หน้าแรก คอลัมนิสต์ สงครามการค้าโ...

สงครามการค้าโลกเกิดขึ้นแล้ว รัฐบาลมัวทำอะไรอยู่ โดย สมหมาย ภาษี

31.07.18 | 13:00 น.

เมื่อประมาณกลางเดือนมีนาคม 2561 ผมได้เขียนเรื่อง “ฤาสงครามการค้าโลกจะเกิดขึ้นในยุคนี้” ตอนนั้นประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาเพิ่งจะประกาศว่า เขาจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมที่นำเข้ามาในประเทศเขา บัดนี้ผ่านไปเพียง 5 เดือนเท่านั้นเอง สหรัฐและจีนต่างก็ได้ปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าระหว่างกันเต็มไปหมดเป็นแผง ผลจากการมุ่งทำสงครามการค้าของสองประเทศเพียงระยะเวลาไม่นานปรากฏว่าตอนนี้ประเทศระดับมหาอำนาจไม่ว่าจะเป็นประเทศในสหภาพยุโรปหรืออียู ประเทศญี่ปุ่น แคนาดา เม็กซิโก และอีกหลายๆ ประเทศต่างก็ได้ดำเนินการด้วยมาตรการต่างๆ มากมาย เพื่อที่จะรับมือหรือป้องกันหรือใช้ประโยชน์จากเหตุของสงครามการค้าโลกนี้ ซึ่งได้มีข่าวออกมาเป็นระลอกๆ แต่ทางรัฐบาลของเรากลับไม่ค่อยตื่นเต้น พูดแต่ว่า “ประเทศไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบ” แถมยังยิ้มแย้มสดชื่นรื่นเริงกันดีอยู่ จึงอยากตั้งคำถามว่า นี่เรามัวทำอะไรกันอยู่หรือ

ประเทศไทยนั้นไม่เหมือนประเทศอื่นเขา คนจนยังมีมาก เศรษฐกิจยังต้วมเตี้ยม ความห่างของชนชั้นถ่างออกไปเรื่อยๆ ปัญหาที่ทับถมมีแต่เพิ่มมากมาย แก้ปัญหาเป็นเฉพาะเรื่องเฉพาะหน้า ระเบียบและกฎหมายที่ไม่ได้เรื่องมีมากมาย ที่ดีก็มีแต่ปฏิบัติได้น้อยเหลือเกิน รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดถูกฉีกทิ้งแล้วร่างใหม่มากกว่า
ประเทศใดๆ ในโลก แต่ฉบับสุดท้ายที่ถูกร่างและนำมาใช้เต็มไปด้วยกลไกที่น่าเกลียด ยิ่งเพิ่มความยุ่งยากและสลับซับซ้อนให้แก่ประชาชนผู้ออกเสียงมากขึ้นไปอีก แล้วอย่างนี้ประเทศนี้จะเดินหน้าได้อย่างไร

ธรรมชาติพื้นฐานของคนไทยนั้นดีมาก สุภาพอ่อนโยน เชื่องช้า รับได้ทุกเรื่อง รู้สำนึกในบุญคุณผู้อื่นที่หยิบยื่นให้ แต่ไม่สามารถรู้ได้ว่าของที่ได้มานั้นดีหรือเลวอย่างไร เขาให้ด้วยจริงใจหรือไม่ เข้ากับใครก็ได้โดยชอบการเอาอย่าง การเลียนแบบทั้งสิ่งที่ดีและเลว รับรู้ง่ายชักจูงง่าย แต่ไม่รู้จักแยกแยะหลบเลี่ยงของไม่ดี ในที่สุดประเทศไทยจึงเป็นแหล่งที่รวมของเสียมากกว่าของดี

ด้วยธรรมชาติที่สวยงาม ผู้คนน่ารักอ่อนช้อย จึงเป็นที่ที่คนต่างชาติมาแสวงหาความสุข และมาแสวงหาผลประโยชน์ด้วยวิธีการต่างๆ นานา ใครใคร่ค้าก็ค้า ใครใคร่มาย่ำยี ก็เชิญ เรารับได้หมด

ด้วยสิ่งเหล่านี้ที่เป็นคนไทย เมื่อเกิดโลกาภิวัตน์ขึ้น ประเทศต่างๆ ก็เปิดประตูเข้าหากัน เขตแดนแทบไม่มี ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเงินทอง ข้อมูลข่าวสาร การทำทุจริตในรูปแบบต่างๆ นานา ล้วนเข้ามาในประเทศเราอย่างเสรี ทั้งทางอากาศ ทางกระแสคลื่่น หรือทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ ประเทศไทยเราจึงตามใครเขาไม่ทัน สิ่งที่เราพอจะแสดงออกมาก็คือความวิตกกังวล ความหวาดกลัว พร้อมๆ กับความโง่เขลาเบาปัญญาในแทบทุกระดับ แล้วอย่างนี้ประเทศไทยเราจะปรับตัวให้ทันประเทศอื่นเขา เพื่อให้สามารถรับกับสถานการณ์ต่างๆ ทันได้อย่างไร

Advertisement

สิ่งที่ไม่ดีของคนไทยเหล่านี้แก้ไขได้ไม่ยาก เพียงแต่รัฐบาลให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนโดยรวมให้ถูกทาง ให้ใกล้เคียงกับประเทศอื่นเขา แต่ทุกรัฐบาลไม่สนใจในเรื่องนี้ ยิ่งเป็นรัฐบาลทหารยิ่งไร้เดียงสาในการปฏิรูปการศึกษา ทำเป็นแค่พูดปาวๆ ไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น ถ้าเราได้ทำการปฏิรูปการศึกษามาตั้งแต่สมัยผู้นำทหารที่่เป็นจอมพล ป่านนี้เราจะไม่เห็นสภาพของคนไทยเป็นเช่นนี้

ขณะนี้อะไรกำลังเกิดขึ้นในโลกใบนี้ คนที่มีความรู้ส่วนใหญ่ต่างก็ทราบดีอยู่แล้ว ก็สงครามการค้าโลกไงละครับ การตั้งกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ได้มีการทำกันอย่างดุเดือดและต่อเนื่องแบบตาต่อตา ทำให้เกิดผลกระทบต่อตลาดหุ้นหรือตลาดหลักทรัพย์ ตลาดทุน และตลาดเงินทั่วโลก ซึ่งนับวันจะสร้างความผันผวนและความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

เร็วๆ นี้ เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมาโจมตีทั้งสหภาพยุโรปและจีนรอบใหม่อีกครั้ง โดยกล่าวหาว่าทั้งสหภาพยุโรปและจีนยอมให้เงินอ่อนค่าและกดอัตราดอกเบี้ยเพื่อสร้างความได้เปรียบการส่งออก ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเพราะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งขึ้นด้วย แถมเฟดยังปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีกต่างหาก ในการแถลงข่าวครั้งนี้ของทรัมป์ยังได้วิจารณ์การใช้นโยบายการเงินตึงตัวของเฟดหรือธนาคารกลางสหรัฐ ที่ขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐในช่วงนี้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อตัวสหรัฐเองในด้านการค้า ทรัมป์ยังได้ประกาศทำสงครามการค้าต่อว่าจะเดินหน้าในการตั้งกำแพงภาษีกับสินค้านำเข้าจากจีนทั้งหมด 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16 ล้านล้านบาท มากกว่ามูลค่า GDP ปีนี้ของไทยเสียอีก

เมื่อเร็วๆ นี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ได้ออกมาเตือนประเทศสมาชิกทั่วโลกว่า สงครามการค้าโลกที่สหรัฐเป็นผู้ก่อขึ้นครั้งนี้จะส่งผลอย่างน้อยในระยะกลางถึงปี 2562 และ 2563 จะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลดลงถึง 0.5% จะลดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และจะฉุดรั้งทั้งตลาดทุนและการลงทุนไปทั่วโลก นี่เป็นหลัก แต่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราผันผวนนั้น เป็นสิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เหตุการณ์ของสงครามการค้าโลกที่เป็นมาร่วมครึ่งปีมานี้ ประเทศที่ใหญ่ๆ ทั่วโลกเขาทำอะไรกันบ้าง ลองมาสำรวจดูจากข่าวที่ออกมาเป็นระยะๆ จะเห็นว่าประเทศจีน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ปรับตัวมากมายอย่างรวดเร็ว ประการแรก จีนได้ปรับอัตราภาษีศุลกากรกับสินค้าที่จะมีผลโดยตรงกับประเทศสหรัฐอเมริกามากมาย แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ต่อมาจีนได้ปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับเรื่องนี้โดยเฉพาะที่สำคัญจีนได้ออกกฎหมายเปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในจีนในหลายสาขาได้เต็มร้อย เช่น รถยนต์ ไอที ซึ่งการเปิดเสรีสุดกู่เช่นนี้ทำให้นักลงทุนสหรัฐในอุตสาหกรรมที่ต้องการผลิตเพื่อขายตลาดจีนเป็นหลัก ได้เข้ามาเซ็นสัญญาลงทุนในประเทศจีนบ้างแล้ว เช่น บริษัท เทสล่า มอเตอร์ส (Tesla Motors, Inc.) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตรถไฟฟ้า (EV) รายใหญ่ของสหรัฐ และคาดว่าบริษัทอื่นอีกจำนวนไม่น้อยจะทยอยเข้าจีนในเร็วๆ นี้

ประเทศญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป หรืออียู ก็เป็นประเทศที่ปรับตัวรับสถานการณ์ได้เร็วมาก คือเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมนี้ก็มีข่าวมาว่าทั้งคู่ได้เซ็นสัญญาการค้าต่อกันเรียบร้อยแล้ว โดยทั้งคู่ได้ทำการปรับอัตราภาษีที่พึงมีให้กัน และปรับเรื่องที่เกี่ยวข้อง
อื่นๆ เพื่อเสริมการค้าระหว่างกันให้ดียิ่งขึ้น โดยไม่เกรงกลัวสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป ที่น่าทึ่งก็คือสงครามการค้าโลกเพิ่งเกิดเมื่อเดือนมีนาคม 2561 นี้เอง ประเทศญี่ปุ่นและประเทศอียูได้ทำงานใหญ่นี้ออกมาแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่าจีนกำลังพิจารณาย้ายฐานการผลิตมาประเทศต่างๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียน ซึ่งทราบมาว่าจีนจ้องที่จะมาลงทุนในประเทศที่ค่าแรงต่ำ ในประเทศเมียนมาและประเทศเวียดนาม เหตุผลก็เพราะสหรัฐจะขึ้นกำแพงภาษีกับสินค้าประเภทใช้แรงงานมากที่มาจากจีน จีนจึงจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตทั้งๆ ที่แรงงานของตนถูกกว่า เพราะจีนคิดว่าสงครามการค้ากับสหรัฐคงต้องลากยาว การย้ายฐานการผลิตสินค้าประเภทที่ต้องใช้แรงงานถูกของจีนนี้ รับรองว่าจีนไม่ย้ายมาที่ประเทศไทยแน่ เพราะแรงงานไทยที่ถูกๆ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านหาไม่ได้อีกแล้ว

ไม่ใช่เฉพาะจีนเท่านั้นที่คิดย้ายฐานการผลิต แม้แต่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งได้มีฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมบางอย่างในจีน ก็กำลังคิดย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ซึ่งอาจจะมาผลิตที่ไทยบ้าง ถ้าเป็นการผลิตประเภทที่ใช้แรงงานระดับสูงขึ้น แต่ไม่น่าจะมากมายนัก

เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับประเทศไทยเราเองว่าจะเปิดโอกาสให้เขาแค่ไหน ลำพังที่ออกไปโฆษณาปาวๆ เรื่องเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซีนั้น ขอบอกว่าคนละเรื่องกันเพราะการลงทุนในอีอีซี กว่าจะเริ่มตั้งโรงงานผลิตได้ก็ไม่ต่ำกว่า 2 ปี คือ แค่เริ่มตั้งโรงงาน และกว่าจะผลิตสินค้าออกมาได้คงอีก 2 ปีคือ ไม่เร็วกว่าปี 2565 โน่น ไม่เชื่อก็ลองจับตาดูเถอะครับ รัฐบาลไทยเคยทำอะไรได้เร็วมั่ง

ที่นี้ลองหันมาดูว่ารัฐบาลไทยได้เตรียมตัวอย่างไรบ้างในเรื่องการรับมือกับสงครามการค้าโลกที่ได้เกิดขึ้นแล้วนี้ ฟังๆ ดูจากผู้บริหารประเทศไม่เห็นมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ได้ยินแต่พูดกันว่า สงครามการค้าโลกครั้งนี้ไม่กระทบไทย พูดยังงี้ได้ยังไง ผู้สื่อข่าวที่เขียนหรือพูดเรื่องนี้เขาคงไม่คิดเอง แต่พูดตามผู้ใหญ่ในหน่วยงานราชการและจากนักการเมืองทั้งนั้น

เมื่อมองไปที่รัฐบาล ตอนนี้ท่านผู้นำรัฐบาล คสช.ก็ชื่นชมกับเรื่องที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ปรับอัตราการขยายตัวของ GDP ไทยในปี 2561 นี้ให้เพิ่มขึ้นเป็น 4.2% แหมภูมิใจกันนักหนา เขาปรับขึ้นตามกระแส และอาจจะเป็นการเอาใจเราที่ปีนี้ไทยได้ขอกู้เงินจาก ADB มาใช้ หลังจากหยุดกู้ไปกว่า 10 ปีแล้วก็ได้

นอกจากเรื่องนี้ คนที่ทำงานเป็นรัฐบาลดีใจกันมากอีกอย่างหนึ่งในตอนนี้ คือ การที่มูลค่าการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ทำสถิติโต 11% สูงสุดในรอบ 7 ปี เรื่องนี้ดีอกดีใจกันโดยไม่ได้ดูให้ลึกว่าอะไรทำให้เพิ่มบ้าง นอกจากการส่งออกของรถยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ และในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการส่งออกสินค้าประเภทไอที ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ สินค้าเหล็กและอาหารทะเลสดไปยังสหรัฐสูงขึ้น ปกติการส่งออกของไทยย่ำแย่มานานก่อนรัฐบาล คสช.จะเข้ามาบริหารประเทศผ่านมาแล้ว 4 ปี ก็ควรที่จะต้องขยายตัวสูงขึ้นบ้าง แต่จะยั่งยืนหรือไม่เพียงใดยังไม่มีใครกล้าให้คำตอบ

หากจะถามว่าในช่วงที่รัฐบาลหลายประเทศได้เริ่มทำงาน (take actions) รับมือกับสงครามการค้าโลกในขณะนี้ ทางรัฐบาล คสช.ของเราได้คิดเตรียมการรับมือกับสงครามการค้าโลกที่เห็นๆ กันอยู่นี้อย่างไรบ้าง คำตอบคงไม่มีอะไรดีกว่า “จ่าเฉย” ที่ยืนอยู่ข้างถนน กทม. ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะภาวะการเมืองของไทยอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมที่จะรับมือ หรือแม้แต่จะคิดรับมือกับเรื่องใดๆ ได้เลย เพราะบรรดาเสนาบดีที่สำคัญๆ ใน ครม.ต่างก็อาจจะยุ่งอยู่กับการสร้างพรรคการเมือง หรือการหากระสุนมาต่อสู้ทางการเมืองแบบไทยๆ ที่กำลังจะเปิดเวทีให้เล่นกันเต็มที่ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี้ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาคิดมาทำให้บ้านเมืองในตอนนี้ ส่วนประเทศอื่นๆ ที่เขาเตรียมสู้ศึกได้ ก็เพราะเขาได้เลือกและได้ตั้งผู้นำอย่างเป็นหลักเป็นฐานมาก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ว่าสหรัฐอเมริกา จีน อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี และมาเลเซีย ส่วนของไทยนะหรือ การเมืองยังครึ่งผีครึ่งคน น่าเห็นใจและเศร้าใจจริงๆ

ในฟากของข้าราชการประจำ ประเภทที่ไม่อิงกับการเมือง ซึ่งเป็นข้าราชการส่วนใหญ่ก็ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามกันแล้ว ขืนทำมากขยันมากก็อาจเจ็บตัวเปล่า สู่ยึดอุเบกขาทำตัวชิลๆ เสียดีกว่า ส่วนประเภทที่มีนักการเมืองหนุนหลัง หรือชนิดที่เรียกว่าเด็กของนักการเมือง ก็ยังต้องทำงานหนักตามบัญชา ซึ่งแปลว่าจะสั่งให้ทำอะไร อย่างไร ก็สนองตามหมดทุกเรื่อง นี่แหละคือสภาพของประเทศไทยในปัจจุบัน ขอให้ประชาชนอย่าไปคาดหวังอะไรมากนักเลย ดังนั้น คำตอบของคำถามที่ว่า “รัฐบาลมัวทำอะไรอยู่” ก็ชัดเจนอยู่แล้วนะครับ