หน้าแรก คอลัมนิสต์ การเมืองใหม่ก...

การเมืองใหม่กับพื้นที่สื่อในโลกหลังความจริง โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

7.08.18 | 13:00 น.

คําว่าพื้นที่สื่อใหม่ หรือโลกอินเตอร์เน็ตและโลกโซเชียล ดูจะเป็นคำที่คุ้นเคยกันมากขึ้นในบ้านเรา เพราะโลกอินเตอร์เน็ตนั้นเป็นโลกที่เราคุ้นเคยและเชื่อมต่อกับโลกนอกอินเตอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ

จากยุคแรกๆ เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนที่โลกอินเตอร์เน็ตกระจุกตัวกับคนที่เข้าถึงคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่ๆ และคนกลุ่มเล็กในเมืองมาเข้าสู่โลกของคอมพิวเตอร์ที่บ้าน และโน้ตบุ๊กผ่านโมเด็มที่ทำให้อินเตอร์เน็ตเริ่มกระจายตัวไปยังพื้นที่ที่มีสายโทรศัพท์บ้านและไฟฟ้า มาจนถึงยุคที่อินเตอร์เน็ตนั้นเข้ามาอยู่ในโทรศัพท์มือถือในประเทศอย่างเราที่จำนวนการถือครองโทรศัพท์มือถือเริ่มจะมากกว่าจำนวนประชากร และการเชื่อมต่อของสื่อออนไลน์และสื่อนอกโลกอินเตอร์เน็ตนั้นพักกันเป็นเนื้อเดียว ตั้งแต่มีเจ้าของคนเดียวกัน หยิบยืมข่าวนำไปเป็นข้อมูลในการนำเสนอข่าว ตลอดจนเป็นข้อมูลที่ทำให้เกิดประเด็นทางสังคมและการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รวมทั้งปลุกเร้าการรวมตัวกันทางการเมืองได้มากขึ้น

ทั้งนี้สื่อใหม่ยังรวมไปถึงเรื่องของโทรทัศน์ดาวเทียม และวิทยุชุมชน ที่แม้ว่าทั้งสองอย่างนี้จะถูกกำกับดูแลมากขึ้นเมื่อเทียบกับยุคที่แล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสื่อใหม่ และวิถีชีวิตของผู้คนมากขึ้น

คำถามที่สำคัญก็คือ สื่อเหล่านี้จะมีผลต่อการเมืองและประชาธิปไตยอย่างไร

ในอดีตเมื่อตอนที่สื่อใหม่เกิดขึ้นในช่วงแรก จะมีผู้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าสื่อใหม่นั้นจะสร้างแต่ผลบวกให้กับประชาธิปไตย เพราะเชื่อว่าสื่อใหม่นั้นเปิดพื้นที่ให้กับการมีส่วนร่วมที่หลากหลาย แต่เมื่อนานวันเข้า เราพบว่าสื่อใหม่นั้นมีทั้งผลบวกและลบ และประเด็นสำคัญไม่ใช่การฟันธงว่าบวกหรือลบกับแน่

Advertisement

แต่เป็นเรื่องของการเข้าใจความสลับซับซ้อนของสื่อใหม่ที่มีกับสังคม การเมือง และประชาธิปไตยมากกว่า และการจัดรูปแบบสถาบันในการสนับสนุนและกำกับดูแลภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า ความเชื่อที่ว่า รัฐคือผู้ที่รู้ดีไปซะทุกเรื่อง หรือเสรีภาพที่ปราศจากขอบเขตนั้นจะกำกับดูแลสื่อกันได้เอง

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ ข้อมูลของการศึกษาการเมืองในยุคที่อินเตอร์เน็ตมีอิทธิพลสูงนั้นมันไม่ใช่เรื่องแค่ตัวสื่อใหม่ๆ แต่มันรวมถึงการเปิดเผยให้เห็นถึงความซับซ้อนของตัวเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ เทคโนโลยีการประมวลผลอย่างรวดเร็ว และสมองกลอัจฉริยะ ที่ทำให้ความสามารถของอินเตอร์เน็ตในการล้วงลึกลงมาถึงข้อมูลส่วนตัวของเรานั้นทำได้มากขึ้น ดังนั้นการศึกษาเรื่องการเมืองกับสื่อใหม่นั้นจึงต้องเข้าใจทั้งเรื่องของเสรีภาพ การทำงานของพื้นที่แห่งการสื่อสารใหม่ ประโยชน์ และข้อจำกัดของอินเตอร์เน็ตด้วย

ด้วยว่าโลกของสื่อใหม่นั้นไม่ใช่มีแต่เรื่องของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ยังมาถึงเรื่องของความเป็นส่วนตัว หรือความเป็นตัวตน และการสามารถปกป้องตัวของเราจากการเข้าถึงข้อมูลของรัฐ เอกชน และตัวสื่อเองด้วย

เรื่องต่อมาที่สนใจกันมากก็คือ ตกลงสื่อใหม่นั้นจะเข้ามาแทนที่สื่อเก่าได้จริงไหม คำตอบเรื่องนี้มีอยู่อย่างหลากหลาย เราต้องเข้าใจด้วยว่าในแต่ละสังคมนั้นเรื่องนี้อาจจะไม่เหมือนกันซะทีเดียว จะขึ้นกับวัฒนธรรมของประเทศเหล่านั้นและระบอบการปกครองด้วย ตรงนี้ต้องระวังให้มาก เพราะงานวิจัยและการตีพิมพ์เรื่องราวของสื่อใหม่นั้นมักเป็นเรื่องของการศึกษาวิจัยจากประเทศตะวันตกที่มีระดับประชาธิปไตยที่ตั้งมั่น ขณะที่ในหลายประเทศที่ประชาธิปไตยไม่ตั้งมั่น จนกระทั่งระดับที่เผด็จการยังปกครอง และเผด็จการที่ปกครองภายใต้แรงสนับสนุนจากชนชั้นกลางนั้น เราอาจจะต้องทำความเข้าใจถึงความซับซ้อนที่ไม่ได้เหมือนกับประสบการณ์ของประเทศประชาธิปไตยตั้งมั่นมากนัก

แต่กระนั้นก็ดี ประเทศที่ประชาธิปไตยตั้งมั่นอย่างอเมริกา อินเตอร์เน็ตในฐานะสื่อใหม่ก็ช่วยให้ผู้นำแนวก้าวหน้าแบบโอบามาเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี และก็ช่วยให้ผู้นำระดับสีสันและประชานิยมอย่างทรัมป์เข้าถึงตำแหน่งได้เช่นกัน หรือในยุโรป สิ่งที่เขาสนใจกันเป็นอย่างมากก็คือ การเติบโตและเฟื่องฟูของขบวนการฝ่ายขวาหัวรุนแรง (right wing extremists) ที่สามารถระดมมวลชนข้ามพรมแดน และใช้ประโยชน์จากแนวทางการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นมาเป็นข้อมูลและเกราะป้องกันตัวในการดำรงอยู่และขยายตัวอย่างรวดเร็วในสังคมประชาธิปไตยตั้งมั่นได้

ข้อมูลเรื่องของการเมืองกับอินเตอร์เน็ตในยุโรปมีความน่าสนใจที่อยากจะเล่าสู่กันฟังอีกสักเรื่อง นั่นก็คือกรณีของเยอรมัน แม้ว่าอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะอาจารย์กู (เกิล) จะทรงอิทธิพลเป็นอย่างมาก แต่สื่อโทรทัศน์ก็ยังมีความสำคัญมากที่สุดในแง่ของแหล่งอ้างอิงของประชาชนต่อประเด็นสาธารณะและความเห็นทางการเมือง ซึ่งข้อมูลนี้ก็สอดคล้องกันกับกรณีของสหรัฐอเมริกา ที่สื่อโทรทัศน์ทรงอิทธิพลที่สุดต่อการกำหนดและชี้ขาดชัยชนะทางการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง (แม้ว่าในหมู่คนรุ่นใหม่ อินเตอร์เน็ตจะมีอิทธิพลอยู่มาก แต่ก็มีอิทธิพลในแง่ที่ว่าต้องเป็นอินเตอร์เน็ตในหมู่ของคนกลุ่มที่คิดเหมือนกัน มากกว่าอินเตอร์เน็ตที่ทุกคนแชร์ข้อมูลเดียวกันโดยปราศจากความเชื่อมโยงและรู้จักกันมาก่อน)

แต่เราต้องไม่ลืมว่าสองประเทศนั้นการเมืองเป็นแบบเปิด หมายถึงว่าท่ามกลางเสรีภาพในการสื่อสารที่ใครอยากจะโพสต์อะไรก็โพสต์ได้มากกว่าประเทศอื่น คนอาจจะไขว่คว้าหาความเป็นมืออาชีพ ขณะที่ในบางประเทศที่ความเป็นมืออาชีพต้องถูกประนีประนอมกับอำนาจเผด็จการ คนอาจจะรู้สึกว่าสิ่งที่ปรากฏในทีวีโดยเฉพาะในเรื่องทางการเมืองเป็นเรื่องที่ถูกคัดกรองจากอำนาจรัฐ และความหวาดกลัวและความต้องการอยู่รอดของสื่อ และผู้รับสารพยายามจะแสวงหาอะไรก็ตามที่ส่งกันมาในหมู่เพื่อนในวงสื่อสารย่อย และในกลุ่มสื่อของตนเอง

ในแง่นี้ความรู้สึกที่ว่า สิ่งนี้ไม่ถูกนำเสนอในสื่อหลักเท่ากับความจริงจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ในบางสังคม หรือในบางยุคสมัยนั้น อะไรที่ไม่ปรากฏในสื่อหลักนั่น (เคย) ถูกเข้าใจว่าเป็นเพราะยังไม่มีความน่าเชื่อถือ และยังไม่ถูกตรวจสอบผ่านกระบวนการการผลิตสื่อโดยมืออาชีพ แต่ในแง่ของบางสังคมที่การปิดกั้นสื่อมีมาก ประชาชนอาจจะรู้สึกว่าอะไรที่ไม่ได้อยู่ในสื่อหลัก หรือสื่อที่ประกาศตัวว่าเป็นมืออาชีพเท่ากับข้อมูลจริง และความจริง ซึ่งตรงนี้ผมว่าสำคัญเพราะว่าเราไม่อาจจะกล่าวหาว่ากลุ่มฝ่ายขวาหัวรุนแรงจะเป็นกลุ่มเดียวที่ทรงอิทธิพลในโลกใหม่ แต่กลุ่มฝ่ายก้าวหน้าที่หัวรุนแรงและไม่ได้เสนอข้อเท็จจริงก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

กล่าวโดยสรุป การมีชีวิตในโลกยุคที่สื่อใหม่ อินเตอร์เน็ต และเทคโนโลยีใหม่ทรงอิทธิพล เราคงจะต้องทำความเข้าใจและหาจุดลงตัวของเรื่องหลายเรื่อง ตั้งแต่เสรีภาพในการแสดงความเห็น การเคารพความเห็นของคนอื่นซึ่งหมายถึงการอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และการค้นหาความจริงภายใต้เสรีภาพ และการไร้ซึ่งเสรีภาพ โดยเฉพาะในกรณีที่รัฐเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การค้นหาความจริงที่พ้นไปจากการควบคุมของรัฐนั้นเป็นไปได้ยากลำบาก

ด้วยเหตุนี้การพึ่งพากรอบกฎหมายของรัฐอย่างเดียวจึงเป็นไปได้ยากในกรณีที่รัฐเป็นที่มาของการทำให้เสรีภาพ ความเป็นส่วนตัว และการเข้าถึงความจริงเป็นไปได้ไม่ง่ายนัก

แถมต่ออีกนิดนึง ก็คือเรื่องที่เรามักจะเชื่อกันว่า การสื่อสารและการมีชีวิตทางการเมืองนั้นจะต้องผูกโยงกับ “ความจริง” ขณะที่โลกในวันนี้ถูกนิยามว่าเป็นโลกหลังความจริง (post-truth) และการเมืองกับการสื่อสารทางการเมืองก็เข้าสู่ยุคแห่งโลกหลังความจริง

แต่เราต้องเข้าใจก่อนว่า โลกหลังความจริงนั้นไม่ได้หมายถึงว่ามันไม่จริง แต่มันหมายถึงผลสะเทือนทางอารมณ์และการรับรู้ของเรานั้นเป็นเรื่องสำคัญในการรับสาร คือมันจริงในแง่ของสิ่งที่มันกระทำต่อเรา ไม่ใช่มันไม่จริงคือไม่มีผลต่อเรา หรือมันหมายถึงกระบวนการที่สะสมและท่วมทะลักไหลบ่าเข้ามาของสื่อและสารต่างๆ ที่มุ่งไปที่ผลทางอารมณ์และความเชื่อส่วนตัวของเรา

เราจะเห็นได้ว่า ท่ามกลางความเห็นทางการเมืองของผู้หลักผู้ใหญ่ของคนทั่วไป และผู้ทรงอิทธิพลทางสื่อใหม่ในบ้านเรา ตามยูทูบและเฟซบุ๊ก การที่พวกเขาบอกว่าพวกเขา “รู้ว่า” นั้น มันอาจจะพิสูจน์ไม่ได้เท่ากับจะบอกกันตรงๆ ว่าพวกเขา “เชื่อว่าเขารู้ว่า” เสียมากกว่า แล้วคนจำนวนมากก็เชื่อถือสิ่งที่เขาพูดเพราะสถานะทางสังคมของคนเหล่านั้นมากกว่า การพิสูจน์กันอย่างจริงๆ จังๆ

บ่อยครั้งที่คนเหล่านั้นมักจะออกตัวว่าเขาได้ยินมาว่า หรือมีบางคนมาบอกเขา เขาจึงรู้ว่า หรือถ้าแตกประโยคออกมาก็คือเขาจึงเชื่อ และเมื่อเขาเชื่อ เขาจึงบอกต่อด้วยความรักห่วงใยจริงใจต่อบ้านเมือง หรือเขาอาจจะมีความจริงใจมาก และกล่าวหาคนที่รู้ว่าพวกนั้นมีเจตนาแอบแฝง มีปัญหาทางศีลธรรมบางประการ ขณะที่พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขาพูดมันถูกต้อง มันถูกต้องเพราะมันดีต่อบ้านเมือง…เห็นไหมครับว่าสิ่งเหล่านี้ปรากฏขึ้นบ่อยๆ ในช่วงที่ผ่านมาในความขัดแย้งของบ้านเมืองเรา

กล่าวโดยสรุป เมื่อเราพูดถึงโลกหลังความจริง เราไม่ได้ฟันธงแค่ว่ามันเป็นโลกแห่งความลวง หรือความไม่จริง แต่เรากำลังสนใจสารเหล่านั้นที่มีต่อสังคม และองค์ประกอบของสารเหล่านั้นที่ถูกประกอบสร้างและส่งมาถึงตัวเรา หรือแม้กระทั่งพวกเราสร้างและส่งกันเองในหมู่พวกเราเอง

ประการแรก องค์ประกอบของสารในโลกหลังความจริงมีส่วนของสิ่งที่ไม่จริงในระดับโกหกอยู่บ่อยๆ เช่น การประกาศว่า ก่อนหน้านี้ “ไม่เคยมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น” หรือสิ่งที่กำลังทำของนโยบายวันนี้ไม่เคยมีมาก่อน หรือแตกต่างจากสิ่งที่เคยมีมา ทั้งที่ทุกคนก็รู้ว่าไม่จริง

ประการที่สอง องค์ประกอบของสารในโลกหลังความจริงมีส่วนของความไม่จริงที่ยังเต็มไปด้วยความหลอกลวงขั้นที่โม้ไปเกินจริง และไม่สนใจการตรวจสอบ แต่เน้นไปที่ลีลาของการพูดประเภทที่ใส่อารมณ์ลงไปในการกล่าวหา หรือทำท่าทางให้ดูขึงขังให้น่าเชื่อถือ หรือกล่าวหาคนอื่นโดยทำให้ทุกคนเชื่อจากสีหน้าท่าทางและสำนวนภาษาว่าสิ่งที่ตนพูดนั้นเป็นเรื่องจริง

ประการที่สาม องค์ประกอบของสารในโลกหลังความจริงอาจจะมีเรื่องของการล้อเลียน ทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นตัวหลอก หรืออาจทำให้สิ่งที่ตนพูดดูมีอารมณ์ขัน เพื่อเพิ่มสีสันและกระตุ้นความสนใจของผู้คน หรืออาจจะทำหน้าที่ในการเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คนต่อประเด็นดังกล่าว

ประการสุดท้าย องค์ประกอบของสารในโลกหลังความจริง คือการทำให้เกิดความเงียบอย่างจงใจ คือไม่สนใจคำถามนั้น ไม่พูดถึงประเด็นที่คนสนใจ อาจจะหมายถึงการเดินหนีนักข่าว หรือไม่แถลงข่าวดังกล่าว หรือมองว่าไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ

อีกเรื่องที่สำคัญที่ปรากฏจากองค์ประกอบทั้งสื่อ ก็คือการสื่อสารในยุคหลังความจริงเน้นไปที่การแสดงออกของผู้ส่งสารที่ไม่ต่างจากการแสดงเดี่ยวแบบตลก หรือโชว์เดี่ยวแบบพูดคนเดียว หรือมายากล ที่เป็นการแสดงที่มีมานานแล้ว และสร้างความบันเทิงและเป็นจุดสนใจของผู้คน

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ การสื่อสารในยุคหลังความจริงเน้นไปที่การจุดประกายให้เกิดความสนใจเหมือนจุดแสงบางอย่างให้สว่างวาบขึ้นมา เหมือนที่สื่อเคยพยายามมองว่าความสำคัญของการเป็นตะเกียงนั้นคือการส่องให้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในที่มืด

แต่ในโลกหลังความจริง สิ่งสำคัญไม่ใช่สิ่งที่แสงจากตะเกียงส่องไป แต่มันคือความสนใจของแสงตะเกียงที่สว่างวาบขึ้นมามากกว่าสิ่งที่ตะเกียงส่องไปเจอมากกว่า และใครที่ทำให้ความสว่างวาบนั้นมันทรงพลังมากกว่ากัน คนก็จะสนใจไปที่การจุดแสงสว่าง หรือพลังของความสว่างของตะเกียงที่อาจจะสว่างจนแสบตา จนไม่ได้สนใจว่าตะเกียงส่องไปหาอะไร ซึ่งก็หมายถึงพลังของอารมณ์และการนำเสนอเรื่องราวที่อาจจะสำคัญมากกว่าเรื่องราวเหล่านั้น หรือความสว่างขนาดนั้นอาจจะเกินจริงเสียจนทำให้สิ่งที่เคยอยู่ในมุมมืดมันสว่างจนมองไม่เห็น หรือเราไม่ได้เห็นลักษณะของสิ่งที่มันเป็นจริงมากนัก ถ้าแสงมันสว่างเกินจริงเสียขนาดนั้น

นั่นคือสิ่งที่เราคงจะต้องระมัดระวังในการอยู่กับสื่อใหม่ และมีสติกับการเมืองใหม่ในโลกของสื่อใหม่ ที่ในการนำเสนอของสื่อเองก็มีการเมืองและความสัมพันธ์ทางอำนาจอยู่ในนั้นมิใช่น้อย

หมายเหตุท่านสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จาก M.Shopova. “Reclaiming the Digital Space: Fighting Right-Wing Extremist Online”. FES Connect. July 2018., M.Shopova and K.Plamback. “Politics in the Digital Society”. FES Connect. July 2018. และ J.Keane. Post-Truth Politics and Why the Antidote Isn’t Simply “Fact-Checking” and Truth. The Conversation. March. 2018.

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

[email protected]