‘หมักดองชีวิต’ด้วยอดีต โดย จันทร์รอน

19.08.18 | 13:00 น.

เป็นเบาหวาน หมอสั่งให้ควบคุมอาหาร แต่เห็นขนมหวานแล้วน้ำลายสอ ที่สุดตามใจตัวเอง

ใกล้สิ้นเดือนเงินในกระเป๋าเหลือน้อยเต็มทน รู้ทั้งรู้ว่าหากใช้ไม่ระวังจะลำบาก แต่ตกเย็นขึ้นมา ใจชะเง้อหาเพื่อนตั้งวงเหล้า ที่สุดตามใจตัวเอง

เติบโตกันมาป่านนี้ รู้หมดอะไรดีไม่ดี แต่บ่อยครั้งเลือกทำในสิ่งที่รู้ว่าไม่ดี ด้วยอดทำตามใจตัวเองไม่ได้

“ใจตัวเอง”

เหมือนกับว่าในความคิดของมนุษย์เรานั้น มี 2 ระบบ ซ้อนกันอยู่

Advertisement

ระบบหนึ่ง “ใจตัวเอง”

อีกระบบ “สำนึกแห่งความเหมาะความควร”

และคนส่วนใหญ่ ชีวิตดำเนินไปในระบบ “ใจตัวเอง”

ว่าไป “ใจตัวเอง” เหมือนเป็นระบบอัตโนมัติ จัดการไปตามที่เคยเป็น ตามที่คุ้นชินโดยแทบไม่ต้องคิดเพื่อตัดสินใจอะไร หรือแม้กระทั่งจะยั้งคิดอยู่บ้าง แต่ที่สุดแล้วก็ตัดสินใจตามความเคยชิน ตาม “ใจตัวเอง”

ระบบอัตโนมัติแบบว่า เมื่อเจอสิ่งนี้ หรือสถานการณ์นั้น หรือช่วงเวลาอย่างนี้ หรือคล้ายกับอย่างนั้น การตัดสินใจเพื่อตอบสนองสถานการณ์จะเป็นไปตามที่เคยเป็น

เหมือนชีวิตจำได้แล้วว่าการรับมือกับเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งจะต้องเริ่มอย่างไร ให้เป็นไปอย่างไร

“ชีวิต” ดูง่ายขนาดนั้นเลย

แต่ชีวิตที่ดูง่าย เพราะเคลื่อนไปตาม “ความจำได้หมายรู้” แบบอัตโนมัตินี่เอง ที่ก่อปัญหาไม่หยุดหย่อน

ด้วยเป็นชีวิตที่ไม่ปรับให้เหมาะสมกับความเป็นไปของปัจจุบันขณะ

เอาแต่จมอยู่กับการตัดสินใจด้วยความทรงจำที่เกิดจากความชอบหรือไม่ชอบในอดีต ขณะที่ปัจจุบันปัจจัยที่มาประกอบกันเป็นสถานการณ์ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปแล้ว

การตัดสินใจด้วยการปล่อยให้เลื่อนลอยไปตามความทรงจำในอดีต ส่วนใหญ่จึงผิดพลาดจากผลที่หวังจะได้รับ เพราะเหตุของปัจจัยที่มาประกอบไม่เหมือนกัน

หนทางแก้ไข

ที่แนะนำต่อๆ กันมา คือปล่อยความจำได้หมายรู้ทั้งหมดไป แล้วสัมผัสเรื่องราวด้วยสำนึกใหม่เอี่ยมที่ตระหนักรู้ในปัจจุบันขณะ

ด้วยความตระหนักรู้ดังกล่าว จะจัดการให้เกิดความเหมาะสมกับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดีกว่าการตัดสินใจด้วยข้อมูลจากอดีต

อย่างไรก็ตาม การจะทำให้เกิดการตระหนักรู้ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ผู้ที่จะหลุดจากความเคยชินมาใช้ความคิดกับปัจจุบันที่เอี่ยมอ่องได้ จะสร้างการระลึกรู้ที่กระจ่างอยู่ได้นานพอที่จะไม่ให้เงาของเรื่องราวที่อยู่ในความทรงจำมาบดบังจนมองไม่เห็นความเป็นจริงของปัจจุบันขณะ

ผู้ที่จะทำเช่นนี้ได้จะต้องฝึกชีวิตให้อยู่อย่างมีสติที่มั่นคง จนเกิดสมาธิที่แน่วแน่เพียงพอที่จะใช้พิจารณาเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยไม่มีอิทธิพลของความเคยชินมานำทำให้หลุดออกจากการตระหนักรู้

การมองเห็นความทรงจำโดยไม่ให้มามีอิทธิพลแบบอัตโนมัติ แต่ใช้ความจำได้เท่าที่เห็นว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันขณะ คือสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น

แต่จะเกิดขึ้นได้ต้องฝึกฝนที่จะมีชีวิตแบบละความเคยชินลงเสียได้

การฝึกใจให้อยู่กับความสดใสของปัจจุบันขณะอยู่เสมอนั้น ต้องใช้ความพยายามอย่างอดทนไม่น้อย

เป็นเรื่องไม่ง่าย

แต่หากทำได้ ชีวิตที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่สดใหม่จะเกิดขึ้น แทนชีวิตที่ความเคยชินเสียดทานกับความเป็นไปในปัจจุบันขณะ

จะสัมผัสได้ถึง ชีวิตเอี่ยมอ่อง สดใหม่