“วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร” นั้นถือเป็นวัดอีกวัดหนึ่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีความน่าสนใจ สวยงาม และมีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมอย่างมากอีกแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เป็นที่รู้จักกันอย่างดีทั้งในหมู่คนไทยและชาวต่างชาติ หากใครมาเที่ยวกรุงเทพมหานครต้องไม่พลาดที่จะแวะมาชื่นชมความงาม ตลอดจนสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงได้บรรจุ “วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร” ไว้ในโปรแกรมทัวร์ และไกด์บุ๊กนำเที่ยวต่างๆ
นอกจากความสวยงามของ “วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร” แล้วยังมีโรงเรียน “เทพศิรินทร์” ซึ่งเป็นโรงเรียนรัฐบาลชายล้วนขนาดใหญ่ในกลุ่มจตุรมิตร ประกอบด้วย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เป็นโรงเรียนดังที่ครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ.2505 ผู้เขียนเคยไปเดินเกาะรั้วหมายจะเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้แต่ก็ไม่สมหวัง (ฮา)
วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหารนั้นตั้งอยู่ใกล้สะพานกษัตริย์ศึกและสถานีรถไฟหัวลำโพง เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ที่ตั้งอยู่ 1464 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดเทพศิรินทร์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร อยู่รวมกับ “โรงเรียนเทพศิรินทร์”
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โปรดเกล้าฯให้สร้างวัดเทพศิรินทราวาส เมื่อ พ.ศ.2419 ขณะมีพระชนมายุครบ 25 พรรษาพอดี เพื่อทรงเฉลิมพระเกียรติและอุทิศพระราชกุศลสนองพระเดชพระคุณกรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งได้เสด็จสวรรคตตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ยังทรงพระเยาว์
วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2421 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯอาราธนาพระอริยมุนีมาจากวัดบวรนิเวศ พร้อมด้วยพระฐานานุกรม 3 รูป พระอันดับ 16 รูป สามเณร 3 รูป รวม 23 รูป มาอยู่วัดนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกุศล แล้วประกาศพระราชทานวิสุงคามสีมาและพระราชทานนามอารามแห่งนี้ว่า “วัดเทพศิรินทราวาส” ตามพระนามแห่งองค์พระราชชนนี
สถาปัตยกรรมสำคัญ ได้แก่ พระอุโบสถของวัดเทพศิรินทราวาสมีขนาดใหญ่และตกแต่งอย่างงดงาม ด้วยลายรดน้ำและซุ้มประตูหน้าต่าง เพดานสลักรูปเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญหลายองค์ เช่น พระนิรันตราย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจำรัชกาลที่ 4 ซึ่งอัญเชิญมาเมื่อ พ.ศ.2421 ตามพระราชประสงค์รัชกาลที่ 4 การวางแผนผังวัดเทพศิรินทราวาสนี้ถือว่าเป็นแปลนเหมาะสม ที่โรงเรียนอยู่ทางด้านตะวันออก หน้าวัดและเขตพุทธาวาส อยู่ส่วนกลาง และสุสานอยู่ด้านตะวันตก ดุจชีวิตคนซึ่งเดินตามดวงตะวัน เริ่มด้วยวัยเด็ก วัยกลางคน และปัจฉิมวัยซึ่งไปสุดสิ้นที่สุสาน สิ่งก่อสร้างที่เป็นที่รู้จักกันดี คือเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์
และใน พ.ศ.2439 โปรดเกล้าฯให้สร้างสุสานหลวงไว้ในวัด ด้วยมีพระราชประสงค์ให้เป็นฌาปนสถานสำหรับพระราชวงศ์ซึ่งไม่ได้สร้างพระเมรุที่ท้องสนามหลวงและสำหรับชนทุกชั้น นับเป็นเรื่องพิเศษ เนื่องจากโดยปกติแล้วจะไม่มีฌาปนสถานในพระอารามหลวง
การบูรณปฏิสังขรณ์ “วัดเทพศิรินทราวาส” จากอดีตในปี พ.ศ.2419 ถึงปัจจุบัน มีการดำเนินงานอยู่ 8 ระยะ
คือระยะที่ 1 พ.ศ.2419-2421 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์ชมพูนุท กรมขุนเจริญผลพูลสวัสดิ์ เป็นแม่กองก่อสร้าง เริ่มตั้งแต่ขุดคูล้อมพระอาราม ถมดินพื้นที่สร้างวัตถุสถาน ก่อกำแพงรอบเขตพุทธาวาส สร้างซุ้มประตูยอดทรงมงกุฎ หอระฆัง ศาลาติดกำแพงแก้ว หมู่กุฏิ ศาลาการเปรียญ ขุดสระน้ำกรุอิฐถือปูน ก่อวัจจกุฏิ ก่อฐานสีมา ฐานพระศรีมหาโพธิ์ ฐานพระอุโบสถ สร้างศาลาริมคลองผดุงกรุงเกษม ปลูกพลับพลาตรีมุขเป็นที่ประทับในคราวเสด็จพระราชดำเนินวัดเทพศิรินทราวาส
ระยะที่ 2 พ.ศ.2421-2426 เสด็จพระราชดำเนินทรงก่อพระฤกษ์พระอุโบสถ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2421 เวลาเช้า 5 โมงเศษ ช่างหลวงก่อเสาเฉลียง เสาพาไลผนังอาคารและเสาเก็จเสาร่วมในพนักลูกแก้ว ทำห้องอาบน้ำในบริเวณกุฏิเจ้าอาวาส ทำทางเดินภายในคณะเหนือ
ระยะที่ 3 พ.ศ.2427-2437 สร้างศาลาโถงหน้าพระอุโบสถ ก่อกำแพงรั้วเหล็กตอนหน้าวัดสร้างโรงเรียนเจ้าพระยานรรัตนราชมานิต (โต มานิตยกุล) ทำถนนในเขตสังฆาวาส ทำปราสาทโถงทรงจตุรมุขสำหรับประดิษฐานพระประธานและพระอัครสาวก สร้างสุสานหลวงพลับพลาอิสริยาภรณ์ และปลูกพันธุ์ไม้โดยรอบบริเวณพระอุโบสถ
ระยะที่ 4 พ.ศ.2437-2441 ทำซุ้มประตูหน้าต่างพระอุโบสถทั้งภายในและภายนอก เขียนลายรดน้ำและลายบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถ ทำบัวหัวเสาทั้งภายในและภายนอก ประดับรูปจำลองเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เพดาน เขียนลายประดับผนังภายใน เปลี่ยนฝ้ากุฏิเป็นไม้สัก พร้อมทั้งทาสีและทำรั้วไม้ล้อมกุฏิแต่ละหลังที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ สร้างกุฏิเจ้าฟ้าเยาวมาลย์นฤมลและกุฏิเจ้าฟ้าจันทราสรัทวาร สร้างศาลาดำรงธรรมและศาลาบำเพ็ญทาน ณ สุสานหลวง
ระยะที่ 5 พ.ศ.2441-2494 ตกแต่งเพดานภายในและภายนอกพระอุโบสถ ทำบัวหัวเสากลมและเสาเก็จภายในพระอุโบสถ ฉาบน้ำปูนที่เสาและผนัง สร้างพระอุโบสถสำเร็จ พ.ศ.2443 สร้างศาลาโถงด้านหน้าพระอุโบสถ สร้างมณฑปจาตุรนต์อนุสสารีและภาณุรังษีอนุสสรกุฏิสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ซ่อมอาคารโรงเรียนเจ้าพระยานรรัตนราชมานิต สร้างศาลาอุทิศนิเวศ ศาลาอุเทศปทุม ศาลาอิศรานุภาพ ศาลาราชสงครามที่สุสานหลวง รื้อพลับพลาอิสริยาภรณ์เดิมแล้วสร้างใหม่เป็นแบบไทยประเพณี
ระยะที่ 6 พ.ศ.2494-2521 บูรณะองค์กรต่างๆ ของพระอุโบสถ ซ่อมแซมและทาสีทั้งภายในภายนอก เปลี่ยนไม้โครงหลังคา ซ่อมและทาสีลวดลายประดับเพดาน ปูพื้นภายในพระอุโบสถด้วยหินอ่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้สร้างเมรุหลวงหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ และโปรดเกล้าฯให้จัดวางผังสุสานหลวงให้เป็นระเบียบแบบแผน
ระยะที่ 7 พ.ศ.2521-2546 ปูหินอ่อนฐานพระศรีมหาโพธิ์ ฐานพาไล และที่เชิงผนังภายนอกและบันไดทางเข้าพระอุโบสถ ซุ้มประตูยอดทรงมงกุฎและหอระฆัง ปรับปรุงเสนาสนะต่างๆ ในเขตสังฆาวาส สร้างอาคารเรียนปริยัติธรรม
ระยะที่ 8 พ.ศ.2551-ปัจจุบัน บูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุและอาคารสำคัญ ภายในวัดเทพศิรินทราวาส นับตั้งแต่กุฏิสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์และพระอุโบสถ รวมทั้งจัดทำทางเดินภายในเขตพุทธาวาส ปรับปรุงระบบไฟฟ้าโดยนำลงใต้ดินใหม่ และกำลังจะดำเนินการบูรณะกุฏิสมเด็จ 2472 เนื่องในวาระครบ 100 ปี แห่งการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมหวัง เมื่อ พ.ศ.2553
ผู้ออกแบบอนุรักษ์ พลอากาศตรีอาวุธ เงินชูกลิ่น ปีที่สร้าง 2419 ที่ได้รับรางวัล 2555
ลําดับเจ้าอาวาส วัดเทพศิรินทราวาส นับแต่ก่อตั้งวัดมาจนปัจจุบัน “วัดเทพศิรินทราวาส” มีเจ้าอาวาสมาแล้ว 9 รูป ได้แก่
ลำดับที่ 1 พระอริยมุนี (เอม อายุวฑฺฒโน) พ.ศ.2421-พ.ศ.2426
ลำดับที่ 2 พระธรรมไตรโลกาจารย์ (เดช ฐานจาโร) พ.ศ.2427-พ.ศ.2437
ลำดับที่ 3 พระวินัยรักขิต (นาม กาฬนาโม) พ.ศ. 2437-พ.ศ.2438
ลำดับที่ 4 หม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร (พร้อม ธมฺมรโต) พ.ศ.2438-พ.ศ.2441
ลำดับที่ 5 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) พ.ศ.2441-พ.ศ.2494
ลำดับที่ 6 พระสาสนโสภณ (เอื้อน ชินทตฺโต) พ.ศ.2498-พ.ศ.2521
ลำดับที่ 7 สมเด็จพระวันรัต (นิรันตร์ นิรนฺตโร) พ.ศ.2521-พ.ศ.2546
ลำดับที่ 8 สมเด็จพระญาณวโรดม (ประยูร สนฺตงฺกุโร) พ.ศ.2546-พ.ศ.2552
ลำดับที่ 9 สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย) พ.ศ.2553-ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่ง
“สมเด็จพระธีรญาณมุนี” (สมชาย วรชาโย) เป็นสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกาย อดีตคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1-2-3 และ 12-13 (ธรรมยุต) กรรมการมหาเถรสมาคม และรองแม่กองธรรมสนามหลวง รูปที่ 1 ฝ่ายนักธรรม ได้ริเริ่มโครงการอุปสมบทหมู่ปฏิบัติธรรมและจาริกแสวงบุญ ณ แดนพุทธภูมิประเทศอินเดีย-เนปาลขึ้น โดยมีหลักสำคัญ ซึ่งได้ชื่อปัจจุบันนี้ว่า… “โครงการอุปสมบทหมู่ในร่มพระบารมี” เจ้าประคุณสมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส หรือที่คนเรียกขานกันจนเป็นเสมือนชื่อ “วิทยาป้องกันกิเลส” (วปก.) โดยจัดขึ้นโดยคำสั่งและงบประมาณที่ท่านประคุณได้รับศรัทธาจากญาติโยมเป็นการส่วนตัว พร้อมกับผู้มีจิตศรัทธาสมทบถวายเพื่อนำกุลบุตรผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาไปบรรพชาอุปสมบท ณ แดนพุทธภูมิ และจาริกปฏิบัติกิจในสังเวชนียสถานทั้ง 4 ในประเทศอินเดียเนปาล เพื่อตามรอยบาทพระพุทธศาสดาให้พระนอกได้รับรู้เข้าใจในพุทธกิจ พุทธสถาน พุทธธรรมของพระพุทธเจ้าเมื่อ 2,600 ปี ในสถานที่จริง
โดยการดำเนินงานเจ้าประคุณได้มอบหมายให้คณะศิษยานุศิษย์ร่วมกันลงแรง (ลงแขก) และจัดการถวายตลอดโครงการโดยจิตอาสา โดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ จากผู้ร่วมโครงการ (เว้นค่าใช้จ่ายส่วนตัว อาทิ ค่าทำพาสปอร์ต ค่าทำวีซ่า ค่าเดินทางส่วนตัวในการร่วมกิจกรรมก่อนบวชและที่สำคัญห้ามมิให้มีการเรี่ยไร บอกบุญ หรือระดมทุนเพื่อการบวชโดยเด็ดขาด) ทั้งนี้ ได้มีการแจ้งประกาศนัดหมายปฐมนิเทศ “โครงการบวชอินเดีย วปก.” รุ่น 20 วันเสาร์ที่ 1 กันยายน 2561 เวลา 13.00 น. ณ ชั้น 1 อาคาร 4 วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร
ผู้เขียนได้ติดตามสอบถามถึงจำนวนผู้สนใจของรุ่นที่ผ่านๆ มา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จอรรถาธิบายว่า จำนวนแต่ละครั้งไม่มีกำหนดแน่นอน ขึ้นอยู่กับความสนใจ ตั้งใจจริง และความพร้อมของผู้บวช เมื่อสมัครแล้ว เจ้าประคุณท่านจะตรวจสอบ หากขาดซ้อม ขานนาคไม่ผ่าน ขาดความตั้งใจ และขาดความพร้อมทั้งปวง ก็จะไม่สามารถเดินทางไปบวช หรือพูดง่ายๆ ถูกตัดชื่อออกได้ เพราะท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ท่านถือว่าโครงการนี้สำคัญมาก
เป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและครอบครัว เป็นการนำพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใสและคุณธรรม ตลอดจนการดำรงชีวิตอย่างพอเพียง ยั่งยืนและเป็นสุขไงเล่าครับ

