หน้าแรก คอลัมนิสต์ ความจำเป็นของ...

ความจำเป็นของการดูด : โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

21.08.18 | 11:55 น.

ผมติดตามข่าวเรื่องการดูดของกลุ่มสามมิตรมาพักใหญ่ ก่อนที่แกนนำของกลุ่มเองจะเริ่มออกอาการขอความร่วมมือว่าอย่าใช้คำว่าดูด
จะว่าไปแล้วผมก็ไม่ได้อยากจะติดตามข่าวการดูดนักการเมืองมากนัก เพียงแต่ว่าถูกทำให้ติดตามเพราะว่าสื่อได้นำเสนอเรื่องเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ทั้งที่หลักใหญ่ใจความของการนำเสนอข่าวเรื่องนี้แทบไม่ค่อยจะมีอะไรมากนัก ดูจะไม่ค่อยเอาจริงเอาจังกับการรายงานข่าวมากนัก และแทบจะหามิติของข่าวในเชิงสืบค้นได้ยากเย็น
จนบางครั้งผมก็ไม่เข้าใจว่าข่าวการดูด ส.ส.ของกลุ่มสามมิตรนั้น ถูกนำเสนอเหมือนสื่อทำหน้าที่ได้รับเชิญให้ไปดูงานการดูด หรือเหมือนที่รับเชิญไปดูโรงงานและกิจการของลูกค้าสปอนเซอร์ในต่างประเทศ หรือเป็นข่าวสไตล์ “ตามแห่” คือไปรายงานแค่ว่ามีฝ่ายดูด และฝ่ายถูกดูดได้มาพบกัน
สิ่งที่เราไม่เคยพบในข่าวดูดคือ เราไม่เคยรู้ว่าคนในพื้นที่นั้นคิดอย่างไร ประวัติศาสตร์ของการเมืองในพื้นที่นั้นเป็นมาอย่างไร ปัญหาของพื้นที่นั้นมีอะไรบ้าง ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลจากนโยบายแต่ละยุคอย่างไร โครงสร้างอำนาจและความนิยมของประชาชนต่อพรรคและตัว ส.ส.ในแต่ละเขตมีลักษณะเป็นอย่างไร
เราไม่รู้แม้แต่รายชื่อที่ชัดเจนว่าตอนนี้ ส.ส.หรืออดีตนักการเมืองคนไหนมาสังกัดสามมิตร หรือกลุ่มดูดกลุ่มอื่น และเราไม่เคยรู้ว่าคนที่มานั้นมาจริงไหม หรือที่มาเป็นคนที่ชนะในเขตนั้น หรือเป็นพวกคนสอบตกแต่มีคะแนนในมือกันแน่

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองอีกด้านหนึ่งอาจจะพบว่า ข่าวการดูดไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก เพราะข่าวการดูดไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าการนำเสนอเรื่องราว “ความบันเทิง” บางอย่างที่ “ขายได้” ในเชิงการนำเสนอข่าวอย่างน้อย 2-3 ประเด็น
1.เป็นข่าวที่คนสนใจว่าเพื่อไทยที่เป็นผีที่หลอกหลอนระบอบปฏิรูปและระบอบรัฐประหารนั้นจะชนะได้ไหม และยิ่งมีข่าว ส.ส.เพื่อไทยโดนดูด หรือพื้นที่เพื่อไทยมีใครโดนดูด ไม่ว่า ส.ส.นั้นจะสอบตก หรือออกจากเพื่อไทยไปแล้ว หรือไม่ได้ลงเพื่อไทยมาก่อน อาทิ เคยอยู่สมัยไทยรักไทย ข่าวการดูดนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่าทักษิณย่อมไม่มีทางจะชนะแน่นอน ยิ่งฝ่ายทักษิณออกมาตอบโต้ ยิ่งสนุก ยิ่งมีคนติดตาม
2.เป็นข่าวที่สนุกไปอีกแบบ เพราะชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งเช่นกันว่า หากการปฏิรูปที่จะเกิดขึ้นจะสำเร็จได้ ก็ไม่ใช่จะอาศัยการตั้งพรรคการเมืองน้ำดี หรือคนดีเข้าสู่สภา แต่หมายถึงการทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่นักการเมืองเดิม และดูดเอานักการเมืองเดิมส่วนหนึ่งมาเป็นฐานเสียงของฝ่ายตน
ข่าวดูดจึงครบองค์ประกอบของข่าวแบบไทยๆ เรียกว่าครบรส ใครๆ ก็ชอบ เพราะเป็นข่าวที่หลายคนสะใจกับทักษิณและเพื่อไทย หลายคนสนุกเพราะตามแล้วได้ประกาศจุดยืนว่ายังเคียงข้างหลักอุดมการณ์ และไม่ทิ้งพรรคที่ตนเคยเลือก
ขณะที่หลายคนรู้สึกสะใจว่าการเมืองไทยน้ำเน่าสิ้นดี
สุดท้ายการเมืองก็เป็นการเล่น เป็นความบันเทิง เป็นเรื่องสีสัน มากกว่าความเอาจริงเอาจังว่าตกลงการที่เขาร่างรัฐธรรมนูญและกรอบกติกาใหม่มากมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาการเมือง โดยเฉพาะพรรคการเมืองใหม่ๆ แต่สุดท้ายแกนนำสามมิตรก็ตอบง่ายๆ ว่า ถ้ากฎระเบียบมันยาก เราก็เลี่ยงมันง่ายๆ แค่ไม่แบกมันเอาไว้
เช่น พรรคการเมือง เขาพยายามจะมีการจดใหม่กันมากมาย และทำกิจกรรมได้บางระดับเท่านั้น พวกฉันก็เอาง่ายๆ คือ ไม่ต้องประกาศว่าเป็นนักการเมืองและพรรคการเมือง ก็ดูดกันซูดซ้าดสนุกปาก แถมครองหน้าข่าวได้ทุกวัน
พูดตรงๆ นะครับว่าหน้าข่าวดูดตอนนี้มีมากกว่าหน้าข่าวเพื่อไทย ปชป. หน้าข่าวอนาคตใหม่ (และการโจมตีอนาคตใหม่) และการปะทะทางอ้อมระหว่างอนาคตใหม่กับพรรคที่คุณสุเทพมีบทบาท
โดยที่ทุกคนกำลังงงว่า กลุ่มสามมิตรนี่ทำอะไรก็ได้ใช่ไหม

ผมเลยอยากจะมองเรื่องการดูดให้จริงจังขึ้นสักนิด ผมคิดว่าการดูดเป็นส่วนสำคัญที่ส่วนหนึ่งเป็นวิธีการเดิมๆ ของการครองอำนาจของกลุ่มนอกประชาธิปไตยแบบเดิมในการทำให้ระบอบเผด็จการเดิมสามารถอยู่รอดได้ (regime survival)
ต่อให้มั่นใจว่าสังคมและการเมืองไทยเปลี่ยนไปแล้ว และทักษิณก็จะไม่มีทางชนะ ภายใต้กฎกติกาใหม่ที่เกิดขึ้น แต่เอาเข้าจริงการจะต้องกลับมาใช้บริการของนักการเมืองที่ตนไม่ได้รู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันแต่แรกนั้นเข้ามาเป็นพวกก็ดูเหมือนจะเป็นทางที่เลี่ยงไม่ได้ หรือเป็นทางเลือกที่สร้างความอุ่นใจและมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าโครงสร้างใหม่ที่ฝ่ายตนออกแบบไว้เอง บางทีอาจจะไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ตนต้องการ นั่นคือการอยู่ในอำนาจต่อหรือมีอิทธิพลต่อการกำกับโครงสร้างและปฏิบัติทางการเมืองที่กำลังจะดำเนินต่อไป
สิ่งที่เรายังไม่เคยถามกันเลยอีกข้อหนึ่งก็คือ อาจจะมีความเป็นไปได้ว่าโครงสร้างกติกาใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเสียงหล่นน้ำนั้น จะสร้างแรงกดดันให้ฝ่ายที่แม้จะเชื่อว่าโครงสร้างใหม่จะลดทอนพลังอำนาจของฝ่ายการเมืองเดิมลงไป แต่ก็ไม่ควรประมาทว่าเสียงของนักการเมืองต่างๆ ที่เคยถูกฉายภาพว่าไม่ค่อยจะใสสะอาดเท่าไหร่ก็มีความจำเป็นในการค้ำยันรัฐบาลใหม่
และสิ่งที่ไม่เคยถามกันอย่างจริงจังอีกเรื่องหนึ่งก็คือ นับจากอดีต พรรคการเมืองและนักการเมืองที่ออกมาสนับสนุนทหาร และค้ำยันระบอบเผด็จการมีจุดจบทางการเมืองอย่างไร ที่สำคัญลากเอาระบอบเผด็จการล่มจมฉิบหายไปด้วยภายในเวลาเพียงไม่นานใช่หรือไม่ แถมที่เจ็บปวดกว่านั้นก็คือผู้นำทหารที่เลือกแนวทางสุงสิงกับคนเหล่านี้ สุดท้ายหมดอำนาจทางการเมืองและเสียอนาคตทางการเมืองไปหลายคนแล้ว
เอาเข้าจริง ทางเลือกที่จะนุ่มนวลและอยู่รอดได้นานกว่าในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ไม่ใช่การถูกค้ำยันด้วยพรรคเฉพาะกิจ แต่เป็นเรื่องของการทำงานประสานสอดคล้องกันของระบอบทหารและพรรคอนุรักษนิยมมากกว่า
การเมืองเรื่องการดูดและการทำข่าวเรื่องพลังดูด จึงกลายเป็นเรื่องที่ยิ่งเล่นข่าวก็ยิ่งสนุก ทุกฝ่ายชอบ แต่สิ่งที่น่าเศร้าใจในการเล่นข่าวดูดก็คือ การเมืองในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของการที่ทุกฝ่ายมีเสรีภาพที่เท่าเทียมกันในการเคลื่อนไหว และนำเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรม การเมืองที่เป็นอยู่และกำลังจะเป็นไปกลับขาดมิติการปรึกษาหารือและถกเถียงกันอย่างใช้ความรู้และเหตุผล
โค้งสุดท้ายของการเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านที่คาดว่าจะเข้าสู่ประชาธิปไตย กลับเต็มไปด้วยการออกกฎเกณฑ์เพื่อใช้จัดการกับฝ่ายที่เราไม่ชอบ และเต็มไปด้วยเรื่องราวของการพยายามหาช่องหลบเลี่ยงกฎกติกาต่างๆ ที่เชื่อว่าออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นไม่ให้สิ่งที่ไม่พึงประสงค์กับระบอบที่เป็นอยู่ และสนับสนุนระบอบที่กำลังจะกลายสภาพไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง

ที่ผมกล่าวมานั้นอาจจะดูเป็นภาพที่ไม่ค่อยจะสวยงามนัก และดูเหมือนกับว่าผมจะไม่เชื่อมั่นในการลงหลักปักฐานของระบอบใหม่ที่มาจากโครงสร้างกติกาใหม่มากมายที่จะสกัดขัดขวางพลวัตของระบอบเก่าลงได้ แต่เอาเข้าจริงสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกลับไม่ได้อยู่ที่แค่ว่าฝ่ายเก่าจะกลับเข้าสู่อำนาจไหม และฝ่ายใหม่ที่อยู่ในอำนาจไม่กี่ปีในรอบนี้จะสืบสานอำนาจได้สำเร็จไหม
สิ่งที่น่าหวั่นใจก็คือ หากระบอบเก่าสามารถกลับมาสถาปนาอำนาจได้ บรรดาผู้ถืออำนาจในระบอบที่เป็นอยู่และกองเชียร์ของพวกเขาจะนำพาสังคมไปในทางไหน เขาจะออกมาสร้างความวุ่นวายกับการเมืองอีกไหม และจะส่งสัญญาณไปยังกลไกที่ซ่อนอยู่ตามโครงสร้างการเมืองใหม่ๆ ที่จะออกมาฉุดรั้งหรือทำให้ระบบการเมืองหลังการเลือกตั้งทำงานนั้นสะดุดลงได้มากน้อยแค่ไหน
และเราจะคาดหวังได้แค่ไหนว่าระบอบเก่าที่นักการเมืองมีพื้นที่มากจะนำเสนอกรอบกติกาต่างๆ ที่จะทำให้การแบ่งปันอำนาจและการตรวจสอบอำนาจจะเกิดขึ้นได้
แถมเรื่องที่ยังไม่มีการพูดถึงกันเลยคือการจัดความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับพลเรือน และการพัฒนาประชาธิปไตยจากภายในโดยไม่ต้องพึ่งอำนาจทหารจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
คิดมากไปก็ปวดหัวและหดหู่เปล่าๆ เสพข่าวดูดต่อไปเพลินๆ ดีกว่า