เมื่อสัปดาห์ก่อนเราพูดถึงนัตในฐานะที่เป็นระบบความเชื่อที่ซับซ้อนในสังคมพม่า โดยยกตัวอย่างนัตประจำบ้าน และนัตประจำหมู่บ้าน ที่แตกต่างกันออกไป ชี้ให้เห็นความเป็นปัจเจกของสังคมพม่า สำหรับในสัปดาห์นี้ ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงนัตเพื่อนำมาอธิบายโครงสร้างการเมืองของพม่า โดยใช้แนวคิดของเมลฟอร์ด อี. สปิโร นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน เหมือนเดิม สปิโรเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าระบบความเชื่อเรื่องนัตแทบไม่ต่างกับการจัดลำดับการปกครองในพม่ายุคโบราณ พระมหากษัตริย์เปรียบได้กับนัต ซึ่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของระบบ พระราชอาณาจักรของพระองค์เปรียบเหมือนระบบความเชื่อเรื่องนัต ภายในอาณาจักรอันกว้างใหญ่ กษัตริย์ทรงส่งคนของพระองค์ที่เรียกว่าเจ้าเมือง หรือ “หวุ่น” ให้ปกครองเมืองและหัวเมือง แต่เจ้าเมืองเหล่านี้ ที่ส่วนใหญ่เป็นเชื้อพระวงศ์ ปกครองจากเมืองหลวง กษัตริย์จึงทรงต้องแต่งตั้งคนในท้องถิ่นเพื่อให้ปกครองหมู่บ้านภายในเมืองเพิ่ม เรียกว่าผู้ใหญ่บ้าน หรือ “เมี้ยวตะจี”
ประชากรในหมู่บ้านแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ “อะติน” คือประชากรหรือที่อาจเรียกว่าไพร่ทั่วๆ ไป และ “อะมู่ดัน” ซึ่งเป็นคนของผู้ใหญ่บ้านโดยตรง ประหนึ่งไพร่หลวงที่พร้อมออกรบ เมื่อมีคำสั่งจากเมืองหลวงมา อะมู่ดันมีความจงรักภักดีต่อผู้ใหญ่บ้านในฐานะที่ผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวหน้าชนเผ่า ความสัมพันธ์นี้ทำให้อะมู่ดันมีความผูกพันกับผู้ใหญ่บ้านของตนเอง และแม้จะต้องเดินทางออกไปไกลในการศึกสงคราม ก็จะกลับมาสวามิภักดิ์ต่อผู้ใหญ่บ้านเสมอ สปิโรชี้ให้เห็นว่าหัวหน้าหมู่บ้านเปรียบเสมือนผีนัตประจำหมู่บ้านสำหรับอะมู่ดันทุกคน ในระดับอาณาจักร ระบบความเชื่อนี้ก็ยังคงอยู่เพราะกษัตริย์พม่านับตั้งยุคพุกามมาเชื่อว่าเขาโปปปาเป็นที่สถิตของนัตประจำอาณาจักร ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่าระบบความเชื่อเรื่องนัตมีจุดกำเนิดและมีพัฒนาการควบคู่กับการเกิดรัฐโบราณในพม่า และโครงสร้างของนัตก็คือภาพเสมือนของโครงสร้างการปกครองในอาณาจักรนั่นเอง
รัฐโบราณในพม่าได้รับอิทธิพลทั้งในเชิงโครงสร้างและระบบความเชื่อจากอินเดีย จอร์จ เซเดส์เรียกอาณาจักรในยุคแรกๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าเป็น “Indianized States” หรือรัฐที่ผ่านการทำให้เป็นอินเดียมาแล้ว โดยเฉพาะในด้านศาสนาและการปกครอง อาณาจักรก็เปรียบเสมือนจักรวาลแบบฮินดู-พุทธ หรือเขาพระสุเมรุ กษัตริย์เปรียบเสมือนพระอินทร์ที่อาศัยอยู่ในเขาพระสุเมรุ ส่วนพระบรมวงศานุวงศ์อื่นๆ ก็เปรียบกับเทวดาที่อาศัยในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อาณาจักรแบ่งออกเป็นเมืองเล็กใหญ่ ที่มีพระบรมวงศานุวงศ์ไป “กินเมือง” แฮร์รี่ ชอร์โต (Harry Shorto) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามอญเคยวิเคราะห์ไว้อย่างน่าฟัง (แต่คนพม่าส่วนใหญ่อาจจะไม่เชื่อคำอธิบายของชอร์โต) ว่าแท้จริงแล้วความเชื่อเรื่องนัต 37 ตนเป็นความเชื่อของคนมอญ และนัตทั้ง 37 ตนก็เป็นนัตของมอญที่ถูกนำเข้าไปในพุกามหลังพระเจ้าอโนรธาทรงบุกไปตีเมืองสะโตงและได้รับชัยชนะเด็ดขาดในปี 1057 (พ.ศ.1600)
อย่างที่ทราบกันดีว่าศาสนาพุทธเข้ามาผ่านหัวเมืองมอญที่อยู่ทางตอนใต้ ดังนั้นชอร์โตจึงสันนิษฐานว่านัตทั้ง 37 ตน อาจมีที่มาจากสะโตง ที่มีเมืองย่อยๆ อีก 32 เมือง รวมเป็นนัตจากเมืองมอญทั้งสิ้น 33 ตน (อีกตนหนึ่งคือพระอินทร์ ซึ่งถือเป็นเทพ และนัตอีก 3 ตนอาจจะเพิ่มมาในภายหลัง) ความเกี่ยวข้องระหว่างนัตกับการเกิดขึ้นของรัฐโบราณในพม่ายังเห็นได้จากที่มาของนัตหลายตนที่มีเชื้อสายกษัตริย์ ที่ล้วนมีสาเหตุการตายที่ไม่ปกติ ตั้งแต่ถูกวางยาพิษ อุบัติเหตุ และการฆาตกรรม และยังมีนัตบางตนที่เคยเป็นกบฏและถูกสั่งประหารชีวิต บ้างเพียงถูกสงสัยว่าเป็นภัยต่อราชบัลลังก์ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ “มหาคีรีนัต” หรือเทพแห่งขุนเขา ซึ่งชาวพม่านับถือว่าเป็นนัตที่มีอานุภาพมากที่สุด ก็ถูกประหารชีวิตเพราะถูกใส่ร้ายว่าเป็นกบฏและเป็นหอกข้างแคร่ หม่อง ทิน อ่อง นักประวัติศาสตร์ชื่อดังของพม่าอธิบายไว้ว่ารัฐโบราณในพม่าไม่เคยมีเสถียรภาพ กษัตริย์แทบทุกพระองค์ต้องเผชิญกับกบฏ ทำให้กษัตริย์พม่าทรงระแวงเป็นพิเศษและตัดสินประหารผู้ที่พระองค์สงสัยว่าจะเป็นกบฏหรือแสดงว่ามีบุญญาบารมีมากกว่าพระองค์อยู่เนืองๆ เมื่อคนเหล่านี้ตายไป ก็ถูกยกย่องให้กลายเป็นผีนัตโดยพระราชอำนาจของกษัตริย์ เท่ากับว่ากษัตริย์เป็นผู้สร้างระบบระเบียบที่เคร่งครัดให้ระบบความเชื่อเรื่องนัต 37 ตนนั่นเอง
ข้อสังเกตของสปิโรข้อนี้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเมื่อพิจารณาพิธีกรรมที่เกี่ยวกับนัตเพิ่มเติม เมื่อมีเทศกาลนัตประจำปี “นัตกะด่อ” หรือร่างทรงนัต จะร้องบทสวดที่เกี่ยวกับนัตแต่ละตน ในบทสวดนั้นประกอบด้วยตำนานและเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับนัตตนนั้นๆ ซึ่งโดยมากเกี่ยวกับ “บาป” ที่นัตแต่ละตนเคยทำมาเมื่อยังมีชีวิต และยังอธิบายถึงสาเหตุการตายด้วย ไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่ากษัตริย์พม่าในยุคโบราณต้องการใช้ระบบความคิด-ความเชื่อเรื่องนัตเป็นบทเรียนเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับศัตรูของพระองค์ แต่บทสวดเหล่านี้สะท้อนว่ากษัตริย์พม่าอาจต้องการสร้างความกลัว และมองว่าการกบฏต่อราชบังลังก์เป็น “บาป” อันจะทำให้พบจุดจบที่ร้ายแรง และอาจจะต้องกลับมาเกิดใหม่เป็นนัต ซึ่งไม่มีใครปรารถนา (ชาวพม่าเชื่อเรื่องนิพพาน และต่างมีจุดประสงค์เพื่อบรรลุนิพพาน)
ทุกปีเมื่อมีงานเฉลิมฉลองนัตที่หมู่บ้านต่องปโยน เราจะเห็นความเชื่อมโยงทั้งหมดนี้ เวทีจัดพิธีหลักถูกเปลี่ยนให้เป็นราชสำนักจำลอง เพราะชาวพม่าเชื่อว่านัตอาศัยอยู่ในวัง และมีสถานะไม่ต่างจากกษัตริย์ พิธีที่ต่องปโยนถูกจำลองให้นัตมีเรือราชพิธี มีฉัตร ข้าทาสบริวาร และมีพระมเหสีทั้งสี่คอยปรนเปรอนัตตลอดช่วงเทศกาล 7 วัน อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน การนับถือนัตของคนพม่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่เราก็ยังเห็นคนพม่านับถือนัตที่ครอบครัวตนเองนับถือ นัตในท้องถิ่น หรือนัตของกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น หม่อง หม่องอาจนับถือนัตที่ครอบครัวนับถือ และเป็นนัตประจำหมู่บ้านของหม่อง (ไม่จำเป็นต้องเป็นนัตในนัต 37 ตน) ความเชื่อเรื่องนัตเป็นระบบความเชื่อที่มีความซับซ้อน และหากเราเชื่อตามคำอธิบายของสปิโรว่าระบบของนัตเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการถือกำเนิดขึ้นของรัฐ เราก็ควรจะเชื่อด้วยว่านัตยังอยู่คู่กับสังคมพม่า และระบบความเชื่อนี้ยังมีอิทธิพลต่อการบริหารปกครองบ้านเมือง ผู้ปกครองพม่ายุคใหม่ยังมองตนเองว่าเป็นนัตที่สิงสถิตอยู่บนยอดเขาสูง ศักดิ์สิทธิ์เหนือเทพทั้งปวง และไม่ต้องการลงมาสุงสิงปะปนกับมนุษย์โลก
ตราบใดที่ผู้ปกครองยังมองว่าประชาชนเปรียบเหมือนผู้คนที่นำเอาข้าวของมาเซ่นไหว้นัต เพื่อรอให้นัตดลบันดาลให้เกิดความสุขสวัสดี พม่าก็คงจะมีระบอบการปกครองที่เหมือนมนุษย์มนาอื่นๆ ได้ยาก…
ลลิตา หาญวงษ์
[email protected]

