หน้าแรก คอลัมนิสต์ ไทยพบพม่า : ข...

ไทยพบพม่า : ข้าวกับรัฐสมัยใหม่ในพม่า (2) : โดย ลลิตา หาญวงษ์

31.08.18 | 13:00 น.

แม้ข้าวจะเป็นพืชที่คนพม่าบริโภคมาหลายร้อยปีแล้ว แต่ก็เพิ่งจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้เป็น
กอบเป็นกำและทำให้พม่าได้รับสมญานามว่า “ชามข้าวแห่งเอเชีย” เมื่อกว่าร้อยปีที่ผ่านมานี้เอง พื้นที่ปลูกข้าวที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอยู่แถบดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำหลายสายในพม่าตอนล่าง ที่จะไหลลงไปรวมกันในอ่าวเมาะตะมะ ก่อนหน้านี้ พื้นที่รกร้างในพม่าตอนล่างไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ เพราะศูนย์กลางของราชวงศ์พม่าอยู่ในพม่าตอนบน และพม่าตอนล่างก็มักจะถูกละเลย เหตุเพราะเป็น “เมืองมอญ” และเป็นพื้นที่รกร้างที่มีประชากรอาศัยอยู่น้อยมาก มิได้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจเช่น
มัณฑะเลย์และหัวเมืองอื่นๆ ในพม่าตอนบน

แม้นพม่าตอนบนจะเป็นพื้นที่แห้งแล้งแต่ก็สามารถปลูกข้าวได้ดี รองรับการบริโภคภายในประเทศได้อย่างดี แต่เมื่อระบอบอาณานิคมรุกคืบเข้ามาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 ทัศนคติที่คนพม่ามีต่อข้าวก็เริ่มเปลี่ยนไป จากของกินของใช้ในครัวเรือน สู่พืชเศรษฐกิจหลักเพียงอย่างเดียว ที่จะนำความมั่งคั่งมาสู่ประเทศนี้ พม่าตอนล่างเติบโตอย่างรวดเร็วหลังปี 1852 (พ.ศ.2395) หลังสงครามอังกฤษ-พม่า ครั้งที่ 2 เมื่อฝ่ายหลังสามารถผนวกพื้นที่ที่สำคัญยิ่งในพม่าตอนล่างมาเป็นของตนได้ ความรุ่งเรืองของการค้าข้าวและการสร้างบ้านแปงเมืองในพม่าตอนล่างเกิดขึ้นได้เพราะการอพยพภายในพม่าเป็นหลักก่อนการเข้ามาของชาวอินเดียนับล้านในอีกหลายสิบปีต่อมา

อังกฤษเริ่มเปิดให้เกษตรกรพม่าจับจองพื้นที่ในพม่าตอนล่าง ผู้อพยพจากพม่าตอนบนก็หลั่งไหลสู่พม่าตอนล่าง และสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับอุตสาหกรรมการปลูกข้าว ตั้งแต่คันนาไปจนถึงการเป็นแรงงานรุ่นแรกๆ ในโรงสีข้าวและท่าเรือที่เพิ่งตั้งขึ้นมาเพื่อใช้ส่งออกข้าวโดยเฉพาะทั้งในย่างกุ้งและพะสิม

การอพยพเข้ามาของผู้คนจากพม่าตอนบนหรือภายในพม่าตอนล่างในช่วงแรกทำให้จำนวนประชากรในพม่าตอนล่างสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สถิติที่ไมเคิล อาดาส (Michael Adas) ผู้เขียน The Burma Delta (พื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำในพม่า) หนังสือเล่มสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจพัฒนาการของการปลูกข้าวในพม่าตอนล่าง รวบรวมไว้ชี้ว่าในปี 1881 (พ.ศ.2424) มีประชากรเพียง 2.6 ล้านคนในพม่าตอนล่าง ในจำนวนนี้เกือบร้อยละ 20 เป็นผู้อพยพจากทั้งพม่าตอนบนและตอนล่าง ในอีก 10 ปีถัดมา ประชากรในพม่าตอนล่างเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว คือ 4.1 ล้านคน และในจำนวนนี้เป็นผู้อพยพที่ยังเข้ามาขุดทองในพม่าตอนล่างอย่างต่อเนื่องถึงร้อยละ 16

นอกจากการอพยพจะมาจากปัจจัยด้านการค้า แต่ผู้อพยพจากพม่าตอนบนยังตัดสินใจย้ายถิ่นฐานเพราะปัญหาความอดอยากในพม่าตอนบน อันเป็นเขตแห้งแล้งและประชากรอยู่กันหนาแน่น ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งตลอดศตวรรษที่ 19 ด้วย ในปี 1896-1897 (พ.ศ.2439-2440) เมื่อเกิดความแห้งแล้งในพม่าตอนบนครั้งใหญ่ ประมาณกันว่าผู้อพยพที่มาจากเพียง 3 จังหวัดในพม่าตอนบน ได้แก่ ยาเมติน เมกทิลา และมินจาน มีจำนวนถึง 2 แสนคน ก่อนหน้านี้การอพยพสู่พม่าตอนล่างอาจเป็นเพียงการอพยพชั่วคราว (in-migration) กล่าวคือ เกษตรกรและแรงงานในพม่าตอนบนเดินทางลงไปทำงานในพม่าตอนล่างเฉพาะในฤดูปลูกและเก็บเกี่ยวข้าว

Advertisement

แต่เมื่อมีสัญญาณของสภาวะอดอยาก การอพยพในปลายศตวรรษที่ 19 จึงมีลักษณะเป็นการอพยพแบบถาวรมากขึ้น และการคมนาคมขนส่งทางเรือที่ดีขึ้นพร้อมๆ กับการสร้างทางรถไฟสายแรก (ย่างกุ้ง-เมืองแปร)

น่าสนใจว่าการอพยพจากผู้คนภายในพม่ามักเกิดขึ้นในหมู่คนเชื้อชาติ “บะหม่า” เป็นหลัก แม้อังกฤษจะพยายามสนับสนุนให้ชาวฉาน (ไทใหญ่) ที่มีปริมาณถึง 1.1 ล้านคน และชาวยะไข่ที่มีจำนวน 7.6 แสนคน อพยพไปเป็นแรงงานในพม่าตอนล่าง แต่ชาวฉานก็ไม่นิยมเดินทางไปพม่าตอนล่างนัก เพราะความลำบากในการเดินทางและระยะทางที่ไกล ด้านชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญที่เดิมอยู่ในที่ราบลุ่มแม้น้ำในพม่าตอนล่างก็ถูกผลักออกไป จนเหลือชาวกะเหรี่ยงและชาวมอญในพื้นที่แถบเมืองย่างกุ้ง เฮนซาดา และเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำไม่มากนัก แต่สำหรับชาว “บะหม่า” หรือพม่านั้น การเดินทางไกลเพื่อทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหลายครอบครัวในพม่าตอนบน จนเกิดเป็นสำนวนภาษาพม่าที่ว่า “หากไม่ย้ายออกไปอีกหมู่บ้าน ก็ไม่มีใครเติบโตในหน้าที่การงานได้”

เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้ หลายท่านอาจจะสงสัยว่ากษัตริย์จากราชวงศ์คองบองมิทรงเห็นคุณค่าของพม่าตอนล่างหรือว่าสามารถเป็นพื้นที่ปลูกข้าวที่สร้างมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศได้ คำตอบคือกษัตริย์พม่าหลายยุคหลายสมัยต่างทรงเห็นศักยภาพของพม่าตอนล่าง แต่มีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้พื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำในพม่าตอนล่างกลายเป็นเพียงพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ประการแรกคือคนพม่าในพม่าตอนบนมักมองว่าพม่าตอนล่างเป็นพื้นที่อันป่าเถื่อนของชนกลุ่มน้อย ที่ขัดแย้งกับราชวงศ์พม่ามานับร้อยๆ ปี อย่างคนมอญและกะเหรี่ยง ที่แม้ส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาพุทธ แต่ก็มีวัฒนธรรมและหลักปฏิบัติที่แตกต่างออกไป นอกจากนี้เศรษฐกิจในพม่าตอนบนตลอดยุคคองบองยังเป็นเศรษฐกิจแบบยังชีพ เงินตรายังไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิตของผู้คน แต่เมื่อระบอบอาณานิคมคืบคลานเข้ามา เศรษฐกิจให้ความสำคัญกับเงินตราและการพัฒนา รัฐบาลอังกฤษจึงเน้นการปลูกพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ขนาดใหญ่ และสร้างแรงจูงใจทางการค้าเพื่อดึงดูดผู้คนจากทั่วทั้งพม่าให้มาเป็นแรงงานในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต

เมื่อเกษตรกรที่เข้ามาใหม่ในพม่าตอนล่างปลูกข้าวไปได้พักหนึ่งก็จะเกิดปัญหาอีกอย่างหนึ่งตามมา คือพื้นดินเริ่มขาดความอุดมสมบูรณ์ ทำให้เกษตรกรต้องละทิ้งที่ทำกินเดิม และไปหาที่ปลูกข้าวใหม่ๆ นอกจากปัญหาของดินแล้วยังมีโรคระบาด อุทกภัย และภัยธรรมชาติอื่นๆ ที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตเกษตรกรในพม่าตอนล่างดีขึ้นอย่างที่พวกเขาฝันไว้ ปัญหาเหล่านี้ทำให้เกษตรกรพม่าจำนวนมากจำเป็นต้องกู้หนี้ยืมสิน และจะกลายเป็นช่องทางให้พ่อค้าและผู้ปล่อยกู้จากทั้งในและนอกพม่าเข้ามาทำมาหากินจากช่องโหว่นี้

การเข้ามาของผู้อพยพในพม่าตอนล่างจึงมีเพียงการเปิดศักราชให้การพัฒนาเศรษฐกิจในบริติชเบอร์ม่าเท่านั้น แต่ยังปูพื้นฐานให้กับระบบเศรษฐกิจการค้าที่มีโครงสร้างที่ซับซ้อนขึ้นที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา และจะสร้างให้พม่าเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียมาจนถึงช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2