เหตุปัจจัยอะไรทำให้ อดีตประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ตัดสินใจเข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดแห่งหนึ่งในเมืองปยินอูละหวิน เมื่อวันที่ 4 เมษายน
1 เพราะว่าหมดวาระเมื่อวันที่ 31 มีนาคม
1 เพราะว่าอดีตประธานาธิบดี เต็ง เส่ง เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ.2488
1 เพราะว่าเมืองปยินอูละหวิ่น ซึ่งอยู่บนเขาสูงแห่งภาคมัณฑะเลย์ติดกับรัฐฉานเป็นที่ตั้งของวิทยาลัยการทหาร DSA
ทั้งหมดล้วนสามารถเป็น “คำตอบ”
การอุปสมบทภายหลังจากพ้นจากภาระทางการเมืองเช่นนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีอูนุก็เคยทำมาแล้ว และ จอมพล ป.พิบูลสงคราม แห่งประเทศไทยก็เคยทำมาแล้ว
เป็น “วิถีแห่งพุทธ” เป็น “วิถีแห่งตะวันออก”
แม้อดีตประธานาธิบดีเต็งเส่งจะเป็นพุทธในสายเถรวาท กระนั้น ก็มีความเชื่อของพุทธศาสนิกในสายมหายานที่อ้างถึงในยุทธนิยายกำลังภายในอยู่เสมอ
“พอวางดาบก็บรรลุยังอีกฟากฝั่ง”
การอุปสมบทจึงเท่ากับเป็นการ “ชำระใจ” ไม่เพียงแต่เคยรับราชการทหารตั้งแต่ พ.ศ.2511 กระทั่ง พ.ศ.2553 หากที่สำคัญเป็นอย่างมาก็คือ การเป็นนายกรัฐมนตรี และการเป็นประธานาธิบดี
เต็งเส่งเป็น “ประธานาธิบดี” ในห้วงแห่ง “การเปลี่ยนผ่าน”
อย่างน้อยที่สุด ไม่ว่าในฐานะนายพลแห่งกองทัพเมียนมา ไม่ว่าในฐานะนายกรัฐมนตรี (พ.ศ.2550) ไม่ว่าในฐานะประธานาธิบดี (พ.ศ.2554)
เต็งเส่งผ่านประสบการณ์ “เลือกตั้ง” มา 3 ครั้ง
ครั้ง 1 ในปี 2533 ครั้งที่ 2 ในปี 2553 และครั้งสุดท้ายในปี 2558 เป็นประสบการณ์อันหลากหลายมากด้วยรสในทางการเมือง
เลือกตั้งในปี 2533 ได้เห็นความพ่ายแพ้
เป็นความพ่ายแพ้ต่อพรรคการเมืองของกลุ่มออง ซาน ซูจี และนำไปสู่สถานการณ์ปะทะในทางการเมือง
เป็นความพ่ายแพ้ที่ JUNTA มิอาจยอมรับได้
การเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2553 ถือได้ว่าพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ของ JUNTA กำชัย
ปัจจัย 1 เพราะพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของกลุ่มออง ซาน ซูจี สามัคคีกับพรรคการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์หลัก “คว่ำบาตร” ขณะเดียวกัน ปัจจัย 1 เพราะเกิดการแยกตัวของบางส่วนในพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) มาเป็นพรรคพลังประชาธิปไตยแห่งชาติ (SNDP)
แต่การเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 กลับพ่ายแพ้และพ่ายแพ้อย่างหมดรูป
ความพ่ายแพ้จากการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ของพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) สร้างความตะลึง-ตึงเป็นอย่างสูง
ทั้งต่อ JUNTA และต่อ เต็ง เส่ง
เพราะมิได้เป็นความพ่ายแพ้ในระดับร้อยละ 80 เหมือนเมื่อปี 2533 แต่ตัวเลขทะยานไปยังร้อยละ 90 รัฐสภาถูกยึดครองโดยพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) อย่างเกือบเบ็ดเสร็จ
JUNTA และ USDP ได้มาเพียงไม่ถึงร้อยละ 10
แม้รัฐธรรมนูญใน “ระยะเปลี่ยนผ่าน” จะเปิดทางให้ JUNTA สามารถ “ลากตั้ง” สมาชิกรัฐสภาจำนวนร้อยละ 25 เข้าไป
ก็ยังเป็น “รอง” ต่อพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD)
ที่ “ช็อก” เพราะคงไม่มีผู้กุมอำนาจรัฐคนใดหรือแห่งใดในโลกที่ตัดสินใจ “ยุบสภา” หากไม่มีความมั่นใจว่าจะได้ชัยชนะ
แม้สัญญาณจะบ่งบอกจากการเลือกตั้ง “ซ่อม” เมื่อเดือนเมษายน 2555 ก็ตาม
นั่นก็คือ สัญญาณที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) กำชัยจากการเลือกตั้งซ่อมที่เนปิดอร์ 43 จากทั้งหมด 44 ที่นั่ง
ทั้งๆ ที่เนปิดอร์เป็น “เมืองหลวง” ซึ่ง JUNTA สถาปนามากับมือ
เท่ากับสะท้อนว่า “ชาวเมียนมา” เลือกทิศทางอย่างไรในทาง “การเมือง”
ท่าทีของประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ภายหลังผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ปรากฏออกมา ก็คือ
1 เป็นท่าทีที่ยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยอมรับในความพ่ายแพ้ของตนเอง และยอมรับในชัยชนะของ ออง ซาน ซูจี ขณะเดียวกัน 1 เป็นท่าทีที่ยอมรับอย่างสุกงอม ไม่ดื้อรั้น ดึงดัน
จึงได้เลือก “อุปสมบท” เป็นหนทางในการ “ปลดเปลื้อง”

