พรรคภูมิใจไทย ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคชาติไทยพัฒนา ของนายบรรหาร ศิลปอาชา ประกาศ “ไม่เป็นตัวถ่วง”
ยอมให้ “รัฐธรรมนูญ” ผ่านไปเรียบร้อยแล้ว
คงมีพรรคขนาดกลางและเล็ก ทยอยแสดงจุดยืนแบบนี้ออกมาเรื่อยๆ
ตอนนี้เหลือพรรคใหญ่ 2 พรรค คือ เพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ที่ยังมีจุดยืน “ต้าน” อยู่
เพื่อไทยนั้นไม่ต้องพูดถึงมาก
ต้องเป็นตัวถ่วงสถานเดียว
เพราะหากปล่อยรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง ผ่าน “ตายหยังเขียด” สถานเดียว
แต่สำหรับประชาธิปัตย์แล้ว ต้องยอมรับว่ามีโอกาสผันแปรสูง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรค แม้แถลงคว่ำ “คำถามพ่วง” เด็ดขาด 100%
แต่รัฐธรรมนูญยังกั๊กอยู่
ขณะที่เมื่อวันที่ 2 เมษายน นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเสียงดังฟังชัดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ว่า
“ผมเปรียบเหมือนนักกีฬา เขาเขียนกติกามาให้เล่นก็ลงไปเล่น ไม่รับก็อย่าไปเล่น ที่ผ่านมาเมืองไทยอยู่กับการโกงแล้วไม่ถูกลงโทษ ในเมื่อเขาเปิดช่องว่าเมื่อคนโกงต้องถูกลงโทษ ก็น่าจะดีสำหรับประเทศไทย เพราะเรามีเสรีภาพ แต่ที่ผ่านมาเสรีภาพถูกเอาไปใช้แบบเสรีพวกในการกินมากกว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาแล้ว คุกมีไว้ขังสำหรับคนทุจริต ก็น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ อย่างไรก็ตามเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ควรมองมิติเดียว ควรมองในหลายมติ เช่นมิติของชุมชนด้วย อะไรก็ตามที่ไม่ได้ลิดรอนสิทธิประชาชนมากไป มีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็ง ประชาชนยังมีทางออก แบบนั้นพอรับได้”
ส่วนเรื่องการเพิ่มอำนาจให้ ส.ว.นั้น
นายจุติแม้ยอมรับว่าคนที่เป็นนักการเมืองไม่พอใจ แต่ก็บอกว่า
“เมื่อกติกาเป็นอย่างนี้ก็ต้องยอมรับ อย่างที่บอก ไม่พอใจก็ไม่ต้องลง หากคุณจะบอกว่าจะรอให้มันมีเสรีภาพมากกว่านี้ คุณก็คอยไป ผมเป็นคนที่ไม่เลือกเงื่อนไข ทำเพื่อประชาชน”
แม้อาจจะมีผู้มองว่า เป็นความเห็นส่วนตัวของนายจุติ
แต่หมวกเลขาธิการพรรคที่สวมอยู่ ก็คงทำให้ปฏิเสธความเป็นเลขาธิการพรรคไปไม่ได้
เมื่อหัวหน้าพรรคไปทาง เลขาธิการพรรคไปทาง
สะท้อนปัญหาความมีเอกภาพอย่างแน่นอน
และก่อนหน้านี้ นายชวน หลีกภัย ซึ่งมีอิทธิพลสูงในพรรคก็ไปพูดบนเวทีสถาบันพระปกเกล้า ในทำนองสนับสนุน รัฐธรรมนูญปราบโกงเช่นกัน
ขณะที่แกนนำพรรคที่ไปเคลื่อนไหวร่วมกับ กปปส.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็คงมีจุดยืนเอนไปทางมวลมหาประชาชน นั่นคือหนุน “คสช.เต็มที่”
แม้วันนี้ เสียงปฏิรูปก่อนเลือกตั้งจะแผ่วลง หลัง คสช.ส่อว่าจะเลือกตั้งก่อนแล้วค่อยปฏิรูป
แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีขัดแย้งกัน
จะเห็นจากกรณีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษกมูลนิธิมวลมหาประชาชน ออกมาแสดงท่าที “ยอมรับ” ได้สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับของนายมีชัย ฤชุพันธุ์
แถมยังบอกว่าได้พูดคุยกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แล้ว มีความเห็น “รับได้” เช่นกัน และพร้อมจะแสดงจุดยืนนี้ต่อสาธารณชนเร็วๆ นี้
ในพรรคประชาธิปัตย์จึงมากด้วยหลายขั้ว หลายความคิด
จะอวดว่านี่คือประชาธิปไตยก็อวดได้
แต่มันก็ทำให้เราทั้งหลายต้องทำใจว่า พรรคประชาธิปัตย์อาจจะพลิกไปเล่นหน้าไหนก็ได้ทั้งนั้น
เมื่อเทียบความเป็น “ตัวถ่วง” กับพรรคเพื่อไทยแล้ว คงเทียบกันยาก
ต้องดูกันไปเรื่อยๆ
ดูแบบเข้าใจ จะพลิกผันอะไรไป ก็เข้าใจ ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง

