รอพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญอีก 2 ฉบับ คือ …ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ …ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลคงจะหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้
ส่วนจะเป็นเมื่อใด อย่างเร็วคือเดือนกุมภาพันธ์ อย่างช้าคือเดือนพฤษภาคม หรืออาจจะออกมาตรงกลาง คือเดือนเมษายน 2562 อาจเป็นไปได้
ระหว่างนี้ เริ่มมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองบ้างแล้ว โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่จัดส่งสมาชิกพรรคลงสมัครทั้งสมาชิกสภาเขตและสมาชิกบัญชีรายชื่อ
เช่นเดียวกัน ผู้ที่มีความประสงค์จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาต่างขยับเนื้อขยับตัวหาช่องทางความเป็นไปได้ให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะนำเสนอความคิดเห็นผ่านผู้ที่จัดส่ง หรือเสนอตัวเองให้กลุ่มที่ต้องมีการเลือกไขว้
ที่ยังไม่ออกมาแน่นอนวันนี้ คือไม่ทราบแน่ชัดว่า หลังพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประกาศใช้แล้ว การเลือกระบบไพรมารีโหวตจะเป็นอย่างไร จะใช้หรือไม่ใช้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติต้องตัดสินใจ
เห็นว่าการตัดสินใจต้องใช้มาตรา 44 ด้วยเหตุที่หากจะแก้ไขพระราชบัญญัติไม่ทันการแน่
ระหว่างนี้ นายกรัฐมนตรีต้องให้ความมั่นใจกับคนไทยและรัฐบาลต่างประเทศว่าจะประกาศแน่นอนให้มีการเลือกตั้งเมื่อใด ด้วยมีเวลาอีกเพียงไม่ถึง 7 เดือนดีนัก
ขึ้นชื่อว่ารัฐบาลมาจากรัฐประหาร ถึงอย่างไรวันนี้ได้เปรียบพรรคการเมืองที่หลายพรรคตั้งไข่ล้ม ต้มไข่กิน นักการเมืองซึ่งเตรียมตัวแต่หัววันจะลงสมัครรับเลือกตั้งยังตัดสินใจไม่ได้ว่าลงพรรคไหนดี
พรรคที่มีอยู่เดิม พยายามรักษาสมาชิกทั้งที่เป็นคะแนนเสียง ทั้งที่จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ความต้องการวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง หรือผู้ที่ต้องการสนับสนุนพรรคการเมือง ต้องการจะทำอะไรให้เปิดเผยมากกว่าจะทำลับๆ ล่อๆ พูดอะไรไม่เต็มปาก ด้วยหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติยังมีมาตรา 44 ไว้ในกำมือ แม้จะบอกว่าไม่ต้องการใช้ แต่เชื่อไม่ได้ดอกว่านึกจะใช้ขึ้นมาเมื่อไหร่ คงใช้ไม่ให้รู้ตัว
การมีมาตรา 44 ไว้ในมือผู้มีอำนาจตัดสินใจ เหมือนกับเหน็บดาบขัดหลังไว้ ไม่รู้ว่าวันดีคืนดีจะชักออกมาขู่ หรือชักออกมาใช้เมื่อไหร่
ของพรรค์นี้ ไว้ใจใครได้ จริงไหม
การสร้างความสามัคคีในบ้านเมือง ต้องสร้างขึ้นจากผู้อยู่ใต้ปกครองที่ยินยอมพร้อมใจเลือกผู้ปกครองด้วยเสียงข้างมากด้วยการลงมติเป็นฉันทานุมัติ มีวาระการเลือกแน่นอน หรือมีกติกาแน่นอนว่า หากผู้ปกครองที่เขาเลือกให้เข้าไปทำหน้าที่ออกนอกลู่นอกทาง อีกฝ่ายหนึ่งสามารถบอกกล่าวกับผู้ที่เลือกฝ่ายปกครองว่าประพฤติปฏิบัติมิชอบ ขอเสียงจากผู้เลือกข้างมากผ่านสื่อมวลชน
การเกิดขึ้นลักษณะเช่นนี้ เขาเรียกว่า “ประชาธิปไตย” คือประชาชนมีสิทธิเลือกข้างได้ตลอดเวลา
ไม่จำเป็นว่า เป็นสมาชิกของฝ่ายใดแล้วต้องอยู่กับฝ่ายนั้นตลอดไป
ดังนั้น วันนี้แม้กฎหมายจะระบุชัดเจนว่า ต้องสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมือง การลาสมัครรับเลือกตั้งต้องสมัครในนามพรรคการเมืองนั้น หากเมื่อเวลาผ่านไป สมาชิกของพรรคการเมืองนั้นอาจย้ายไปอยู่กับพรรคการเมืองอื่นได้ ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมืองนั้นจนกว่าจะหาชีวิตไม่ หรือจนกว่าเลิกเล่นการเมือง วันนี้ นิสิตนักศึกษากลับเข้าสถาบันการศึกษาของเขาแล้ว ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในรั้วสถาบัน การศึกษาไปหวงห้ามไม่ได้ เพราะการเรียนคือการศึกษาเพื่อเรียนรู้เรื่องของบ้านเมือง เรื่องของการเมือง
ดังนั้น นับแต่นี้หากมีความเคลี่อนไหวทางการเมืองในสถาบันการศึกษา อย่าไปปิดกั้นเชียวนะ
จะบอกให้ หากเกิดอะไรขึ้น ประเดี๋ยวจะหาว่าไม่บอก

