในบริติชเอ็มไพร์เป็นครั้งแรกในอินเดีย ที่เมืองกัลกัตตา (Bengal Club เปิดในปี 1827/พ.ศ.2370) ก็มีการเปิดสโมสรสุภาพบุรุษอีกนับสิบแห่งตามหัวเมืองขนาดใหญ่ สถานที่ตากอากาศ และเมืองการค้าทั่วอินเดีย และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการการเหยียดเชื้อชาติและการแบ่งชนชั้นที่ชัดเจนที่สุดไปโดยปริยาย
เมื่อ จอร์จ ออร์เวลล์ เขียน Burmese Days (พม่ารำลึก) อันเป็นนวนิยายเรื่องแรกของเขา เขาจดจำประสบการณ์ที่ขมขื่นในระหว่างที่เคยรับราชการเป็นตำรวจที่พม่าตอนบน ระหว่างปี 1922-1927 (พ.ศ.2465-2470) และนำมาร้อยเรียงเป็นนิยายเพื่อเสียดสีระบอบอาณานิคม และเพื่อขับเน้นประเด็นเรื่องการเหยียดเชื้อชาตินี้ ในฉากหนึ่ง ออร์เวลล์บรรจงเขียนถึงสโมสรสุภาพบุรุษแห่งหนึ่งในเมืองเจ้าก์ทาดา (เมืองสมมุติ อยู่ในพม่าตอนบน) ซึ่งเป็นสโมสรที่ต้อนรับเฉพาะสมาชิกที่เป็นคนขาวเท่านั้น ตัวละครหนึ่งใน Burmese Days คือเอลลิส (Ellis) ซึ่งออร์เวลล์ได้ออกแบบให้มีทัศนคติเหยียดเชื้อชาติและภาคภูมิใจในภาระของคนขาว ทัศนคติของเอลลิสสะท้อนแนวคิดด้านการปกครองอาณานิคมของอังกฤษ และแนวคิดว่าด้วยเรื่องเชื้อชาติอย่างชัดเจนที่สุด : “เมื่อพูดกันถึงเรื่องเอาหมูตัวดำๆ เหม็นๆ พวกนั้นออกไปจากสถานที่เดียวที่เรา [เอลลิส “คนขาว”] จะมีความสุขในแบบของเราได้… ลมหายใจที่เหม็นกลิ่นกระเทียมของพวกมันมากระทบหน้าพวกเรา สาบานเลยว่ามัน [ตัวละครชาวอินเดีย นายแพทย์เวรัสวามี] จะถูกข้าเตะส่ง ถ้าข้าเห็นมันกล้ายื่นจมูกเข้ามาในนี้อีก ไอ้ตัวมันย่อง พุงโลเอ๊ย!…”
สถาบันที่รองรับวัฒนธรรมการกินดื่ม และการพักผ่อนของชาวอังกฤษยังแพร่มาถึงพม่า ทั้งสโมสรสุภาพบุรุษชื่อดังที่สุดในนาม “พะโค คลับ” (Pegu Club) และร่างกุ้ง จิมคานา (Rangoon Gymkhana) ที่เป็นสนามคริคเก็ต และสปอร์ตคลับขนาดใหญ่ก่อตั้งมาตั้งแต่ทศวรรษ 1860 เมื่อพม่าได้รับเอกราช สัญลักษณ์ของการแบ่งแยกและเหยียดทางเชื้อชาตินี้ ทรุดโทรมลงตามลำดับ และไม่ได้มีการปรับปรุงให้เป็นสปอร์ตคลับและร้านอาหารชั้นนำเหมือนในอินเดีย และสำหรับอาคารสถานที่ราชการ คลับ และสปอร์ตคลับหลายแห่งที่อังกฤษทิ้งไว้ในพม่า มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังอยู่รอดและยังใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน อาคารหลายหลังหากไม่ถูกสั่งให้ทุบทำลาย ก็ปล่อยทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์และทรุดโทรมลงตามกาลเวลา ราวกับว่าพวกเขาไม่อยากจะจดจำว่าครั้งหนึ่งพม่าเคยเป็นอาณานิคมที่รุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย…
ลลิตา หาญวงษ์
[email protected]

