7สิงหาคม รัฐบาลสหรัฐประกาศคว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่านรอบใหม่ ทั้งนี้ เพื่อกดดันให้ “เตหะราน” เปิดการเจรจาข้อตกลงเรื่องอาวุธนิวเคลียร์รอบใหม่
“โดนัลด์ ทรัมป์” เตือนว่า “บรรดาประเทศที่ทำการค้ากับอิหร่านจะดีลกับสหรัฐมิได้”
อิหร่าน “งานเข้า” แน่แล้ว
คู่ค้าอิหร่าน “พลอยฟ้าพลอยฝน” ไปด้วย
นายฮัสซัน รูฮานี ประธานาธิบดีอิหร่าน ตำหนิสหรัฐว่า “พลางถือมีด พลางขอเจรจา”
เป็นพฤติกรรมที่ปราศจากความจริงใจ
ฉะนั้น จึงขอให้ “วอชิงตัน” ถอนการคว่ำบาตรก่อน
แต่ประชาชนอิหร่านไม่ประสงค์เห็นความแข็งกร้าวของรัฐบาล เพราะตั้งแต่ “รัฐบาลทรัมป์” ถอนตัวออกจากการเจรจาปัญหาอาวุธนิวเคลียร์เมื่อไม่นานมานี้ เป็นที่ประจักษ์ว่า สถานะทางเศรษฐกิจของอิหร่านซบเซาตกต่ำ ถ้าบวกกับการคว่ำบาตรของสหรัฐแล้ว ปัญหาเงินเฟ้อ คนตกงาน ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจอื่นจะต้องมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ประชาชนอิหร่านกำลังโอดครวญว่า “ชีวิตความเป็นอยู่ถูกทำลาย”
ด้วยหลักของตรรกะ ไม่ว่ารัฐบาลใด ถ้าแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไม่ได้ ไม่มีรัฐบาลใดอยู่ได้ เพราะเป็นหน้าที่หลักของฝ่ายบริหาร
ถ้า “รูฮานี” อยาก “อยู่ยาว” ก็ต้องเปิดการเจรจาตกลงปัญหาอาวุธนิวเคลียร์
“โดนัลด์ ทรัมป์” ได้เซ็นคำสั่งคว่ำบาตรวันที่ 6 สิงหาคม โดยให้มีผลในวันรุ่งขึ้น
เป็นมาตรการที่มุ่งกดดัน “เตหะราน” ที่ใหญ่ที่สุด หลังจากที่ “ทรัมป์” ตัดสินใจให้สหรัฐถอนตัวออกจาก “การเจรจาปัญหานิวเคลียร์” เมื่อเดือนพฤษภาคม ศกนี้
เป็นการคว่ำบาตรที่ปฏิบัติต่ออิหร่านที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในกาลอดีต
“ทรัมป์” เขียนลงใน Twitter เมื่อวันที่ 7 ความว่า “เดือนพฤศจิกายน การคว่ำบาตรจะยกขึ้นอีกหนึ่งระดับ ผู้ใดที่ทำการค้ากับอิหร่านนั้น จะมาทำการค้ากับสหรัฐมิได้ เรื่องที่ข้าพเจ้าต้องการนั้นคือความสันติภาพของโลกร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม”
รายละเอียดการคว่ำบาตร ได้แก่ ห้ามคู่ค้าขายเงินดอลลาร์สหรัฐให้แก่อิหร่าน ห้ามอิหร่านทำการซื้อขายทองคำ เหล็กกล้า อะลูมิเนียม ตลอดจนคว่ำบาตรธุรกิจรถยนต์ เป็นต้น
ทั้งนี้ เว้นแต่อิหร่านยอมปฏิบัติตามคำร้องขอของสหรัฐ
มิฉะนั้น ทำเนียบขาวจะเพิ่มมาตรการที่รุนแรงยิ่งขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน เป็นต้นไป
1 คือคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันดิบ
อีก 1 คือ คว่ำบาตรค่าระวางสินค้า
“รูฮานี” ตอบโต้รุนแรงแข็งกร้าวและยืนยันในวันเดียวกันว่า “เตหะราน” ไม่มีความประสงค์ที่จะทำการเจรจากับ “วอชิงตัน” รอบใหม่
เขากล่าวว่า “ถ้าท่านใช้มีดแทงผู้อื่น แล้วมาขอเจรจานั้น ก่อนอื่นต้องปลดมีดออกก่อน”
“รูฮานี” กล่าวหา “ทำเนียบขาว” ว่ากำลังเริ่มต้นสงครามจิตวิทยา (Psychological War) เพราะ
“การเจรจาภายใต้บรรยากาศการคว่ำบาตรนั้น ไม่สอดคล้องกับสามัญสำนึก”
แต่ดูประหนึ่งว่า ประชาชนอิหร่านมิได้แข็งกร้าวเหมือนกับ “รูฮานี” เหตุผลคือ
เศรษฐกิจอิหร่านเกิดวิกฤตก่อนการคว่ำบาตรของสหรัฐ เช่น เงินตราลดค่า รัฐบาลควบคุมไม่ได้ จนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ ชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง ระบบธุรกรรมธนาคารสับสน ตลอดจนปัญหาการตกงาน นับวันหนักขึ้นมากขึ้น
จึงเป็นเหตุทำให้เกิดการเดินขบวนประท้วงในหลายเมืองด้วยกัน
แม้รัฐบาลแก้ต่างว่า มีนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามทำการปลุกระดมอยู่เบื้องหลัง
แต่นักสังเกตการณ์ยืนยันว่า ความไม่พอใจรัฐบาลนั้น มีอุณหภูมิสูงขึ้นตามลำดับ
พอสรุปความเดือดร้อนของประชาชนอิหร่านได้ ดังนี้
1 คือ ราคาสินค้าสูงขึ้นเป็นระลอกสอง สาเหตุคือเกิดจากรัฐบาลฉ้อราษฎร์บังหลวง หากมิใช่เกิดจากการคว่ำบาตรของสหรัฐ เขาเหล่านั้นเห็นว่า โครงสร้างทางการเมืองของประเทศมีปัญหา แต่ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี ไม่มีความสามารถในการแก้ไขสถานการณ์
1 คือ สภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ระดับคนงานตายแน่ มิพักต้องสงสัย บ้านต้องเช่า ข้าวต้องซื้อ แต่รัฐบาลไม่สนใจคนงานระดับรากหญ้าแต่ประการใด
1 คือ ประชาชนด่าทอสาปแช่งรัฐบาล สาปแช่งในประเด็น “ผู้นำฉ้อราษฎร์บังหลวง” และบางคนเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เผชิญอยู่ จึงส่งบุตรไปสหรัฐและแคนาดา ค่าใช้จ่ายก็เกิดขึ้นเป็นเหตุให้จนอยู่แล้วยิ่งจนมากขึ้น
และอีก 1 คือ รำพึงรำพันราคาสินค้าที่สูงขึ้น เพราะสูงขึ้นก่อนที่สหรัฐจะทำการคว่ำบาตรถึง 3-4 เดือน และเชื่อว่าในที่สุด ผู้นำอิหร่านก็จำเป็นจะต้องกลับไปนั่งโต๊ะเจรจากับ “โดนัลด์ ทรัมป์” เพื่อกิน “ยาพิษ” อย่างหลีกเลี่ยงมิได้
ย้อนกลับไปกาลอดีตเมื่อปี 1988 ได้มีการเซ็นสัญญา “หยุดยิง” ระหว่างอิรักกับอดีตนักปฏิวัติและผู้นำสูงสุดอิหร่าน “รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี” (Ruhollah Khomeini) นั้น
เขาก็ใช้คำว่า “ยาพิษ” มาเปรียบเปรยว่าถูกบังคับให้กระทำ
อย่างไรก็ตาม การคว่ำบาตรของสหรัฐในรอบนี้ หรือที่ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี เรียกว่า
“Psychological War” นั้น จะจบลงอย่างไรหรือไม่
น่าติดตามด้วยดวงหทัยพลัน
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

