การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 ของมาเลเซียในวันที่ 9 พฤษภาคม ปีนี้ (พ.ศ.2561) ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด หัวหน้าพรรคเบอร์ซาตู วัย 92 ปี อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียจาก พ.ศ 2524-2546 ผู้รับเป็นหัวหน้าพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านได้รับชัยชนะเหนือนายนาจิบ ราซัค รักษาการนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคอัมโน ทั้งๆ ที่พรรคอัมโนนี้ชนะการเลือกตั้งมาโดยตลอด 13 ครั้งตั้งแต่ประเทศมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อ 61 ปีมาแล้ว
องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างความสำเร็จของ ดร.มหาธีร์ในการเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซียที่ครั้งที่ผ่านมาคือ นายไซเอ็ด ซาดิก นักการเมืองหนุ่ม อายุเพียง 25 ปี ผู้นำสายคนหนุ่มสาวของพรรคเบอร์ซาตูนั่นเอง แม้ว่าก่อนการเลือกตั้งจะมีการสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งพบว่า คนรุ่นใหม่ไม่สนใจการเมืองเนื่องจากไม่เชื่อว่าการเลือกตั้งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ และไม่เชื่อว่าผู้แทนราษฎรที่เลือกไปจะใส่ใจดูแลพวกเขาอย่างจริงจังอะไรนัก
แต่นายไซเอ็ด ซาดิก ชี้แจงว่า โดยความจริงแล้ว ชาวมาเลเซียรุ่นใหม่ให้ความสนใจการเมืองเพราะเป็นเรื่องอนาคตของพวกเขา แต่ที่พวกเขาต้องแสดงความคิดเห็นแบบเป็นกลางหรือบางคนอาจจะบอกว่าไม่ได้สนใจการเมืองเมื่อถูกสอบถามเนื่องจากพวกเขาไม่อยากถูกรังเกียจหรือไม่ชอบใจจากผู้ใหญ่ (เหมือนคนไทย) อาจทำให้ตกงานหรือถูกรังแกและอาจเดือดร้อนถึงครอบครัวได้ด้วย
ครั้นเมื่ออยู่ในคูหาเลือกตั้งซึ่งเป็นความลับก็พิสูจน์ออกมาว่ากลุ่มคนอายุน้อยกว่า 40 ปี เลือกลงคะแนนให้กับพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านมากว่าพรรครัฐบาลอย่างมโหฬาร
นายไซเอ็ด ซาดิก เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “พลังสึนามิเงียบจากคนรุ่นใหม่” อันเป็นปัจจัยหนุนพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นายไซเอ็ด ซาดิก อธิบายจากข้อมูลของคณะกรรมการการเลือกตั้งมาเลเซีย ว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่ม
ผู้มีอายุระหว่าง 21-39 ปี มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการเลือกตั้งเมื่อ พ.ศ.2556 โดยพิจารณาจากสัดส่วนของผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วก็จะพบว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มผู้มีอายุระหว่าง 40-49 ปี
ขณะที่หากพิจารณาเพิ่มเติมจะเห็นว่ากลุ่มผู้ที่มีสิทธิในการลงคะแนนอายุระหว่าง 21-30 ปี มีจำนวนมากเป็นสองเท่าของกลุ่มคนสูงวัย
นอกจากนี้การสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้พรรคแนวร่วมฝ่ายค้านได้รับชัยชนะ โดยเฉพาะในยุคที่ชาวมาเลเซียนิยมบริโภคข่าวผ่านทางช่องทางสื่อออนไลน์แบบส่วนตัว เช่น วอทส์แอพพ์ ซึ่งยากต่อการควบคุมของรัฐบาล

ที่สำคัญคือการสื่อสารในลักษณะนี้ยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก และเป็นกลุ่มที่ชี้ขาดผลการเลือกตั้งครั้งนี้อีกด้วย
นายไซเอ็ด ซาดิก เป็นคนรุ่นใหม่ผู้เป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเสนอตัวเข้าสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยการชูจุดเด่นเรื่องการเป็นปากเสียงของคนรุ่นใหม่ เช่น การมีที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยา อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และเงินกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาพร้อมๆ ไปกับนโยบายที่เป็นรูปธรรมด้วยการสร้างให้เมืองมูอาร์เป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของรัฐยะโฮร์ เพื่อผลักดันให้มาเลเซียขึ้นเป็นเสือเศรษฐกิจของเอเชียอีกครั้ง ทำให้คนทั้งประเทศมีความหวังครั้งใหม่จากการมีโอกาสเลือกงานทำจากเศรษฐกิจที่จะพุ่งทะยานด้วยนโยบายที่ถูกใจคนรุ่นใหม่ ทำให้เขาได้รับชัยชนะต่อคู่แข่งคนสำคัญ คือราซาลี อิบราฮิม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็น ส.ส.ในเขตมูอาร์มาแล้วสามสมัย และยังเป็นสมาชิกระดับสูงของพรรคอัมโน ในเขตมูอาร์ ของรัฐยะโฮร์ บ้านเกิดของเขา
ไซเอ็ด ซาดิก เติบโตมาจากครอบครัวชนชั้นกลางในมาเลเซีย จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอิสลามแห่งชาติมาเลเซีย ในระหว่างนั้นเขายังได้รับรางวัลชนะเลิศการโต้วาทีของ Asia’s Best Speaker Award จาก Asian British Parliament Debating Championship ถึงสามสมัย โดยสมัยที่สามคือเป็นช่วงเดียวกันกับปีสุดท้ายที่ศึกษาที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ก่อนที่เขาจะเข้าศึกษาต่อในวิทยาลัยทหารแห่งชาติมาเลเซีย
ไซเอ็ด ซาดิก เข้าสู่วงการเมืองใน พ.ศ.2559 ในฐานะโฆษกพรรคเบอร์ซาตู และเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ร่วมก่อตั้งพรรคด้วย ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2560 ปีที่แล้ว เขาเปิดเผยว่า เขาได้รับทุนเรียนต่อปริญญาโทด้านนโยบายสาธารณะ จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดที่อังกฤษ ซึ่งมีมูลค่าถึง 400,000 ริงกิต (ประมาณ 3 ล้านห้าแสนบาท) แต่ในเดือนตุลาคมปีเดียวกันเขาก็ประกาศไม่รับทุนการศึกษาเพื่อที่จะลงเล่นการเมืองอย่างเต็มตัวโดยการสมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2561

หลังการเลือกตั้งในวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2561 นายไซเอ็ด ซาดิก ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่ากระทรวงเยาวชนและกีฬา ที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นรัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดของมาเลเซียในรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีมหาธีร์ โมฮัมหมัด ผู้มีอายุ 92 ปี นับว่าเป็นรัฐบาลมาเลเซียที่มีคณะรัฐมนตรีแก่ที่สุดและหนุ่มที่สุดในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว
ครับ! เวลามีการพูดถึง “คนรุ่นใหม่” ในวงการเมือง สิ่งที่มักจะได้ยินเสมอคือคนรุ่นใหม่ขาดประสบการณ์ ไม่ประสีประสาในทางการเมือง ได้แต่คิดฝันสวยงาม ไม่เหมือนผู้ใหญ่วัยเกือบร้อยทั้งหลายที่คร่ำหวอดกับระบบราชการและการเมืองมานาน ในบางประเทศถึงขนาดจะเขียนพินัยกรรมลายแทงในการบริหารประเทศต่อไปหลังจากที่ตัวเองตายไปแล้วอีก 20 ปีด้วยอีกต่างหาก คำถามก็คือ ในโลกยุคนี้ที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปแบบแทบจะต่อกันไม่ติด เทคโนโลยีขับเคลื่อนสังคมและสร้างความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตและวิธีคิดของคนไปอย่างที่เรียกว่าย้อนกลับไม่ได้แล้ว การท่องคาถา “ประสบการณ์” อาจกลายเป็นสิ่งที่น่าหัวเราะเยาะไปในเร็ววันนะครับ
สำหรับกลยุทธ์หลักในการเข้าหาคนรุ่นใหม่กลุ่มต่างๆ ของไซเอ็ด ซาดิก คือการผลักดันให้แต่ละกลุ่มกล้าที่จะสะท้อนความคิดเห็นผ่านตัวแทน เช่น กลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่กำลังเรียน และกลุ่มที่จบการศึกษาไปแล้วทั้งที่ได้งานและยังไม่ได้งาน โดยเฉพาะกลุ่ม
วัยรุ่นที่ยังตกงาน ซึ่งมีอัตราการสูงเป็นสี่เท่าของอัตราการว่างงานเฉลี่ยในประเทศ นอกจากนี้นักเรียนบางคนยังต้องแบกรับภาระหนี้สินจากเงินกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาจำนวนมาก
นายไซเอ็ด ซาดิก พยายามเข้าถึงผู้นำกลุ่มอาชีพต่างๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรคเพื่อเป็นตัวแทนสะท้อนความต้องการของพวกเขา เช่น ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ซึ่งมีอยู่หลายหมื่นคน กลยุทธ์อีกอย่างคือการที่เขาใช้สื่อโซเชียลเพื่อพูดคุยกับฐานผู้ติดตาม โดยเฟซบุ๊กมีผู้ติดตามราว 218,000 คน มีผู้ติดตามผ่านอินสตาแกรมกว่า 1 ล้านคน และทางทวิตเตอร์ 454,000 คน
บทเรียนทางการเมืองของนายไซเอ็ด ซาดิก อาจจะประยุกต์ใช้กับเมืองไทยในปีหน้าก็ได้นะครับ

