หน้าแรก คอลัมนิสต์ JOMO: อย่ารู้...

JOMO: อย่ารู้เลย ก็แล้วกัน โดย : ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

30.07.18 | 13:13 น.

และแล้ววันหนึ่งเราก็พบว่าตัวเองหยุดไม่เป็น

ไอ้นั่น – ก็ต้องรู้ – เรื่องนี้ – ก็พลาดไม่ได้ กระแสข่าวกระแสโซเชียลที่พัดพาเข้ามาในแต่ละวัน ฟาดฟันกันบนหน้าจอ ทุกมุมทุกพิกเซลต่างเรียกร้องความสนใจ ไหนจะเรื่องราวอัพเดตของเพื่อน ของญาติ ของที่ทำงานอีกล่ะ ใครคลอดลูก ใครแต่งงาน ใครขึ้นบ้านใหม่ ใครไปต่างประเทศ เริ่มจากความอยากรู้ วันหนึ่งเราก็พบว่าตนไม่ได้อยากรู้อีกแล้ว เพียงแต่ติดเงื่อนไขข้อหนึ่ง ข้อเดียวเท่านั้น นั่นคือ เรากลัวที่จะหยุด

จากการกดไลค์กลายเป็นการอัพเรื่องราวของตนเอง แล้วจากการอัพก็กลายเป็นการติดตามคอมเมนต์ ใครจะเข้ามาพูดคุยกับเราบ้าง ใครจะเข้ามาปฏิสัมพันธ์ผ่านอีโมติคอน นั่นคืออาการแบบที่หลายคนเรียกกันว่า FOMO (Fear of Missing Out) ซึ่งอธิบายง่ายๆ คืออาการกลัวพลาด, กลัวไม่ “เชื่อมต่อ” บนโลกอินเตอร์เนตแล้วจะไม่ “เชื่อมต่อ” ในชีวิตจริง

มีการพูดลักษณะอาการแบบนี้ครั้งแรกโดยศาสตราจารย์แดน เฮอร์แมน นักวางกลยุทธ์การตลาดในปี 1996 แต่ตัวคำว่า FOMO จริงๆ นั้น เพิ่งจะมาเกิดในปี 2004 โดยนักเขียนชื่อแพททริค เจ แมคกินนิส ในวารสารของมหาวิทยาลัยธุรกิจฮาร์วาร์ด (นอกจากคำว่า FOMO แล้ว ในบทความเดียวกันเขายังพูดถึงอาการ FO อีกประเภท คือ FOBO – Fear of a Better Option คือกลัวว่าตัวเลือกที่ดีกว่าจะผ่านเข้ามาในชีวิตในภายภาคหน้าด้วย)

อาการ FOMO ได้รับการพูดถึงหนาหูมากขึ้นในช่วงบูมโซเชียลเน็ตเวิร์ก เมื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กถูกสร้างขึ้นบนฐานของธุรกิจโฆษณา การจับลูกตาของผู้ชมจึงเป็นเรื่องสำคัญ พวกเขาใช้กลยุทธ์ในการเร่งเร้าความสนใจและบังคับไม่ให้เราหลบสายตาไปจากหน้าจอผ่านกลไกทางจิตวิทยาทุกประเภทเท่าที่จะขุดมาใช้ได้ บางคนอาจรู้สึกว่าตนเองเป็นดังหมาในการทดลองของพาฟลอฟที่จะน้ำลายสอทุกครั้งที่ได้ยินเสียงกระดิ่งเพราะถูกฝึกมาแบบนั้น เราก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยทุกครั้งเช่นกันเมื่อรูดหน้าจอเพื่อรีเฟรช

Advertisement

และแล้ว FOMO ก็ก่อกำเนิดเทรนด์อีกเทรนด์ในปีนี้ เทรนด์ที่ชื่อว่า JOMO

JOMO ย่อมาจาก Joy of Missing Out คุณคงเดาได้จากชื่อว่ามันเป็นส่วนกลับของ FOMO นั่นคือ แทนที่จะ “กลัว” ว่าจะพลาดอะไร คุณก็จงมา “ยินดี” ที่ได้พลาดอะไรแทนดีกว่า อาจเทียบกับภาษาไทยได้เป็นแนวคิดที่ว่า “ปล่อยให้กาลเวลาและกระแสเคลื่อนไหลผ่านเราไป”

JOMO เป็นการพลิกมุมกลับปรับมุมมองในแบบที่รู้ว่าอะไรมากไปก็ลดเสีย รู้ว่าอะไรเกินก็ทอนเสีย ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการพูดถึง JOMO ด้วยมุมมองแตกต่างกันมากมาย แต่สำหรับผมอาจไม่มีคนไหนพูดถึง JOMO ได้ดีไปกว่านักเขียนการ์ตูนชาวออสเตรเลียชื่อ Michael Leunig ที่เขียนถึง JOMO ได้อย่างงดงามเป็นบทกวีที่ว่า:

“JOMO (ความปรีดาที่รู้จักพลาด)

โอ้ ความยินดีที่เราพลาด เมื่อโลกเริ่มตะโกนเซ็งแซ่ และวิ่งวุ่นไปหาสิ่งวาววับใหม่ หาสะเก็ดความคิดเป็นเครื่องประดับสมอง พยายามเหลือเกินที่จะไขว่คว้าสิ่งนั้น ดูสิ่งนั้นและทำสิ่งนั้น คุณแค่รู้ว่าตนไม่จำเป็นต้องผ่านประสบการณ์ทะยานอยาก ไม่ต้องผ่านความกระวนกระวายใจให้มายมาก ไม่ต้องโหยหาสิ่งใดมาเติมเต็ม

คุณกลับรู้สึกถึงความรัก ความยินดีจากความว่างเปล่าภายใน คุณเพียงเลือกหยิบสมบัติบางชิ้นจากชั้นมาเสพ เฉลิมฉลองให้กับความสงบสุขใจ ไร้ความเสียใจ ไร้ความสงสัย, โอ้ ความยินดีที่เราได้พลาดบางสิ่งไป”

(http://www.leunig.com.au/works/recent-cartoons/769-jomo)

Hayley Phelan คอลัมนิสต์ของ The New York Times เขียนไว้ในบทความเรื่อง “วิธีทำให้นี่เป็นหน้าร้อนแห่งการพลาดกระแส” ว่าการรู้จักรักษาสมดุลในการเสพสื่อเป็นเพียงวิธีการดูแลตนเองในโลกวุ่นวายในปัจจุบันเท่านั้น นอกจากผู้บริโภคแล้ว เหล่าบริษัทที่เดิมทีขี่กระแสกินกำไรอยู่บนความสนใจของคนอย่างบริษัทเทคโนโลยีในซิลิคอนวัลเลย์ก็เริ่มปรับพฤติกรรมและหันมาพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้พวกเรามี “สุขภาพดิจิทัล” (digital wellbeing) ที่ดีขึ้นด้วย เช่น ซันดาร์ พิชัย CEO ของกูเกิลก็พูดถึงเรื่องนี้โดยตั้งเป้าว่ากูเกิลจะพัฒนาแดชบอร์ดในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่จะช่วยเตือนว่าเราใช้แอพพ์อะไรเป็นเวลาเท่าไรแล้ว และจะคอยแนะนำว่าให้เราใช้มือถือน้อยลง ส่วนแอปเปิลเองก็เริ่มพัฒนาเครื่องมือคล้ายกัน รวมไปถึงฟังก์ชั่นโหมดการ “ไม่รบกวน” (Do not disturb) ด้วย

Phelan แนะนำเทคนิคในการโอบกอดการพลาดกระแสไว้ 5 ข้อว่า หนึ่ง เราต้องเริ่มจากการรู้ตัวก่อนว่าตัวเองอาจมีปัญหา และยอมรับปัญหานั้นของตนด้วย สอง เมื่อรู้ตัวแล้ว เราก็จะต้องเริ่มวัดการใช้สื่อดิจิทัลของตน เหมือนๆ กับที่เราอาจสังเกตอาหารที่ตนกินเข้าไปนั่นเอง สาม พร้อมๆ กับการจัดการตนเอง เราอาจต้องเริ่มจัดการความคาดหวังของคนอื่นที่มีต่อเราด้วย เราอาจสื่อสารออกไปกับคนใกล้ชิดและเพื่อนร่วมงานว่าทุกคนไม่อาจคาดหวังให้เราตอบข้อความได้แบบทันทีทันใดได้ เพราะเราจะลดการใช้เครื่องมือ
โซเชียลลง สี่ Phelan แนะนำว่าเราควรทำสิ่งต่างๆ อย่างมีสติ เราควรรู้ว่าเราเปิดแอพพ์นี้ไปทำไม เพื่ออะไร ไม่ใช่เปิดเฟซบุ๊กขึ้นมาเพื่อไถไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ และสิ่งสุดท้าย ห้า เราจะต้องคิดว่าปัญหานี้เกิดจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ออกแบบระบบมาเพื่อให้เรา “ติด” และเรียกร้องให้พวกเขาแก้ไขปัญหาร่วมกัน

แน่นอน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การเสนอว่าเราควรตัดขาดจากโลกดิจิทัลแบบหักดิบ มันเป็นเพียงการบอกให้เราปรับสมดุลชีวิตเสียใหม่ และรู้จักรักในการพลาดอะไรไปบ้าง

ไม่แน่นะครับว่าที่ผ่านมา การที่เราไม่ยอม “พลาด” อะไรเลย อาจทำให้เรา “พลาด” อะไรที่ดีกว่านั้นไปก็ได้

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล