ในช่วงนี้ประเทศไทยและเพื่อนบ้านล้วนประสบกับเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน ภัยธรรมชาติเหล่านี้แม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันได้ร้อยละ 100 แต่ก็สามารถที่จะบรรเทาได้ ถ้าเราเข้าใจปัญหาและมีวิธีป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่ถูกต้อง
หากเราเรียงพื้นที่ตามระดับความสูง เริ่มต้นที่ที่สูงหรือพื้นที่ต้นน้ำ ปัญหาที่เกิดขึ้นมักจะเป็นดินถล่ม บนที่สูงรองลงมาที่มีการทำการเกษตรเชิงเขา ปัญหาก็จะเป็นทั้งดินถล่ม ดินไหล และน้ำป่าไหลหลาก
พอลงมาถึงที่ราบก็จะเป็นน้ำท่วม แล้วในที่สุดก็จะเป็นน้ำท่วมขังในเมือง สาเหตุหลักก็จะเป็นฝนที่เกิด
ตกมาในปริมาณมากเกิน 180 มิลลิเมตรใน 24 ชั่วโมง หรือตกต่อเนื่องถึง 300 มิลลิเมตร ในพื้นที่ที่เคยเกิดแผ่นดินไหวมาก่อนอาจมีดินถล่มลงมารออยู่แล้ว
เมื่อมีน้ำฝนสะสมจำนวนมากดินที่อุ้มน้ำก็จะค่อยๆ ทยอยไหลลงมา การเกิดดินถล่มนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดในเวลาที่ฝนตก อาจจะเกิดหลังจากนั้นก็ได้ ผู้เขียนเคยสัมภาษณ์ชาวบ้านที่ประสบภัยดินถล่มได้ความว่า วันที่เกิดเหตุนั้นเป็นวันที่ฟ้าสว่างไสว แต่เมื่อได้ยินเสียงสนั่นดังเสียงม้าควบ อีกสักพักน้ำโคลนก็เข้ามา
กลบหมู่บ้านไปหมด เหลือแต่ผู้ที่สามารถวิ่งขึ้นที่สูงจึงรอดชีวิต
นอกจากสาเหตุจากภัยธรรมชาติแล้วพฤติกรรมของมวลมนุษย์ก็มีส่วนที่ทำให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มนุษย์เข้าไปเปลี่ยนแปลงสภาพสิ่งแวดล้อมเช่นทำการเกษตรในที่สูงเพราะรากของพืชไร่บนที่ไหล่เขาไม่ได้ช่วยยึดดินได้เหมือนรากไม้ยืนต้นของป่าธรรมชาติซึ่งสอดประสานกันแน่นทำให้ดินไหลลงมาได้ง่าย นอกจากนั้น ก็ยังมีปัญหาการสร้างสาธารณูปโภค และสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์เช่นสร้างถนน ฝายอ่างเก็บน้ำบ้านเรือนและอาคารบนที่ไหล่เขาเป็นต้น
ปัญหาดินถล่มนี้มิได้เกิดขึ้นกับพื้นที่ในชนบทเท่านั้นแต่ยังอาจเกิดขึ้นในพื้นที่ท่องเที่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเศรษฐีที่ไปซื้อบ้านอยู่บนพื้นที่ที่ตัดไหล่เขาหรือการไปสร้างพุทธสถานอันเป็นมงคลบนที่สูงที่ตัดไหล่เขา วันหนึ่งก็อาจจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ได้ไหลลงมาด้วยตัวเองจนถึงพื้นราบเพราะพื้นที่บนเขาของไทยถึงแม้เดิมจะเป็นหินแกรนิต เมื่อได้เปิดหน้าดินแล้วแกรนิตจะเปื่อยยุ่ยกลายเป็นดินได้ง่ายทำให้โอกาสที่จะเลื่อนไถลลงมาก็มีมากขึ้น จังหวัดภูเก็ตจึงเป็นจังหวัดที่น่าเป็นห่วง
การบรรเทาภัยพิบัติจากธรรมชาติเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีความรู้ความเข้าใจถึงความเสี่ยงของตน มูลนิธิศึกษานโยบายสาธารณะได้เคยทำโครงการสร้างแผนที่เสี่ยงภัยให้กับชาวบ้านและคืนข้อมูลให้ชาวบ้านทราบว่าตัวเองนั้นอยู่บนพื้นที่เสี่ยงภัยขนาดไหน งานวิจัยชิ้นนี้จำเป็นต้องมีการเดินสำรวจพื้นที่เพื่อให้เข้าใจธรณีสัณฐาน และหาพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่มและทิศทางของการเคลื่อนตัวของสายดิน ซึ่งต้องเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิชาการผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเพราะชาวบ้านเป็นผู้รู้เส้นทางและระบบนิเวศในพื้นที่เป็นอย่างดี แต่ก็น่าเสียดายว่าการถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นก็เริ่มที่จะอ่อนแอลง เด็กสมัยนี้ไม่เดินตามพ่อไปในป่าเหมือนแต่ก่อนแล้วเพราะต้องไปเรียนหนังสือกันหมด
เคยไปถามเด็กในหมู่บ้านมีเด็กจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าในต้นไม้ป่าต้นน้ำเป็นต้นอะไรและมีประโยชน์อย่างไรในเชิงนิเวศ
เป็นที่น่าเสียดายยิ่งขึ้นว่างานวิจัยเหล่านี้ไม่ค่อยมีผู้สนับสนุนแม้แต่หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงก็ขาดแคลนข้าราชการที่จะยอมนอนกลางดินกินกลางทรายอยู่กับชาวบ้าน ส่วนหน่วยงานสนับสนุนด้านการวิจัยก็มักไม่สนใจ เพราะหากไม่มีดินถล่มเกิดขึ้นก็จะไม่มี KPI ไม่มีผลลัพธ์และไม่มีผลกระทบให้แสดงความสำเร็จให้เป็นที่ประจักษ์ชัด
การบรรเทาปัญหานี้เป็นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานของราชการหลายแห่งได้แก่ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้มีความเข้าใจถึงปัญหาทางทั้งภัยธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ในบางพื้นที่อาจจะต้องมีการแลกพื้นที่ระหว่างพื้นที่ทำกินกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพราะการแบ่งเขตพื้นที่ทำกินของอุทยานฯ ที่อนุญาตให้กลับบ้านทำกินนั้นอาจไม่เหมาะสมกับการอยู่อาศัย เพราะเป็นเขตเสี่ยงภัย เพื่อลดความรุนแรงจากการเกิดดินถล่มและน้ำป่าการแก้ไขปัญหาในพื้นที่สูงอาจจะจำเป็นที่ต้องมองออกไปนอกกรอบอย่างที่โครงการรักษ์ป่าเมืองน่านพยายามจะทำ วิธีการแก้ปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันก็จำกัดเสียจนแทบขยับตัวไม่ได้ทีเดียว รวมทั้งควรมีการตั้งเครือข่ายลุ่มน้ำเพื่อบริหารการจัดการดินน้ำป่าอย่างมีส่วนร่วมเพื่อป้องกันภัยจากน้ำหลากดินถล่ม
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่ซึ่งก็ควรมีการทำโซนนิ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยเฉพาะอย่างยิ่งโซนพื้นที่เสี่ยงภัย แล้วออกข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติพื้นที่เสี่ยงภัยธรณีพิบัติภัยและสิ่งแวดล้อม ประกาศเขตพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการก่อสร้างที่อยู่อาศัยและการใช้ที่ดินประเภทต่างๆ อปท. อาจกำหนดสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาพิเศษอันเกิดจากเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยเพิ่มเติมเพื่อจูงใจให้ประชาชนปฏิบัติตามเทศบัญญัติหรือข้อบัญญัติ หากประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยที่ไม่ปฏิบัติตามข้อบัญญัติก็จะไม่ได้รับการเยียวยาพิเศษ อปท. จึงควรจะเข้าถึงแผนที่แสดงระดับความเสี่ยงธรณีพิบัติภัยในรายละเอียดได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ในพื้นที่ท่องเที่ยว อปท. ควรมีความรู้ว่าในพื้นที่ของตนนั้นอยู่ในเขตรอยเลื่อนอะไรหรือไม่และควรมีการป้องกันโดยการออกข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติป้องกันการสร้างอาคารสูงในที่นั้น
เหตุการณ์พิบัติภัยที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้แสดงให้คนไทยประจักษ์ชัดว่ามีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน แต่จะดียิ่งขึ้นถ้าหากคนไทยนั้นจะมีสามัญสำนึกด้านการป้องกันพิบัติภัยมากกว่านี้และสามารถดูแลครอบครัวและตัวเองในเบื้องต้นให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุด
เมื่อกระทรวงที่รับผิดชอบการศึกษาของไทยว่างจากภารกิจใหญ่คือการปรับปรุงและควบรวมองค์กรของตนเอง ก็อยากให้มีความสนใจในการปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนมัธยมให้เหมาะสมกับชีวิตของประชาชนไทยที่เปลี่ยนไปด้วย อย่าให้คนไทย 4.0 กลายเป็นผู้ถูกนิยามว่า เป็นพวกมิเห็นโลงมิหลั่งน้ำตา!

