หน้าแรก คอลัมนิสต์ ไทยพบพม่า : ...

ไทยพบพม่า : ข้าวกับรัฐสมัยใหม่ในพม่า (1) : ลลิตา หาญวงษ์

24.08.18 | 13:00 น.

หลายสิบปีที่ผ่านมา ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก จนกระทั่งไม่กี่ปีหลังมานี้ อินเดียแซงไทยขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่ง ในปัจจุบัน ข้าวส่งออกจากอินเดียและไทยมีปริมาณมากถึงครึ่งหนึ่งของการส่งออกข้าวของทั้งโลก อย่างไรก็ดี ในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือก่อนทศวรรษ 1930 ไม่มีประเทศใดที่ผลิตข้าวได้มากเท่ากับพม่า ทำให้พม่าเป็นที่รู้จักในนาม “ชามข้าวของโลก” (Rice Bowl of Asia) มาเนิ่นนานหลายทศวรรษ

จริงอยู่ว่าประชากรในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำทั่วเอเชีย ปลูกข้าวเพื่อบริโภคมานานนับพันปีแล้ว แต่การปลูกข้าวเพื่อการค้าและการส่งออกเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับยุคการค้า และโดยเฉพาะหลังการเข้ามาของระบอบอาณานิคม หลักฐานของดัตช์ชี้ให้เห็นว่าพม่าเป็นแหล่งผลิตข้าวที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 17 หรือช่วงปลายอยุธยา แต่แหล่งปลูกข้าวหลักอยู่ในรัฐอาระกัน (ยะไข่) หาเป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ในพม่าตอนล่างไม่

ก่อนศตวรรษที่ 18 ชาวยุโรปนิยมบริโภคข้าวกันแล้ว โดยเป็นอาหารราคาถูกที่ใช้ตั้งแต่การบริโภค ไปจนถึงใช้เลี้ยงสัตว์ หรือใช้แป้งข้าวเจ้าในอุตสาหกรรมสิ่งทอ แต่ข้าวที่บริโภคกันภายในยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่มาจากอิตาลีตอนใต้ ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ยุโรปจึงต้องนำเข้าข้าวจากสหรัฐอเมริกา (โดยมากปลูกในนอร์ธและเซาธ์แคโรไลนา) เบงกอล และมัทราสในอินเดีย

ข้าวเริ่มเป็นพืชที่มีความสำคัญกับชีวิตของผู้คนในยุโรป และหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตในยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม เครื่องจักรสีข้าวสมัยใหม่ที่ลดการแตกหักของเมล็ดข้าวถูกคิดค้นขึ้น เมืองท่าสำคัญๆ เช่น ลอนดอน ลิเวอร์พูล เบรเมน และฮัมเบิร์ก ล้วนมีโรงสีข้าวขนาดใหญ่เพื่อรองรับปริมาณการบริโภคข้าวที่เพิ่มขึ้นทุกปี

อย่างไรก็ดี สงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา และกบฏซีปอยในอินเดีย (ค.ศ.1857/พ.ศ.2400) ทำให้การผลิตข้าวในสหรัฐอเมริกาและอินเดียชะงัก ยุโรปจึงต้องหาแหล่งผลิตข้าวใหม่ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Advertisement

ในช่วงก่อนสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่ 1 ในปี 1824 (พ.ศ.2367) ราชวงศ์คองบองที่มีศูนย์กลางอยู่ในพม่าตอนบนมีนโยบายจำกัดการส่งออกข้าว และสินค้ามีค่าอื่นๆ เช่น ทับทิม และสินแร่อื่นๆ อย่างเคร่งครัด และกฎการค้าที่สร้างความสับสนให้พ่อค้าชาวตะวันตก ข้อจำกัดทางการค้านี่เองที่สร้างความขัดแย้งระหว่างราชสำนักพม่าและพ่อค้าตะวันตก จนเป็นเหตุให้อังกฤษตัดสินใจทำสงครามกับพม่า และควบรวมพม่าทุกส่วนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิบริติชอินเดีย กฎเกณฑ์มากมายและการผูกขาดการค้าของราชสำนักยังทำให้เกษตรกรในพม่าไม่เกิดแรงผลักดันเพื่อที่จะผลิตข้าวให้ได้มากขึ้น สงครามระหว่างพม่ากับอาระกัน สยาม และมอญก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พม่าภายใต้ราชวงศ์คองบองผลิตข้าวได้น้อยมาก และไม่เพียงพอกับความต้องการของพ่อค้าตะวันตก

เมื่ออังกฤษทำสงครามกับมหาราชาจากหลายรัฐ เริ่มตั้งแต่สงครามกับสุลต่านแห่งไมซอร์ (Mysore) ในปี 1766 (พ.ศ.2309) จนมาจบที่สงครามอังกฤษ-ซิกข์ ครั้งที่ 2 ในปี 1848 (พ.ศ. 2391) และพิชิตอินเดียส่วนใหญ่ได้ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่อังกฤษเข้าไปในพม่า ด้วยจุดประสงค์ด้านการค้าเป็นหลัก รัฐบาลอังกฤษเล็งเห็นศักยภาพของพม่าที่จะเป็นแหล่งปลูกข้าวขนาดใหญ่ และจะสร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำให้บริติชราช จึงค่อยๆ ทำสงครามขยายพื้นที่เริ่มที่พม่าตอนล่างตั้งแต่เขตตะนาวศรี รัฐอาระกัน เขยิบมาจนถึงเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำในพม่าตอนล่างแถบเมืองพะโค อ่าวเมาะตะมะ และย่างกุ้ง แต่อังกฤษก็ต้องพบอุปสรรคใหญ่หลวง เพราะพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำที่ว่ากันว่าอุดมสมบูรณ์นักหนานี้เป็นพื้นที่ป่ารกชัฏ อุดมด้วยสัตว์ป่าอย่างเสือและช้าง

จุดเด่นของพม่าในเวลานั้นคือระบบเช่าที่นาเพื่อทำการเกษตรยังไม่แพร่หลาย เกษตรกรสามารถเลือกพื้นที่ที่ตัวเองต้องการ หักร้างถางพง และเริ่มปลูกข้าวได้ทันที แต่มีเกษตรกรน้อยรายเท่านั้นที่ลงทุนเคลียร์พื้นที่เพื่อปลูกข้าวไว้ขาย การปลูกข้าวสำหรับชาวนาพม่าก่อนการเข้ามาของอังกฤษจึงเป็นการปลูกแบบ
พออยู่พอกินเท่านั้น

ข้อจำกัดอีกประการหนึ่งในพม่าตอนล่างคือ แม้พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำจะอุดมสมบูรณ์จริง แต่ดินก็เสื่อมคุณภาพง่าย เมื่อปลูกข้าวไปได้เพียง 2-3 ปี ผลผลิตก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ชาวนาจึงมักทำไร่เลื่อนลอย
ร่อนเร่พเนจรไปเรื่อยเพื่อบุกเบิกที่ทำกินใหม่ๆ ทุก 2-3 ปี เมื่ออังกฤษยึดพม่าตอนล่างได้ วัฒนธรรมการปลูกข้าวในพม่าเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เช็ง ซก-ฮวา (Cheng Siok-Hwa) ผู้เขียนหนังสือ The Rice Industry of Burma, 1852-1940 ให้ตัวเลขเอาไว้ว่าเฉพาะปริมาณการส่งออกข้าวในอัคยัพ (เมืองเอกของรัฐยะไข่ ปัจจุบันคือเมืองซิตต่วย) ที่เคยมีปริมาณ 74,500 ตัน หรือ 1.2 ล้านรูปี ในปี 1840 (พ.ศ.2383) เพิ่มขึ้นเป็น 162,000 ตัน หรือ 3 ล้านรูปี หรือมากกว่า 2 เท่าในอีก 15 ปีถัดมา

บริษัทค้าข้าวแห่งแรกๆ ในพม่าคือ บริษัทโจเซฟ ฮีพ แอนด์ ซันส์ (Joseph Heap and Sons, Ltd.) ซึ่งเป็นบริษัทขนส่งข้าวขนาดใหญ่จากลิเวอร์พูล ขนส่งข้าวจากย่างกุ้งปลายทางลิเวอร์พูลครั้งละ 1,000 ตัน การถือกำเนิดขึ้นของบริษัทค้าข้าวของตะวันตกยิ่งจะเร่งให้อุตสาหกรรมค้าข้าวในพม่าเติบโตเร็วขึ้น จากเดิมที่บริษัทการค้าทั้งหมดเป็นของชาวตะวันตก แต่เมื่อถึงต้นศตวรรษที่ 20 ชาวจีนและชาวอินเดียจำนวนมากเข้ามาเปิดบริษัทค้าข้าวในพม่าเพิ่มขึ้น ในช่วงแรกๆ ศูนย์กลางการค้าข้าวอยู่ที่เมืองอัคยัพ และยังมีศูนย์กลางค้าข้าวอยู่ในเมืองอีก 3 เมือง ได้แก่ ย่างกุ้ง พะสิม และเมาะละแหม่ง แต่เมื่ออังกฤษเริ่มสร้างเมืองย่างกุ้ง เมืองที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำย่างกุ้ง-อิรวดีแห่งนี้ก็กลายเป็นศูนย์กลางการค้าข้าวของบริติชเบอร์ม่าไปโดยปริยาย ทำให้ย่างกุ้งกลายเป็นหนึ่งในมหานครและเมืองท่าที่สำคัญที่สุดแห่งปลายบูรพาทิศ

ดังที่กล่าวไปแล้วว่า ที่ผ่านมาชาวนาในพม่าไม่มีแรงจูงใจเพื่อปลูกข้าวในเชิงการค้า ทำให้พื้นที่อันอุดมสมบูรณ์เป็นเพียงพื้นที่รกร้าง ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ การขยายพื้นที่ปลูกข้าวยังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับบริษัทเอกชนจำนวนมาก ทั้งโรงสีข้าว และบริษัทการค้าอื่นๆ การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ยังดึงดูดผู้อพยพจำนวนมหาศาลจากทั้งพม่าตอนบน ที่เคยมีประชากรหนาแน่นกว่าพม่าตอนล่างหลายเท่า และจากภายนอกประเทศ โดยเฉพาะผู้อพยพจากอินเดีย การค้าข้าวจึงเปรียบเหมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของพม่า และมีบทบาทสูงยิ่งกับการสร้างรัฐสมัยใหม่ในพม่า แม้นเมื่อพม่าได้รับเอกราชไปแล้ว นโยบายเกี่ยวกับข้าวก็จะยังเป็นประเด็นที่คนในรัฐบาลพม่าหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงตลอดมา

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พม่าได้รับความเสียหายอย่างหนัก และไม่สามารถกลับไปเป็นผู้ส่งออกข้าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้อีกเลยจวบจนปัจจุบัน