จุดอ่อน 1 ของนักการเมืองและรวมถึงพรรคการเมือง คือ จุดอ่อนอันไม่สามารถทน “ความเย้ายวน” ของการเลือกตั้งได้อย่างยาวนาน
ตรงนี้ “คสช.” จับได้
เหมือนที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงออกมา เหมือนที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา แถลงออกมา
เหตุผล 1 เหตุผลสำคัญของการแสดงท่าที “รับ” มาจากแรง “เย้ายวน” นี้
หากศึกษาฐานที่มาแห่งการยอมรับของแกนนำมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูป (กปปส.) อัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ นำมาแถลงในฐานะเลขานุการ
ก็ยิ้มเห็น “แก้ม” แย้มประจักษ์ใน “ไรฟัน”
ขณะเดียวกัน เหตุผล 1 เหตุผลสำคัญซึ่งมาจากฝ่าย “ไม่ยอมรับ” ไม่ว่าจะจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะจากพรรคประชาธิปัตย์
คือ ภาวะอัน “อ-เสถียร” ในเรื่องของ “การเลือกตั้ง”
คำถามที่ไม่สามารถตอบได้อย่างเปี่ยมด้วยความหวังก็คือ ภายหลังจาก “การเลือกตั้ง” แล้ว สถานการณ์การเมือง สถานการณ์ของประเทศจะดำเนินไปอย่างไร
เพราะในที่สุดแล้วแม้กระทั่งรัฐบาลซึ่งมาจาก “คสช.” ก็จะหืดขึ้นคอ
ไม่ว่าข้อสังเกตจาก นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ซึ่งเป็นนักวิชาการ ไม่ว่าข้อสังเกตจาก นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ซึ่งเป็นนักการเมือง
สอดรับ ตรงกัน
คล้ายกับว่า หากเกิดความร่วมมือระหว่าง 250 ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช.กับพรรคการเมืองจำนวน 150 ส.ส.จะสามารถได้เสียง 400 เสียงแล้วจะสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ด้วยความราบรื่น
อาจราบรื่นเมื่อมองจากมุมของ “รัฐสภา”
แต่เมื่อใดที่ไปดำรงอยู่ในสถานะแห่ง “สภาผู้แทนราษฎร” การดำรงอยู่ของรัฐบาลก็ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะราบรื่น
เพราะ 150 ส.ส.ก็เสมอเป็นเพียง “เสียงข้างน้อย”
การเสนอร่าง พ.ร.บ.ซึ่งมาจากรัฐบาลจะดำเนินไปอย่างมากด้วยอุปสรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปีงบประมาณ
ตรงนี้คือ “จุดอ่อน” อย่างสำคัญอันมาจากฐานคิดของ นายมีชัย ฤชุพันธุ์
นั่นก็คือ เป็นฐานคิดที่เพ้อฝันว่าอำนาจของ คสช.จะยั้งยืนยง ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงพลันที่มีรัฐธรรมนูญ พลันที่มีการเลือกตั้ง พลันที่มีรัฐบาลใหม่ คสช.ก็จะดำเนินไปภายใต้กฎแห่งอนิจจัง ไม่แน่นอน
ดำรงอยู่อย่าง “อ-เสถียร”
อํานาจของรัฐบาลปัจจุบันเป็นอำนาจที่วางอยู่บนรากฐานอันแข็งแกร่งซึ่งได้มาจากกระบวนการรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำนาจตามมาตรา 44
แต่เมื่อประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ บทบัญญัติที่อยู่ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 ก็ต้องจบสิ้นตามไปด้วย
ยิ่งเมื่อมี “การเลือกตั้ง” ยิ่งเมื่อมี “รัฐบาล” ยิ่งต้องแปรเปลี่ยน พลิกผัน
ต่อให้ คสช.ยังมีอำนาจโดยเชื่อมประสานไปกับ ผบ.เหล่าทัพได้ แต่อำนาจในมือของ คสช.ก็จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
คิดหรือว่าพรรคการเมืองจะปล่อยให้ “ลอยนวล”
เป้าหมายแรกที่จะต้องโดนถล่ม โดนดิสเครดิตอย่างชนิดรายวัน คือ บรรดา 250 ส.ว.ซึ่งได้เป็นด้วยกระบวนการที่เรียกว่า “ลากตั้ง”
คิดหรือว่า “นักการเมือง” จะไม่คิดบัญชี
อาจจะมีนักการเมืองบางส่วนจาก กปปส.ให้ความเห็นใจ อาจจะมีนักการเมืองบางส่วนจากพรรคภูมิใจไทยให้ความเห็นใจ อาจจะมีนักการเมืองบางส่วนจากพรรคชาติไทยพัฒนาให้ความเห็นใจ แต่ ส.ส.ส่วนใหญ่ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น
โดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์
ประเด็นของ “ร่าง” รัฐธรรมนูญ จึงมิได้อยู่ที่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน หากแต่อยู่ที่ว่าจะมี “อนาคต” อย่างไร
อนาคตในที่นี้มิได้อยู่ที่ “ผ่าน” การยอมรับจากประชาชนเท่านั้น หากแต่ยังอยู่ที่หาก“ไม่ผ่าน” การยอมรับจากประชาชนแล้วจะเป็นอย่างไร
อย่าลืมว่า 7 สิงหาคม ดวงเมืองยังอยู่ภายใต้ “ดาวมฤตยู” และดาวพฤหัสอยู่ใน “ภพอริ”

