เพื่อนฝูงหลายคนอยากรู้ว่าผมรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างกันเสร็จแล้วและหลายฝ่ายกำลังพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ เพื่อนที่ว่านี้มีทั้งที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน ซึ่งอายุเลย 80 แล้วและยังเหลืออยู่ไม่กี่คน และเพื่อนรุ่นน้องซึ่งอายุ 60 หรือต่ำกว่าและมีจำนวนมากกว่า อันที่จริงเพื่อนรุ่นเดียวกันนั้นนอกจากจะได้ผ่านรัฐธรรมนูญมาเกือบ 20 ฉบับเช่นเดียวกับผมแล้ว บางคนยังเคยมีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญด้วยกันกับผม โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2517 เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่จำเป็นจะต้องฟังความเห็นของผมเลย คิดเอาเองก็ได้
ความรู้สึกของผมนั้นกล่าวได้โดยสั้นที่สุดคือเบื่อรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ แรกคือฉบับปี พ.ศ.2475, 2489 และ 2490 นั้น ประกาศใช้เมื่อผมยังเป็นเด็กอยู่ ผมจึงไม่รู้จักและไม่ได้สนใจ แต่รัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2490 เป็นต้นมา ผมรู้จักและโดยเฉพาะฉบับปี พ.ศ.2492 จำเป็นต้องสนใจเพราะผมเรียนวิชารัฐศาสตร์ และในหลักสูตรมหาวิทยาลัยบังคับให้ผมต้องเรียนกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย และเมื่อผมเริ่มรับราชการตั้งแต่ปี พ.ศ.2497 เป็นต้นมา โดยตำแหน่งหน้าที่ผมก็จำเป็นต้องสนใจในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ในปี พ.ศ.2517 ผมเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีส่วนในการพิจารณาและรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ประกาศใช้ในปีนั้นด้วย
ที่ทำให้ผมเบื่อนั้นก็คือการยกเลิกแล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแล้วฉบับเล่าหลังรัฐประหาร ซึ่งผมเห็นว่าเปลืองทั้งกำลังกายและกำลังสมองของผู้ร่าง และเปลืองเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลอันมาจากภาษีอากรที่ประชาชนเป็นผู้ชำระด้วย เพราะฉะนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ผมจึงขอรับตรงๆ ว่าเบื่อ ไม่อยากอ่าน และแทบไม่อยากจะมีส่วน แม้แต่ในการลงประชามติที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้
แต่ก็เพราะตระหนักในหน้าที่ในฐานะที่เป็นพลเมือง ผมจึงจำเป็นจำใจต้องศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ศึกษาแล้วจึงพบและมีความรู้สึกต่างจากที่เคยรู้สึกมาแล้วในบางประเด็น ที่สำคัญที่สุดที่ผมเห็นว่าจะมีประโยชน์แก่บ้านเมืองมาก และไม่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ แม้ในฉบับ พ.ศ.2540 ที่ถือกันว่าดีที่สุดนั้น_ก็คือในส่วนที่ 2 ซึ่งว่าด้วยการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในมาตรา 251 และ 252 ซึ่งบัญญัติห้ามนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ใช้สถานะหรือตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซง เพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ในเรื่องต่อไปนี้ (1) การปฏิบัติราชการ หรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ (2) การบรรจุ แต่งตั้ง ย้าย โอน เลื่อนตำแหน่ง และเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ (3) การให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐพ้นจากตำแหน่ง (4) การแต่งตั้งและการให้กรรมการรัฐวิสาหกิจ หรือองค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐพ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้เว้นแต่จะเป็นการกระทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา หรือตามที่กฎหมายบัญญัติ ยิ่งกว่านั้นยังต้องป้องกันหรือกำกับดูแลไม่ให้คู่สมรสและบุตรของตน รวมทั้งบุคคลใดในพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองที่ตนสังกัดอยู่กระทำการดังกล่าวด้วย
ถ้าหากว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ผ่านการเห็นชอบด้วยประชามติและประกาศใช้ก็จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่มีเครื่องมือสำหรับป้องกันนักการเมืองมิให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซงในการแต่งตั้งข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งจะเป็นการประกันคุณภาพของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย

