นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เชื่อมั่นว่าภายหลังเลือกตั้ง จะไม่มีรัฐบาลพรรคเดียวแน่นอน และพรรครวมพลังประชาชาติไทย หรือ “รปช.” ก็จะได้เป็นรัฐบาล
ส่วน ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ที่เพิ่งจะได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรค รปช. เชื่อเหมือนนายสุเทพที่ว่าพรรค รปช.มีโอกาสเป็นรัฐบาล แต่จะสนับสนุนให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นยังไม่มีประโยชน์ที่จะคิดล่วงหน้า ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับจะตัดสินใจอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดหรือไม่
ตอนนี้มีพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นเพื่อที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างน้อยก็ 2 พรรค โดยมี “พรรคพลังประชารัฐ” เป็นตัวหลัก
แต่ถ้าครุ่นคิดให้ดีก็จะเห็นว่า ไม่มีคุณสมบัติข้อใดเลยที่ พล.อ.ประยุทธ์จะเหมาะกับเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนต่อไป
เพราะแม้แต่กับบทบาทหน้าที่ ความมีอยู่ของ “สื่อมวลชน” พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังไม่เข้าใจ
ช่างภาพจะถ่ายรูปนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็น “บุคคลสาธารณะ” ตำรวจสันติบาลยังออกคำสั่งให้ช่างภาพทำความเคารพนายกรัฐมนตรีทั้งก่อน และหลังถ่ายภาพ จนเป็นที่น่าขบขัน
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสื่อมวลชนติดตามถามไถ่ถึงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลประจำปี พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังถึงกับบอกว่า “การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารเป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรี ไม่เกี่ยวกับสื่อ”
“สื่อมวลชน” ในมุมมองของ พล.อ.ประยุทธ์เหมือน “ส่วนเกิน” ของสังคมที่ก่อความเดือดร้อนรำคาญให้กับ “บุคคลสาธารณะ”
พล.อ.ประยุทธ์จะไม่มีความรู้ด้วยซ้ำไปว่า มีอาชีพสื่อมวลชนเอาไว้ทำไม ทั้งยังอาจจะไม่ทราบด้วยว่า ตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” กับ “รัฐมนตรี” นั้นไม่ว่าจะมาตามครรลองประชาธิปไตยหรือมาจากรัฐประหาร ก็ถือเป็นบุคคลสาธารณะที่สังคมสามารถตรวจสอบได้
พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับประชาธิปไตยเหมือนนักการเมืองในสายพลเรือน
ทำให้รู้สึกแปลกใจกับสังคมการเมืองไทยที่จู่ๆ ก็มีพรรคการเมืองใหม่ๆ เกิดขึ้น และเตรียมจะประเคนเก้าอี้ “นายกรัฐมนตรี” ให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น “ผู้นำรัฐประหาร” ล้มล้างรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
พล.อ.ประยุทธ์ได้อำนาจมาด้วยการใช้กำลังรบและอาวุธในขณะเป็นใหญ่อยู่ในกองทัพ
ไม่ใช่ “ตัวแบบ” ที่มีความศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกทำไม !?!!

