ประธานาธิบดีทรัมป์เคยหาเสียงเลือกตั้งด้วยนโยบายชาตินิยมในทางเศรษฐกิจ และเมื่อเข้าสู่ตำแหน่งแล้วก็ได้ดำเนินนโยบายภาษีศุลกากรที่กระทบหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรอย่างแคนาดา สหภาพยุโรป และเม็กซิโก ประเทศที่ตนรู้สึกว่าเป็นคู่แข่งอย่างจีนและประเทศที่มีความไม่ราบรื่นทางการเมืองต่อกัน เช่น อิหร่าน รัสเซีย และตุรกี
มาตรการดังกล่าวอาจอ้างถึงเหตุผลที่แตกต่างกันและใช้กับหลายประเทศ แต่เป้าหมายสำคัญดูเหมือนอยู่ที่จีนซึ่งกำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเสมือนการยิงกราดไม่เลือกเป้า แต่ต้องเข้าเป้าหมายที่สำคัญที่สุดซึ่งก็คือจีน
เมื่อสองปีที่แล้ว นายมิตต์ รอมนีย์ อดีตผู้สมัครประธานาธิบดีในนามพรรครีพับลิกัน ปี 2012 ได้กล่าวไว้ว่าทรัมป์จะเป็นผู้ก่อสงครามการค้า คำกล่าวนี้กำลังเริ่มเป็นจริงและมีโอกาสที่จะสร้างความเสียหายต่อโลกรวมทั้งสหรัฐเอง
วิธีการตัดสินใจของทรัมป์มีอัตวิสัยสูงมาก โดยที่ทีมงานทำเนียบขาวต้องปล่อยให้ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของประธานาธิบดีโดยตรง อัตวิสัยนี้อาจถูกมองว่าจะทำให้สั่งการกับต่างประเทศอย่างได้ผลและรวดเร็ว ทว่านี่ก็เป็นความเสี่ยงต่อความผิดพลาดเช่นกัน
ทรัมป์เพียงผู้เดียวมิได้รอบรู้ในปัญหาระบบการค้าโลกและจีนก็ไม่ใช่ประเทศเล็กที่สหรัฐจะสั่งการหรือกลืนกินได้โดยง่าย รัฐบาลจีนมีความเข้มแข็งกว่ารัฐบาลญี่ปุ่นและประเทศเล็กๆ ที่สหรัฐเคยดำเนินการฝ่ายเดียวมาก่อน
กลุ่มที่ปรึกษาของทรัมป์เหลืออยู่เพียงปีกเดียว จึงไม่เหลือทีมงานที่จะช่วยให้เกิดแผนงานที่รอบคอบและรับฟังผู้ที่เห็นต่าง ทรัมป์และทีมงานมักย้ำว่าปัญหาการขาดดุลทางการค้าเกิดจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของประเทศอื่น ราวกับว่าไม่มีประเทศใดที่ได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากสหรัฐเลย
การประกาศสงครามการค้ากับจีน เริ่มต้นด้วยการกล่าวหาว่าจีนปฏิบัติทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรมและมีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาจากสหรัฐอย่างมากมาย (ซึ่งรายงานว่ามีประมาณ 2.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ)
ข้อกล่าวหานี้ถูกใจฐานเสียงชาวอเมริกัน แม้ว่าประชาคมโลกมิได้เห็นพ้องไปถึงขนาดนั้น
สหรัฐเคยขาดดุลอย่างหนักกับญี่ปุ่นและเคยกล่าวหาว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศพิเศษที่กีดกันทางการค้าประเทศอื่น สมัยนั้นเรียกปัญหาดังกล่าวว่า “ปัญหาญี่ปุ่น” (Japan Problem) งานวิชาการในสหรัฐเคยพบตั้งแต่ช่วงเวลานั้นว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นจริง
มาสมัยนี้ การเสียเปรียบทางการค้ากับจีนมักเรียกกันว่า “แรงกระทบจากจีน” (China Shock) ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากในสหรัฐไม่เห็นด้วย หลายประเทศก็ไม่คล้อยตาม
จีนเป็นแหล่งผลิตสินค้าราคาถูกและมีโรงงานขนาดใหญ่ซึ่งช่วยให้มีต้นทุนต่ำ กำลังการผลิตที่เหลือเฟือในช่วงที่เศรษฐกิจโลกขาดกำลังซื้อ ยิ่งทำให้สินค้าของประเทศใดๆ ยากที่จะแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากจีน
ไม่เพียงสหรัฐเท่านั้นที่ประสบปัญหา ประเทศในเอเชียตะวันออก รวมทั้งประเทศทั้งหลายที่สนับสนุนให้จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกต่างประสบปัญหาการแข่งขันกับจีนเช่นกัน
ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา การลอกเลียนในจีนจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข แต่ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในจีนก็เกิดจากสมรรถภาพของจีนและการตัดสินใจเชิงธุรกิจ บริษัทเอกชนรับรู้ถึงความเสี่ยงและข้อกฎหมายก่อนการลงทุนหรือผลิตในจีน
แม้ว่ากลไกตลาดจะทำให้การผลิตและการส่งออกของสหรัฐจะได้รับผลกระทบจากการแข่งขันจากจีน แต่สหรัฐก็ได้เปรียบในหลายสาขาทั้งที่มีต่อจีนและประเทศอื่นๆ
ปัญหาการแข่งขันไม่ได้นั้น ส่วนหนึ่งอาจมาจากปัญหาการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทันคู่แข่ง อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นไปตามที่ ศ.เจฟฟรีย์ แซคส์ ให้ความเห็นไว้คือเกิดจากที่เศรษฐกิจสหรัฐมีการใช้จ่ายที่มากเกินไปเมื่อเทียบกับรายได้
ส่วน ศ.พอล ครุกแมน ซึ่งสนับสนุนแนวทางทวิภาคีและเคยเห็นว่าสงครามการค้าอาจไม่ก่อผลกระทบมากนัก ยอมรับว่ามาตรการสงครามการค้าของทรัมป์จะสร้างความเสียหายอย่างมากและมากกว่า “แรงกระทบจากจีน” เสียอีก
ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ของทรัมป์จึงมีหลายประการ
ประการแรก การปฏิเสธเวทีพหุภาคีขององค์การการค้าโลกเป็นการลดบทบาทความเป็นผู้นำและความน่าเชื่อถือของตนทั้งในเวทีพหุภาคีและความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากนานาชาติแม้แต่จากจีน
สหรัฐอาจเห็นว่าระบบการค้าโลกที่มีผู้นำเดี่ยวเป็นระบบที่ดีและมีเสถียรภาพที่สุด แต่ประเทศส่วนใหญ่นั้นเห็นว่าระบบการค้าโลกที่ดีต้องอาศัยการค้าเสรี ที่ไม่เลือกปฏิบัติและดำเนินการภายใต้กฎกติกา
การตั้งกำแพงภาษีอย่างไร้กติกา เป็นการละเมิดหลักการและเอาเปรียบประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลก จึงย่อมถูกมองว่าเป็นประเทศมหาอำนาจที่พยายามดำเนินมาตรการตามอำเภอใจโดยไม่รักษาคำมั่นสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งก็จะทำให้สหรัฐสูญเสียภาวะผู้นำและมีพฤติกรรมที่แปลกแยกออกไป หลายประเทศก็อาจต้องปรับตัวด้วยการใช้มาตรการที่ปกป้องทางการค้าบ้าง
ประการที่สอง แนวทางทางการค้ามีการประเมินผิดพลาดว่าจีนจะไม่ตอบโต้ทางการค้าต่อสหรัฐ และถึงแม้จะเกิดการตอบโต้ขึ้นสหรัฐก็จะเป็นผู้ชนะ ทรัมป์กล่าวชัดว่าสงครามการค้าเป็นสิ่งที่ดีและจะชนะได้โดยง่าย ผลการสำรวจความเห็นโดย CNBC ก็สอดคล้องกับรัฐบาลของตน กล่าวคือร้อยละ 73 เห็นว่าสหรัฐจะชนะสงครามการค้าที่มีกับจีน ในขณะที่ร้อยละ 15 เห็นว่าจีนจะชนะ
การประเมินนี้มาจากความเห็นที่ว่าสหรัฐมีอำนาจต่อรองสูงมากจนชาติอื่นต้องยอมสยบให้ มีการคำนวณว่าในการตอบโต้ทางการค้า สหรัฐจะสร้างความเสียหายต่อจีนได้มากเพราะการนำเข้าจากจีนมีมูลค่ามากถึง 5.06 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่การส่งออกไปจีนที่อยู่ในข่ายถูกตอบโต้จากจีนมีเพียง 0.155 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ที่จริงแล้ว ตัวเลขมูลค่าภาษีนำเข้าที่ฝ่ายใดจะจัดเก็บได้มากกว่ากันนี้เหมาะสำหรับการเจรจาเปิดตลาด (Reciprocal tariffs) มากกว่าการประเมินความเสียหายที่แต่ละฝ่ายสร้างได้
เกมการตอบโต้ที่เน้นการแพ้ชนะจากความรุนแรงที่สามารถกระทำต่ออีกฝ่ายเป็นวิธีคิดที่แคบ มิได้คำนึงถึงผลเสียหายที่มีต่อผู้บริโภค การผลักภาระไปยังผู้ผลิตและผู้บริโภค การพึ่งพิงตลาดคู่ค้า ต้นทุนการโยกย้ายอุตสาหกรรม และกลยุทธ์การตอบโต้ที่อาจไม่จำกัดอยู่เฉพาะภาษีศุลกากรเท่านั้น
ผลประโยชน์ที่ทรัมป์และผู้สนับสนุนเชื่ออาจเกิดขึ้นในระยะเริ่มต้น ภาพของความขัดแย้งกับต่างชาติก็อาจทำให้ผู้นำได้ผลกำไรทางการเมือง ทว่า ในระยะยาวแล้วความเสียหายจะเกิดขึ้นต่อประชาชนผู้บริโภคและประสิทธิภาพโดยรวมของเศรษฐกิจสหรัฐเองด้วย
นโยบายกีดกันทางการค้า ปกติจะช่วยปกป้องธุรกิจภายในประเทศได้เพียงระยะหนึ่ง โดยจะสร้างความเสียหายให้แก่ผู้ผลิตในต่างประเทศที่ถูกกีดกัน ประเทศที่ได้รับผลกระทบและขาดอำนาจต่อรองอาจยอมถอยในเกมนี้ โดยหันไปลงทุนในสหรัฐหรือประเทศอื่นซึ่งมีต้นทุนสูงขึ้นแทน
ปัญหาคือจีนนั้นมีศักยภาพที่จะกระทำอย่างเดียวกันกับสหรัฐ โดยทฤษฎีแล้วการตอบโต้สามารถช่วยชดเชยความสูญเสียได้ จีนยากที่จะยอมสูญเสียภาคเศรษฐกิจที่ตนเชี่ยวชาญ อีกทั้งยังอาจถูกบีบในประเด็นอื่นอีก การตอบโต้กลับอย่างเหมาะสม (Optimal retaliations) จึงมีเหตุผล
ประการที่สาม นโยบายการค้าระหว่างประเทศที่มีวิสัยทัศน์และสร้างสรรค์นั้นเป็นแนวทางที่เน้นความร่วมมือให้ประโยชน์เกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย มิใช่แนวทางที่สร้างความขัดแย้งที่ฝ่ายหนึ่งดูดซับส่วนเกินจากอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเช่นมาตรการภาษีสินค้านำเข้า
จีนมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่มากและเติบโตเร็วกว่าสหรัฐมากนี้เป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับชาวอเมริกันด้วย สหรัฐเข้มแข็งอย่างยิ่งในสาขาพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และการบริการทางการเงิน ในขณะที่จีนขาดแคลนสินค้าและบริการเหล่านี้
สงครามการค้าจะทำให้จีนหันไปพึ่งการนำเข้าจากประเทศอื่น และถ้าหากจีนตอบโต้ด้วยการจำกัดการลงทุน ธุรกิจจากสหรัฐก็จะสูญเสียผลประโยชน์อย่างมาก
ประการที่สี่ ในปัญหาที่สหรัฐถูกท้าทายทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีจากจีน การกีดกันทางการค้าก็มิใช่มาตรการที่จะช่วยรักษาความเป็นผู้นำให้สหรัฐได้ มาตรการอุดหนุุนเฉพาะอุตสาหกรรมอาจส่งผลดีต่อธุรกิจประเภทนี้ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลจีนประสบความสำเร็จจากการส่งเสริมอย่างจริงจังโดยมิได้อาศัยนโยบายการค้าระหว่างประเทศ
สงครามการค้าจะยิ่งทำให้จีนตื่นตัวที่จะต้องมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เป็นของตนเองอย่างจริงจัง โดยลดการพึ่งพิงสินค้าอุตสาหกรรมเดิมลง การสูญเสียตลาดรองรับที่จะมีขนาดใหญ่มากกลับจะทำให้ธุรกิจเทคโนโลยีในสหรัฐมีผลกำไรต่ำลงและล้ำหน้าได้ยากมากขึ้น
สงครามการค้านั้นจะก่อต้นทุนระยะยาวทั้งต่อสหรัฐและโลก โดยที่มิอาจหยุดยั้งความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีนได้
การเพิ่มภาษีนำเข้าจากต่างประเทศอาจช่วยรัฐบาลทรัมป์ชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการลดภาษีรายได้ ทว่า สถานะการนำของสหรัฐย่อมเสื่อมลง และจะเกิดความเสียหายอย่างยิ่งถ้าหากความขัดแย้งกับจีนถูกชักนำให้กลายเป็นสงครามเย็น

