รายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะมาจากรายได้ที่ท้องถิ่นจัดหาเองและรายได้ที่รัฐจัดเก็บให้ รวมถึงรายได้ที่รัฐจัดเก็บและแบ่งให้ เช่น ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม
ย้อนไปเมื่อปี 2524 ที่เป็นยุค “โชติช่วงชัชวาล” จากการค้นพบแหล่ง “ก๊าซธรรมชาติ” ในอ่าวไทย ที่นำขึ้นมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงนำเข้าที่มีราคาแพงเป็นครั้งแรก รวมถึงการพบแหล่งก๊าซและน้ำมันบนบก สร้างรายได้ให้ประเทศอย่างมาก ทั้งภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เงินผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ รายได้จากองค์กรร่วมไทยมาเลเซีย และรายได้อื่นๆ รวมทั้ง “ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม”
เฉพาะ “ค่าภาคหลวงปิโตรเลียม” ตั้งแต่เริ่มเก็บจนถึงปัจจุบันรวมแล้วเป็นเงินกว่า 2.1 ล้านล้านบาท ล่าสุดช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ จัดเก็บได้ 21,922 ล้านบาท ส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน 20,843 ล้านบาท อีก 1,075 ล้านบาทส่งเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำไปพัฒนาชุมชน
ทั้งนี้ การจัดเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียมในทะเลจะนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินทั้งหมด แต่สำหรับค่าภาคหลวงฯ บนบก จะแบ่งสัดส่วน 40:60 โดย 40% นำส่งคลังเป็นรายได้ของแผ่นดิน
อีก 60% จัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยแบ่งเป็น 1.ให้ อบจ. 20% 2.ให้ อบต.และเทศบาลในเขตพื้นที่สัมปทานที่มีการผลิตปิโตรเลียม 20% 3.ให้ อบต.และเทศบาลอื่นที่อยู่ในจังหวัดที่มีพื้นที่ครอบคลุมการผลิตปิโตรเลียม 10% และ 4.ให้ อบต.และเทศบาลที่อยู่ในจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ 10%
อย่างไรก็ตาม การแบ่งรายได้จากค่าภาคหลวงฯ ให้ท้องถิ่นอาจไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน ดังนั้น “วีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ” จึงเสนอไปยังกระทรวงมหาดไทย ที่กำลังแก้ไข พ.ร.บ.การปกครองส่วนท้องถิ่น ให้พิจารณาปรับปรุงสัดส่วนการแบ่งรายได้จากค่าภาคหลวงฯ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงานของรัฐบาล
โดยเสนอให้ลดการจัดสรรค่าภาคหลวงฯ ที่ให้กับ อบจ. จาก 20% เหลือ 10% แล้วนำไปเพิ่มให้ อบต.และเทศบาลในเขตพื้นที่การผลิตปิโตรเลียมจาก 20% เป็น 30% เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลประโยชน์มากขึ้น
มนูญ ศิริวรรณ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ก็สนับสนุนข้อเสนอดังกล่าว เพราะประชาชนในพื้นที่ที่มีการผลิตปิโตรเลียมจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนาด้านต่างๆ โดยตรงมากยิ่งขึ้น
“มนูญ” ยังเสนอเพิ่มเติมว่า ควรแยกรายได้จากค่าภาคหลวงปิโตรเลียมให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแต่ละ อบต.และเทศบาล ได้รับจัดสรรจำนวนเท่าไร ประชาชนในพื้นที่จะได้รับรู้ว่าชุมชนตัวเองมีรายได้จากการผลิตปิโตรเลียมมากน้อยแค่ไหน และจะช่วยไม่ให้กลุ่มผู้หวังดีมั่วนิ่มโจมตีว่าประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับประโยชน์จากการผลิตปิโตรเลียม
ทั้งนี้ ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าผลิตได้มากน้อยเท่าไร หากผลิตได้มากค่าภาคหลวงฯ ก็จะเพิ่มตามไปด้วย แต่หากไม่สามารถผลิตได้และต้องนำเข้าทั้งหมด ไม่เพียงแต่รัฐจะไม่มีรายได้จากค่าภาคหลวงฯ แล้ว คนไทยยังต้องใช้เชื้อเพลิงราคาแพงด้วย
ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเดินหน้าสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่อง และเฉพาะหน้านี้ จำเป็นต้องเปิดสัมปทานแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกชและเอราวัณ ที่จะหมดอายุในปี 2565-2566
กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่สามารถเปิดให้เอกชนมาสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ได้เลย ด้วยคนบางกลุ่มที่เคลื่อนไหวคัดค้าน ปัดแข้งปัดขา และยังมุ่งหวังจะล้มการประมูลแหล่งบงกชและเอราวัณให้ได้
หากการผลิตปิโตรเลียมของประเทศต้องหยุดชะงักไป นอกจากขาดรายได้จากค่าภาคหลวงฯ ที่จะนำไปพัฒนาประเทศและท้องถิ่นแล้ว ยังทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศง่อนแง่นไปด้วย

