หน้าแรก บทความ เดินหน้าชน คุมประพฤติเด็...

คุมประพฤติเด็ก : คอลัมน์เดินหน้าชน : โดยเทวินทร์ นาคปานเสือ

21.08.18 | 12:01 น.

ผลประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบการแก้ไขร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับการกำหนดความประพฤติของนักเรียนนักศึกษา พ.ศ.2548

ซึ่งออกตามความของมาตรา 64 พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ดังนี้ หนึ่ง กำหนดเพิ่มเติมห้ามการรวมกลุ่ม มั่วสุม อันน่าจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือ ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
หนึ่ง แก้ไขลักษณะความประพฤติ ที่ห้ามกระทำเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมทางชู้สาว อันไม่เหมาะสม
เดิมห้ามเฉพาะการแสดงพฤติกรรมทางชู้สาวซึ่งไม่เหมาะสมในที่ “สาธารณะ”
เป็นการห้ามไม่จำกัด “สถานที่”

และเพิ่มเติมห้ามกระทำ “ลามกอนาจาร”
หนึ่ง แก้ไขลักษณะความประพฤติที่ห้ามกระทำเกี่ยวกับการออกนอกสถานที่พัก เพื่อเที่ยวเตร่ หรือ รวมกลุ่มอันเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น
เดิม ห้ามเฉพาะเวลา “กลางคืน”
เป็นการห้าม “ไม่จำกัดเวลา”
ทั้ง 3 ประเด็น ที่อาจทำให้สังคมเกิดความเป็นห่วงคือ ความประพฤติที่ไม่เหมาะสมในทางชู้สาว
เดิมเฉพาะในที่สาธารณะมาเป็นไม่จำกัดสถานที่
ถามว่าจะเป็นการลิดรอนสิทธิส่วนบุคคลจนเกินสมควรหรือไม่?
แต่เมื่อได้อ่านประกอบมาตรา 67 ของ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ที่กำหนดอำนาจเข้าตรวจพื้นที่ของเจ้าหน้าที่แล้วก็ “โล่งอก”!

เพราะไม่ได้เกิดผลกระทบเพิ่มขึ้น
กล่าวคือกฎหมายกำหนดอำนาจให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจพื้นที่ หรือ เคหสถานใดที่สงสัยว่าจะฝ่าฝืน เกี่ยวกับความประพฤติของนักเรียนนักศึกษา ได้ในระหว่าง “พระอาทิตย์ขึ้น” ถึง “พระอาทิตย์ตก” หรือในเวลาทำการเท่านั้น
จากหลักกฎหมาย ถ้านอกเหนือไปจากนี้ เช่น กลางคืน เจ้าหน้าที่ไม่มีอำนาจ
หากจะดำเนินการคงต้องขออำนาจจากศาล

มาตรา 67 จึงประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของนักเรียนนักศึกษาได้ในระดับหนึ่ง
แต่ที่ยังรู้สึกกังวลในการแถลงข่าวของท่านโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ที่โปรยยาหอมว่า การปรับแก้กฎกระทรวงครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กมีพฤติกรรมที่ “แย่ลง”
ตรงกันข้าม จากข้อมูลพบว่า นักเรียนนักศึกษามีพฤติกรรมที่ “ดีขึ้น” กว่าเดิมด้วยซ้ำไป
จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ขัดกันกับความเป็นจริงที่ควรจะเป็น
เพราะถ้าสถานการณ์ดีขึ้น ก็ควรที่จะต้องผ่อนปรนในเรื่องระเบียบ วินัย มากกว่า
ไม่ใช่ “ขันนอต” ให้เข้มขึ้นมิใช่หรือ?

Advertisement

รวมทั้งการออกกฎหมายมีรายละเอียดปลีกย่อยมากๆ อาจไม่ค่อยมีผลในทางปฏิบัติ
และอาจเกิด “กฎหมายเฟ้อ”!?
จนกลับกลายเป็นเปิดช่องทางให้เจ้าหน้าที่ใช้แสวงหาผลประโยชน์ได้

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาโดยกฎหมายนั้นจะเป็นการแก้ที่ “ปลายเหตุ” และแก้ไขได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น
เราคงไม่สามารถหาเจ้าหน้าที่มาดูแลเด็กๆ ที่มีจำนวนหลักแสนหลักล้านคนได้ทุกพื้นที่แน่นอน
ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ “ต้นเหตุ” และทรงประสิทธิภาพน่าจะแก้ด้วย “ความเชื่อ” ของเด็กๆ
ให้เกิดความรู้สึกว่ากระทำแบบไหนเป็นสิ่งที่ “ใช่” และควรจะเป็นเสียมากกว่า
ที่สำคัญ “สังคม” ควรเหลือ “ที่ยืน” ให้กับเด็กที่เรียนเก่งปานกลางหรือเก่งน้อยด้วย
เพราะหากเราไม่มีที่ยืนให้เขา

เขาเหล่านั้นก็มักจะไปหาช่องทางในแนวของเขาเอง
ดูจากปัจจุบันจะเห็นได้ว่าสังคมมักจะให้ความสำคัญกับเด็กเรียนเก่งๆ มากมาย
จนหลงลืมเด็ก “อีกกลุ่ม” (ส่วนใหญ่) ซึ่งก็มีความสำคัญในสังคม (ในมุมที่เขาถนัด) เช่นกัน!?!