จุด “ต่าง” ระหว่างคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) กับ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ในเรื่อง “ประชามติ”
อาจเป็นเรื่อง”ธรรมดา” อาจเป็น “เรื่องเล็ก”
“ประเด็นคำถามพ่วงให้เป็นหน้าที่สนช.ไปชี้แจงกับประชาชนเอง เพราะรู้เหตุผลว่าเหตุใดถึงเสนอคำถามแบบนั้น”
เป็นท่าที”กรธ.”อันแถลงโดย นายอมร วาณิชวิวัฒน์ “โฆษก”
“กรธ.มีหน้าที่ชี้แจงสาระของร่างรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน ส่วนคำถามพ่วงเป็นหน้าที่สนช. อาจรวมกับสปท.ที่เป็นเจ้าของคำถาม เมื่อประชาชนสงสัยถามมาเขาจะได้ตอบได้”
เป็นการอธิบายจาก นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.อีกครั้ง
คำแถลงทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะโดย “ประธาน” ไม่ว่าจะโดย”โฆษก”จากคณะกรรม การร่างรัฐธรรมนูญ
เป็นเรื่องของ “ธุรการ” ตาม “ระบบ”
กระนั้น เมื่อพิจารณา “ข้อสังเกต” บางประการอันมาจาก นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ ในฐานะ”โฆษก”กรธ.
ก็ต้อง “ล้างหู” รับฟังอย่างมากด้วย”โยนิโสมนสิการ”เป็นพิเศษ
“เป็นห่วงว่าประชาชนจะสับสนกับคำถามพ่วง เพราะเขาอธิบายไม่ชัดว่าจะให้ส.ว.มีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีตั้งแต่กระบวนการไหน และหนักใจอยู่เหมือนกัน เพราะอาจดูเหมือนว่าคำถามจะขัดกับหลักการของกรธ.”
ตรงนี้แหละที่อาจกลายเป็น “ไม่ธรรมดา”
ตรงนี้แหละที่อาจทำให้กระบวนการ “ประชามติ” ดำเนินไปด้วยความแปลกและแปร่ง
ทำให้คิดถึง “อุปมา”ฉันใดอุปมัยฉันนั้นของ นายแก้วสรร อติโพธิ
อย่าลืมเป็นอันขาดว่าเคยมีคนในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกล่าวอย่างเปรียบเทียบว่า
การร่างรัฐธรรมนูญก็เหมือนกับ “การสร้างบ้าน”
“สถาปนิก” ย่อมเป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน แต่คำถามก็คือ “เจ้าของบ้าน” หรือ “ผู้ว่าจ้าง”ให้ออกแบบเป็นใคร
ข้อสังเกตจาก นายแก้วสรร อติโพธิ เป็นอย่างนี้
“ทีมสถาปนิกต้องคุยกันให้ขาดไปเลย ไม่ใช่พอตกลงกันไม่ได้แล้วมาถามพ่วงไปพ่วงมาแบบนี้
“พอเจ้าบ้านเขาอภิปรายว่าจะเอาห้องใต้ดินไว้ทำอะไร
“สถาปนิกก็บอกว่า ห้ามชี้นำเสียอีก
“ที่จริงต้องโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญก่อนแล้วให้ไปแก้บางมาตราทีหลังว่าให้ส.ว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีได้”
เป็นอันชัดว่า “สถาปนิก” เป็นใคร
เป็นอันชัดว่านอกจาก “สถาปนิก” แล้วยังมี “สถาปนึก” รวมอยู่ด้วย
เป็นอันชัดว่า “เจ้าบ้าน” เป็นใคร
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า “สถาปนิก”มิได้มีแต่เพียง “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ”เท่านั้น หากยังมีข้อเสนอจาก “คสช.”หากยังมีข้อเสนอจาก “ครม.” หากยังมีข้อเสนอ
จาก “สนช.” หากยังมีข้อเสนอจาก “สปท.”
“คำถามพ่วง”มาจาก “สนช.” และ “สปท.”
กระบวนการ “ประชามติ” ต่อร่างรัฐธรรมนูญและแถมด้วย “คำถามพ่วง”จึงสะท้อนกระบวนการทำงาน
เหมือนกับเป็นการทำงานของ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ”
แต่เอาเข้าจริงๆยังเท่ากับเป็นการทำงานของ 1 คสช. 2 ครม. 3 สนช. และ 4 สปท.ผนวกรวมเข้าไปด้วย
“คำถามพ่วง” จึงตามมา “ทีหลัง”
เป็นคำถามพ่วงและเนื่อหาพ่วงอันงอกมาจาก “สถาปนิก” ที่แวดล้อม “สถาปนิก”
เส้นทาง “ประชามติ” จึงต้องรกและรุงรังด้วย “คำถามพ่วง” เป็นเหมือนกับ “ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้”

