ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีข่าวความล่าช้าอยู่เป็นระยะๆ มานานเป็นปีๆ นั้น ท่านผู้อ่านที่สนใจคงได้ยินได้ฟังกันจนชินหูแล้ว แต่สำหรับประชาชนคนไทยระดับที่ต่ำกว่าชนชั้นกลางที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนั้น คิดว่าไม่มีใครได้สนใจกันแต่อย่างใด ไม่ทราบว่าภาษีนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร สำคัญแค่ไหน จะทำให้ประเทศชาติดีขึ้นอย่างไร นี่เป็นเรื่องธรรมดา
ขอเล่าประวัติความเป็นมาให้ทราบหน่อยว่า ภาษีนี้เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของ คสช.เกิดขึ้นหลังจากเกิดการปฏิวัติรัฐประหารโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใหม่ๆ ในเดือนพฤษภาคม 2557 หรือเมื่อ 4 ปีเศษมาแล้ว ถ้ายังจำกันได้ นโยบายหลักๆ ของรัฐบาล คสช.ที่ได้สร้างความประทับใจให้กับมวลประชาชาวไทยผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย ก็คือการปฏิรูปประเทศและการปราบคอร์รัปชั่น โดยเป้าหมายหลักของการปฏิรูปด้านการเงินการคลัง ก็คือการออกกฎหมายภาษีการรับมรดก และการออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
ภาษีการรับมรดกนั้นได้ออกมาตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2558 และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 บัดนี้ผ่านมาร่วม 2 ปีเศษแล้ว ปรากฏว่าเป็นไปตามคาด ที่รู้ๆ กันว่าในต่างประเทศไม่ค่อยได้ผล เมื่อนำมาใช้ในเมืองศรีธนญชัยแบบไทย ก็ยิ่งไม่ได้ผลมากยิ่งกว่า ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนี้ก็ได้เริ่มร่างกันตั้งแต่ปีแรกของรัฐบาล คสช. และ ครม.ได้มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติกฎหมายนี้เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 แต่จนถึงบัดนี้ผ่านไป 2 ปีเศษแล้วยังไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ ถือเป็นกฎหมายภาษีที่แช่อยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นานที่สุด เป็นภาษีที่อยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญแปรญัตติวาระที่สองที่นานที่สุดตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2560 โดยมีการเลื่อนแล้วเลื่อนอีกครั้งละ 60 วัน ถึง 8 ครั้ง ล่าสุดทราบว่ากำหนดเสร็จในวันที่ 21 กันยายน 2561 รวมเวลาพิจารณาทั้งสิ้น 18 เดือน
เดิมมีการตั้งเป้าว่าจะออกมาให้มีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2561 แต่ก็ต้องมาวางเป้าใหม่เป็นมกราคม 2562 และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็มีข่าวออกมาจากผู้รับผิดชอบว่า เป้าใหม่นี้ไม่สามารถทำได้ ต้องประกาศใช้ในปี 2563 โน่น
จากการทำงานอย่างล่าช้า โดยอาจจะมีคำแก้ตัวจากผู้ที่เกี่ยวข้องว่า ต้องการทำให้เกิดความรอบคอบก็ตาม แต่เมื่อดูถึงพฤติกรรมของ สนช.ในเรื่องนี้ที่พยายามดึงเกม และพยายามร่วมกันอย่างมากในการปรับลดอัตราการจัดเก็บให้ต่ำลง ปรับเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับการยกเว้นให้สูงขึ้นเป็น 50 ล้านบาท รวมทั้งปรับอัตราการจัดเก็บให้ต่ำลงมาก ทำให้รายละเอียดของภาษีต่างไปจากที่ได้เสนอโดยกระทรวงการคลัง ซึ่งได้ผ่านคณะรัฐมนตรี และผ่านสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามาแล้ว
สิ่งที่ถูกปรับแก้ในคณะกรรมาธิการวิสามัญเกือบ 2 ปีนั้น หน้าตาของกฎหมายจะออกมาชนิดที่เรียกว่ามองหาร่างเดิมไม่เจอก็แล้วกัน ถ้าจะเปรียบคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.เป็นหมอศัลยกรรมความงาม ก็จะเห็นชัดว่ากฎหมายนี้ ถูกหมอศัลยกรรม สนช.ทำการผ่าตัดออกมาเป็นคนละคนทั้งตัวเลย จะผิดกับหมอศัลยกรรมจริงตรงที่ว่า หมอจริงใช้เวลาผ่าตัดแบบนี้ผลที่ออกมาต้องสวยพริ้ง แต่หมอ สนช.ทำออกมาแทนที่จะสวย กลับกลายเป็นขี้เหร่จนน่าชัง นี่แหละสภานิติบัญญัติแห่งชาติยุคนี้
ก่อนจะเชื่อตามที่กล่าวมาข้างต้น ขอให้มาดูว่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (Property Tax) นี้ คืออะไร ดีอย่างไร โดยเฉพาะคนจนและท้องถิ่นจะได้รับผลดีอย่างไร มาดูเรื่องเหล่านี้กันก่อน
การพิจารณากฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่มีวัตถุประสงค์ชัดแจ้งว่าจะต้องจัดการเก็บภาษีทรัพย์สินที่ดินและที่อยู่อาศัย ตลอดจนอาคารพาณิชย์และสถานประกอบการต่างๆ เพื่อนำรายได้มาให้ท้องถิ่นโดยตรง ท้องถิ่นใดดีมีธุรกิจแยะ หรือมีผู้มีอันจะกินไปอยู่กันแยะ จำเป็นต้องใช้เงินในการพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภค และสาธารณูปการเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ก็จะมีรายได้เข้าท้องถิ่นมาก ไม่ต้องรอเงินจัดสรรให้จากรัฐบาล เพราะยังไงๆ รอพึ่งเงินจากรัฐบาลไทย ชาติหน้าตอนบ่ายๆ ก็คงทำให้ท้องถิ่นดีขึ้นไม่ได้มาก ตามข้อเท็จจริงทุกวันนี้ประเทศไทยเราท้องถิ่นตั้งแต่ กทม. มีความต้องการเงินไปปรับปรุงท้องที่ของตนในทุกๆ ด้าน เพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่ประชาชน มันจำเป็นจริงๆ
การดึงเกมกฎหมายนี้ให้ช้าอย่างผิดปกติโดยเฉพาะกรรมาธิการวิสามัญแปรญัตติวาระสอง ที่ใช้เวลาพิจารณาจวนจะ 2 ปีมาแล้ว มองเห็นเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากจะต้องชี้ให้เห็นว่าคนไทยที่มีรายได้ชั้นกลางขึ้นไป จนถึงบรรดานักธุรกิจและเศรษฐีในทุกระดับ รวมทั้งผู้มีทรัพย์สมบัติเกินความพอเพียงทั้งหลาย คนพวกนี้ล้วนนั่งอยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สมัยนี้ ส่วนใหญ่ก็ไม่อยากจ่ายภาษีให้รัฐ ตามที่ชนชาติที่พัฒนาแล้วทั้งหลายที่ยินดีเสียภาษีเพื่อชาติเขา เรื่องนี้ชี้ชัดว่าประเทศไทยยังหารัฐบาลที่ทำเพื่อชาติอย่างปากพูดไม่ได้ ผู้มีอำนาจสูงในการบริหารประเทศ ในการตั้งคนมาเป็นสมาชิกของ สนช. พอจะตอบได้ไหมว่าท่านมีความรักชาติจริง อยากสร้างอนาคตของชาติให้ใกล้เคียงกับประเทศอื่นจริงๆ หรือ
การขาดความจริงใจหรือความตั้งใจที่จะจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อย่างที่ควรจะเป็นตามหลักการของการเก็บภาษีอากร คือ ต้องเก็บจากผู้มีอันจะกินและคนรวยให้มาก มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถลดความแตกต่างของสังคมได้ ประเทศชาติก็จะไม่สามารถก้าวพ้นกับดักทางการคลังได้อย่างแน่นอน
ขอให้มาดูตัวเลขอัตราภาษีที่เคยเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2559 ที่ได้เสนอให้อัตราเพดานภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างด้านพาณิชย์ไว้ที่ 2% และที่รกร้าง 2% เช่นกัน แต่เพดานของอัตราภาษีทั้งคู่ได้ถูกลดทอนโดย สนช.เหลือเพียง 1.2% ชี้ให้เห็นชัดว่ามีการกลัวว่าคนรวยที่มีเงินสะสมที่ดินไว้มากจะต้องเสียภาษีสูง
ยิ่งไปกว่านั้น ในกรณีของบ้านหลังแรก ซึ่งอาจเป็นบ้านรวมที่ดินหรือเป็นเจ้าของเฉพาะบ้าน ก็ได้มีการยกเว้นไม่ต้องถูกเก็บภาษีนี้หากมีมูลค่าทรัพย์สินของบ้านและที่ดินไม่เกิน 50 ล้านบาท และถ้าเป็นเจ้าของเฉพาะบ้านก็จะได้รับการยกเว้นหากมูลค่าไม่เกิน 10 ล้านบาท ส่วนมูลค่าทรัพย์สินที่สูงกว่าการยกเว้น ก็จะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำมาก เริ่มจากร้อยละ 0.2, 0.3, 0.5 และอัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 1.0 เมื่อบ้านและที่ดินหลังแรกซึ่งเป็นตัวหลัก ถูกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำเช่นนี้ แล้วจะหารายได้ที่ไหนมาพัฒนาท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดเล็กๆ ก็คงจะเก็บภาษีได้บ้างไม่กี่หลังคาเรือน เรื่องอัตราการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้กำหนดเช่นนี้เห็นได้ชัดว่า บ้านคนรวยที่หรูๆ ได้อิงบ้านคนจนหรือคนพอกินพอใช้เป็นฐาน และได้รับประโยชน์โดยบ้านหรูๆ ก็เสียภาษีไม่เท่าไหร่ ชี้ให้เห็นชัดว่ากฎหมายนี้ไม่ได้ใส่ใจเรื่องการกระจายความมั่งคั่งในสังคมไทยให้เห็นเป็นรูปธรรมเลย คำที่ว่า “คนไทยนั้นรวยเป็นกระจุก แต่คนจนนั่นยิ่งกระจายออกไปเรื่อย” ก็จะเป็นความจริงที่ยั่งยืนอยู่ต่อไป
ความไม่ตั้งใจที่จะจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างหรือภาษีทรัพย์สินนี้อย่างจริงจัง ที่เห็นชัดมากประการหนึ่ง คือ การไม่ได้เตรียมกระบวนการและขั้นตอนในการจัดเก็บในทางปฏิบัติไว้ล่วงหน้า ซึ่งทราบว่าเพราะเหตุนี้จำต้องใช้เวลาในการแก้ไขข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือทำประกาศและระเบียบในทางปฏิบัติ จนกระทั่งการจัดเตรียมบัญชีทรัพย์สินทั่วประเทศให้ถูกต้องและครบถ้วน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทั้งหมด ต้องใช้เวลาเริ่มทำกันในตอนกฎหมายจะผ่านสภานิติบัญญัติในเดือนกันยายนนี้ โดยต้องใช้เวลาจัดทำกันอีกไม่น้อยกว่า 1 ปี ดังที่ได้ยินได้ฟังมาว่า กฎหมายฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับได้ในต้นปี 2563
สรุปแล้วกฎหมายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะออกมาอย่างไม่จริงจังและจริงใจแบบนี้ใช้เวลาตั้งแต่ประกาศเป็นนโยบายที่ชัดเจนออกมาตั้งแต่กลางปี 2557 นั้นจะมีผลบังคับใช้ในต้นปี 2563 รวมเบ็ดเสร็จ 5 ปีครึ่ง ผลงานชิ้นนี้พอจะนับเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาล คสช.ได้ไหมครับ

