หน้าแรก คอลัมนิสต์ ‘ความยุติธรรม...

‘ความยุติธรรม’ (ที่คนตายก็ต้องการ และคนที่ต้องการก็ยอมตาย) : โดย กล้า สมุทวณิช

1.08.18 | 14:14 น.

เคยมีการทดลองเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมซึ่งพิสูจน์ความมีอยู่ของสำนึกและความรู้สึกแห่งความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมของมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจ

โดยการทดลองนี้จะให้คนสองคนแบ่งเงินกัน เช่น กำหนดวงเงินไว้ 100 บาท โดยฝ่ายแบ่งจะแบ่งอย่างใดก็ได้ สมมุติแบ่งให้คนรับ 10 บาท ตัวเองได้ 90 บาท หากฝ่ายรับยอมรับทั้งคู่ก็จะได้เงินไปตามนั้น แต่ถ้าฝ่ายรับไม่ยอมรับ จะไม่มีใครได้รับเงินเลย

การทดลองนี้พบว่าเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งที่ฝ่ายรับรู้สึกถูกเอาเปรียบเกินสมควรแล้ว กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จะเลือกไม่รับเงิน เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายได้เงินไปด้วย ทั้งๆ ที่หากตัดสินเฉพาะด้วยเกณฑ์ผลประโยชน์แล้ว ได้เงินแค่ 10 บาท ยังไงก็คุ้มกว่าการไม่ได้เลยสักบาทมิใช่หรือ

นั่นเป็นเพราะมนุษย์เรามีสำนึกและความรู้สึกแห่งความยุติธรรม การถูกเอาเปรียบถึงขนาดรบกวนความรู้สึกดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่รับไม่ได้และรู้สึกถูกลดทอนคุณค่าในตนเอง การตัดสินใจจึงเกิดจากสำนึกดังกล่าว โดยข้ามพ้นเกณฑ์ผลประโยชน์ไป

เรื่องนี้แม้แต่ในสัตว์ที่มีระดับสติปัญญารองลงไปจากมนุษย์ ก็ยังเคยมีการทดลองโดยการให้รางวัลลิงสองตัวในการทำงานอย่างหนึ่ง ก่อนหน้านั้นลิงทั้งคู่ได้รางวัลเป็นแตงกวาเหมือนกันก็ไม่มีปัญหาอะไร หากต่อมาผู้ทดลองให้ลิงตัวนึงได้แตงกวาเหมือนเดิม ส่วนอีกตัวได้องุ่น ปรากฏว่าลิงที่ได้แตงกวานั้นปฏิเสธรางวัลแล้วโวยวาย แสดงอาการก้าวร้าวต่อต้าน (สนใจชมตัวอย่างการทดลองได้ใน YouTube ค้นหาคลิป “Capuchin monkey fairness experiment”) หรือใครที่เลี้ยงสุนัขหลายตัว ก็คงเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ การทดลองแบบนี้กันบ้างเหมือนกัน

Advertisement

ดังนั้นไม่ใช่แต่มนุษย์เท่านั้น สิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาและมีความรู้สึกและสำนึกถึง “ตัวตน” ทั้งหลายล้วนแต่ต้องการความเป็นธรรมด้วยกันทั้งสิ้น

เช่นในภาพยนตร์เรื่อง “รุ่นพี่” ของวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ที่มีคำโปรยว่า “ความยุติธรรม แม้แต่คนตายก็ต้องการ” ดังนั้นจึงอย่าว่าแต่คนตายเลย คนเป็นๆ เอง เมื่อถูกปล้นความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมไปแล้วก็ขอยอมตายดีกว่า ก็ยังมีให้เห็นเป็นข่าวสลดกันไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว

แล้วความ “ยุติธรรม” หรือ “ความเป็นธรรม” คืออะไร ทำไมเราจึงยอมตายเพื่อสิ่งนี้ ทำไมเรายอมละทิ้งประโยชน์เพื่อแลกมันมา เรื่องนี้เป็นคำถามสำคัญประการหนึ่งของมนุษยชาติ จนมีผู้ทำการศึกษาและนักปรัชญามากมายพยายามหาคำนิยม

ประมวลสรุปได้สั้นๆ คือ “สภาวะที่บุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้รับในสิ่งที่สมควรได้รับ ภายใต้ข้อสันนิษฐานว่า สิ่งที่ปฏิบัติหรือมีคุณสมบัติเหมือนกัน ควรได้รับในสิ่งเดียวกัน”

ความยุติธรรมจึงไม่ได้หมายถึงการปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ เหมือนกันทุกประการ แต่มันอยู่ที่ว่า ผู้ได้รับสิ่งใดหรือได้รับการปฏิบัติอย่างใด ย่อมต้องเป็นผู้สมควรได้รับสิ่งนั้นโดยสมเหตุสมผล ในระดับที่แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้อย่างเขา แต่มันก็สมเหตุสมผลระดับที่เรายอมรับได้โดยไม่ขัดเคืองใจ เช่นเห็นคนที่ตั้งใจทำงานหนักประสบความสำเร็จ แม้เราอาจจะอิจฉาในความสำเร็จของเขาบ้างตามธรรมดา แต่ก็ไม่รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

แต่นั่นแหละ ความรู้สึกว่า “ใครสมควรได้รับอะไรอย่างไร” นั้นก็แตกต่างหลากหลาย เช่น การที่เราได้เห็นลูกหลานคนร่ำรวยหรือผู้ได้เปรียบโดยชาติกำเนิดที่ใช้ความพยายามไม่มากเท่าไร แต่ก็ได้รับผลตอบแทนเหนือกว่าคนมากมายจากแต้มต่อนั้น มันก็มีทั้งคนที่รู้สึกว่าเป็นธรรมและไม่เป็นธรรม เพราะจะมีคนมองว่านี่คือความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมเพราะจุดเริ่มต้นไม่เท่ากัน ลูกหลานคนร่ำรวยนั้นไม่สมควรได้รับความร่ำรวยนั้นเพียงเพราะเกิดมาถูกท้องแม่ กับอีกฝ่ายก็มองว่า นี่ก็เป็นธรรมแล้ว ก็เพราะพ่อแม่บรรพบุรุษเขาเพียรสร้างสั่งสมฐานะมารุ่นต่อรุ่น ถึงชั้นลูกหลานย่อมได้รับดอกผลนั้นด้วย หรือไม่ก็คิดไปในทางว่าเป็นบุญวาสนา แข่งเรือแข่งพายพอแข่งได้ อะไรก็ว่ากันไป

แต่เราก็ยังเห็นได้ว่าคนทั่วไปอาจยอมรับกับแต้มต่อจากปัจจัยเชิงกายภาพได้มากกว่าปัจจัยเชิงสังคม เหมือนที่เรายอมรับเพื่อนร่วมงานที่ฉลาดแต่ไม่ขยันเท่าเราได้รับการเลื่อนตำแหน่ง ได้มากกว่าคนที่ขยันพอๆ กับเรา แต่ไปไวกว่าเพราะเป็นญาติกับใครสักคนที่มีอำนาจประเมินตัดสินใจ

จึงนำไปสู่ข้อสังเกตว่า ถ้าความไม่เท่าเทียมกันนั้นมาจาก “คน” เหมือนกัน หรือมาจากสิ่งมีเจตจำนงซึ่งน่าจะควบคุมได้ เช่น กลไกสังคมหรืออำนาจรัฐ การได้ผลลัพท์หรือได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันนั้นจะเริ่มเป็นปัญหา เพราะมันจะทำให้ผู้รู้สำนึกมีตัวตนนั้นรู้สึกถูกเปรียบเทียบ ถูกลดทอนคุณค่า ผลกระทบต่อจิตใจนั้นจะออกมาแตกต่างหลากหลายกันไป บ้างก็โกรธเกรี้ยวเรียกร้อง บ้างก็ซึมเศร้าโทษตัวเอง หรือก็มีเช่นกันที่ทำใจยอมรับได้แล้วค่อยหมั่นไปทำบุญให้ไปเกิดเอาใหม่ดีๆ ในชาติหน้า

เอาเข้าจริงๆ แล้ว “ความยุติธรรม” หรือ “ความเป็นธรรม” นี้ในที่สุดก็เป็นเรื่องของปัจเจก ดังนั้นกฎเกณฑ์บรรทัดฐานที่ถือเป็น “ค่ากลาง” ที่รัฐกำหนดไว้เพื่อใช้ระงับข้อพิพาท คือ “กฎหมาย” นั้น จึงอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับความเป็นธรรมหรือความยุติธรรม

เพราะความ “เป็นธรรม” หรือ “ยุติธรรม” นั้นขึ้นกับมุมมองของใครของมันด้วย

ตัวอย่างให้ท้าทายความคิดกันเล่นๆ คือ มีครอบครัวๆ หนึ่ง พ่อแม่มีลูก 3 คน กับที่ดินหนึ่งแปลงมูลค่าหนึ่งล้านบาท พี่คนโตฐานะดีมากระดับมหาเศรษฐี รายได้เดือนละล้านจากการทำงานหนัก คนรองนั้นฐานะแค่พอเลี้ยงตัวได้แบบตึงๆ ส่วนน้องคนเล็กมีฐานะยากจนและมีลูกป่วยไข้เรื้อรังที่ต้องดูแลตลอดเวลา ต่อมาพ่อแม่ป่วยหนัก พี่คนโตรับภาระจ่ายค่ารักษาพยาบาล แต่ไม่ว่างมาดูแล ส่วนคนรองรับภาระมาดูแลลงแรงทุกอย่างเต็มที่เต็มเวลา โดยไม่ได้ออกเงินสักบาท แต่น้องคนเล็กนั้นด้วยภาระเรื่องลูกและไม่ค่อยมีเงิน จึงไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลยไม่ว่าจะแรงหรือเงิน เช่นนี้เมื่อพ่อแม่ตาย ถ้าให้ท่านแบ่งที่ดินมรดกตามข้อเท็จจริงนี้ ท่านจะแบ่งอย่างไรให้เป็นธรรม?

ความยากของเรื่องนี้อยู่บนฐานคิดที่แตกต่างกันว่า ทรัพย์สินของพ่อแม่นั้นควรตกได้แก่คนที่ดูแลพ่อแม่ หรือแก่คนที่ต้องการมันมากที่สุด ถ้าเป็นอย่างแรก ก็เท่ากับว่าพี่คนโตกับคนรองเท่านั้นที่สมควรได้มรดกไป น้องคนเล็กไม่ควรมีสิทธิเลย แต่ถ้ามองด้วยฐานคิดหลัง น้องคนเล็กสมควรได้รับไปเป็นส่วนมากที่สุด เพราะมูลค่าทรัพย์มรดกสำหรับพี่คนโตนั้นไม่แทบมีความหมายเลย ส่วนพี่คนรองนั้นก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมาก

หรือแม้แต่เอาเกณฑ์การดูแลพ่อแม่เข้ามาพิจารณา ก็ยังมีข้อถกเถียงว่าระหว่างพี่คนโตที่จ่ายเงิน หรือฝ่ายคนรองที่ลงแรงเต็มที่ควรจะได้มากกว่า และถ้าเราจะต่อเติมเรื่องให้ยากขึ้นไปอีก คือ ลูกทั้งสามคนนี้ พ่อแม่เลี้ยงดูมาเท่ากันหมด ให้การศึกษาเท่ากัน แต่ลูกคนโตขยันและหัวดี ลูกคนกลางชอบเที่ยวเล่นไม่ตั้งใจเรียนแต่หัวดีพอๆ กับลูกคนโต ส่วนลูกคนเล็กนั้นหัวทึบ ขยันเท่าพี่คนโตแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จทั้งการเรียนและการงาน ผลจึงออกมาเป็นข้อเท็จจริงเช่นนั้น

หากใช้กฎหมายที่เป็นเกณฑ์มากลางตัดสินเรื่องราวยุ่งยากข้างต้นนี้ ก็จะตัดสินแบบง่ายๆ ได้ว่า ในเมื่อเป็นลูกเหมือนกัน ทุกคนควรมีสิทธิเท่ากัน ดังนั้นก็ขายที่ดินแล้วเอาเงินมาแบ่งเป็นสามกองได้กันไปเท่าๆ กันก็จบ จะเป็นธรรมสำหรับกรณีนี้หรือไม่ก็สุดแต่ทรรศนะ แต่ถ้าให้ยุติตามกฎหมายก็คงต้องว่าอย่างนี้

จะเห็นว่าเราไม่อาจใช้กฎหมายเพื่อแสวงหาหรือให้คำตอบที่เป็นธรรมหรือยุติธรรมในทุกกรณีได้ เพราะกฎหมายคือความพยายามที่จะสร้างความเป็นธรรมบนค่าพื้นฐานเบื้องต้นที่ว่า สิ่งที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน ควรได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน แม้จะยังมีข้อยกเว้นในกรณีที่จะเป็นไปได้ที่คนส่วนใหญ่จะยอมรับได้เพิ่มไปอีกบ้าง เช่น ลูกที่จงใจฆ่าพ่อแม่ไม่ควรได้มรดก แต่กฎหมายก็ไม่อาจลงลึกไปจัดการกับ “ความเหมาะสม” ได้ในทุกกรณี

จึงไม่ใช่เรื่องที่ว่ากฎหมายนั้นเป็นธรรมหรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่ว่า ความเป็นธรรมนั้นคือความเป็นธรรมของใครมากกว่า

แน่นอนว่ากฎหมายนั้นไม่ใช่ความยุติธรรม แต่กฎหมายที่ดีนั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธความยุติธรรมไปเสียทีเดียว แต่ “ค่ากลาง” ของความยุติธรรมตามกฎหมาย จะเป็นธรรมต่อแต่ละเรื่องกรณีที่หลากหลายได้หรือไม่ ก็เป็นอุดมคติที่ผู้ใช้กฎหมายจะต้องไปให้ถึง