กลายเป็นข่าวที่สะเทือนใจคนทั้งประเทศกรณี น.ส.วิภา บานเย็น หรือ “ครูวิภา” ผู้บริหารโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร ที่ถูกฟ้องร้องยึดทรัพย์สินจนหมดเนื้อหมดตัว หลังลูกศิษย์ที่ “ครูวิภา” เซ็นค้ำประกันเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เบี้ยวไม่ยอมชำระเงินกู้ กยศ.
ล่าสุดกรณีของ “ครูหมี” หรือ ครูสรพงศ์ เค้ากล้า ครูโรงเรียนห้วยต้อนพิทยาคม จ.ชัยภูมิ และ ครูไกรวิทย์ สุขสำอางค์ อดีตครูโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการค้ำประกันเงินกู้ กยศ.ให้ลูกศิษย์และถูกเบี้ยวหนี้เช่นเดียวกัน
กรณีครูทั้งสามคนสะท้อนถึงปัญหาการเบี้ยวหนี้ กยศ.ที่ลุกลามสร้างความเดือดร้อนมายังผู้ที่มีเจตนาดีเซ็นค้ำประกัน เพื่อให้ลูกศิษย์ที่มีฐานะยากจนได้มีโอกาสเล่าเรียนต่อ
แม้ว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา กยศ.จะมีความเข้มข้นในกระบวนการติดตามหนี้ ทั้งการฟ้องร้อง ไกล่เกลี่ย จัดโครงการรณรงค์ชำระหนี้ จูงใจผู้กู้ยืมมาชำระหนี้ให้เป็นปกติ หรือมาชำระหนี้ปิดบัญชี โดยจะลดเบี้ยปรับกรณีค้างชำระ และให้ส่วนลดเงินต้นผู้ที่มีประวัติชำระหนี้ดี ดูเหมือนว่ามาตรการเหล่านี้ไม่ได้ผลมากนัก
โดยเฉพาะกลุ่มที่ตั้งใจเบี้ยวหนี้ ทั้งๆ ที่มีหน้าที่การงานที่มั่นคง
จากข้อมูลล่าสุดพบว่ายอดค้างชำระหนี้ยังสูงเฉียดแสนล้านบาท กองทุน กยศ.เริ่มปล่อยกู้มาตั้งแต่ปี 2539 กว่า 16 ปี มีผู้กู้ทั่วประเทศ 5.4 ล้านราย ยอดเงิน 5.7 แสนล้านบาท มีผู้กู้ที่อยู่ระหว่างชำระหนี้ 3.5 ล้านราย คิดเป็นเงิน 4 แสนล้านบาท
ในจำนวนนี้ชำระหนี้ปกติ 1.4 ล้านราย และผิดนัดชำระหนี้ 2.1 ล้านราย เป็นเงินค้างชำระ 6.8 หมื่นล้านบาท ในส่วนกลุ่มผิดนัดชำระหนี้ยังแยกย่อยเป็นกลุ่มที่ยังไม่ถูกดำเนินคดี 1.2 ล้านราย และกลุ่มที่ถูกดำเนินคดี 1 ล้านราย
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่ากระบวนการติดตามหนี้ของ กยศ.ที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความลักลั่น
อย่างกรณีคนที่ชำระหนี้มาระยะหนึ่ง แต่ต่อมาหยุดจ่ายหนี้ก็มักจะมีหมายฟ้องส่งมาถึงบ้าน
ส่วนผู้กู้ที่ไม่เคยชำระหนี้เลยยังใช้ชีวิตปกติ ไม่มีการไล่บี้ฟ้องร้อง จุดนี้น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายคนไม่ยอมมาชำระหนี้
การเร่งรัดฟ้องร้องผู้กู้กลุ่มนี้ จึงเป็นสิ่งที่ กยศ.ต้องให้ความสำคัญ
นอกจากนี้ยังมีมาตรการที่ พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 กำหนดให้องค์กรนายจ้าง ภาครัฐและเอกชน มีหน้าที่หักเงินของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินกองทุน กยศ.ตามจำนวนที่กองทุนแจ้งให้ทราบ โดยให้นำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนดระยะเวลานำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ที่ กยศ.ควรเร่งดำเนินการบังคับใช้โดยเร็ว
เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้มาครบ 1 ปีในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
แต่ กยศ.เพิ่งจะนำร่องหักเงินเดือนผู้กู้กับ “กรมบัญชีกลาง” เพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้นในเดือนตุลาคมนี้
ในขณะที่ภาคเอกชนจะเริ่มดีเดย์บางองค์กรในปี 2562 ตามแผนที่ นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุน กยศ.ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้
อีกมาตรการที่ควรเอาจริงเอาจัง “การส่งข้อมูลทางการเงินของผู้ที่เบี้ยวหนี้ กยศ.ให้กับเครดิตบูโร” ที่แม้ไม่ได้กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.กยศ. แต่เป็นนโยบายที่พูดกันมานานหลายปีนับตั้งแต่การเบี้ยวหนี้มีมากขึ้น จวบจนปัจจุบันมาตรการนี้ยังไม่เกิดขึ้น
เหล่านี้คือมาตรการที่ต้องงัดออกมาใช้กับคนเบี้ยวหนี้ กยศ.ที่ไร้จิตสำนึก
สุพัด ทีปะลา

