การแพทย์และสาธารณสุขไทยเรานั้น เชื่อว่าเรามี “การแพทย์แผนไทยโบราณ” เช่น ยาหม้อ สมุนไพร นวดแผนโบราณ คลอดกับหมอตำแย ฯลฯ เป็นการดูแลรักษาแบบชาวบ้านตามวิถีชีวิตไทยสมัยโบราณ นับแต่ก่อนสมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา เรื่อยมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ผู้เขียนขอนับเอาจุดเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช ซึ่งมีพระราชหัตถเลขาที่ทรงมีต่อคอมมิตตีจัดการโรงพยาบาลซึ่งเป็นคณะกรรมการจัดตั้งศิริราชพยาบาล อันเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของเมืองไทย ซึ่งเป็นหลักฐานที่บอกกล่าวได้อย่างดีว่าพระองค์ทรงตระหนักถึงเหลุผลและความจำเป็นในเรื่อง “สุขภาพ” ของประชาชน เพราะเรื่อง “สุขภาพและความเจ็บป่วยนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อร่างกายโดยตรงเท่านั้น หากยังส่งผลถึงสภาพจิตใจของผู้เกี่ยวข้องด้วยไม่น้อย” ดังความว่า …
พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ณ วัน ๓ เดือน ๑ แรม ๗ ค่ำ ปีชวดสัมฤทธิศก ศักราช ๑๒๕๐ :
ถึงคอมมิตตีจัดการโรงพยาบาล ด้วยการรับรายงานที่ได้จัดการโรงพยาบาลตั้งแต่ต้นมาจนบัดนี้ทราบการโดยความยินดีเป็นอันมาก โรงพยาบาลนี้ได้คิดมาช้านาน อยากจะให้มีขึ้นได้ในทันใด แต่การนั้นไม่สำเร็จไปได้ตลอดจนได้ ตั้งใจแลออกปากอยู่เนืองๆ ว่าถ้าตายจะขอแบ่งเงินพระคลังข้างที่เป็นส่วนหนึ่งมอบไว้สำหรับใช้ในการโรงพยาบาล แลสั่งไว้ขอให้จัดการให้สำเร็จดังประสงค์ ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะคิดจัดการให้มีขึ้นจงได้และจะอุตหนุนการโรงพยาบาลด้วยทุนรอนส่วนหนึ่ง ไม่ชักเงินที่เป็นมรดกซึ่งกำหนดว่าจะให้นั้นมาใช้ แลมีอำนาจที่จะใช้เงินแผ่นดินได้อยู่ก็จะใช้เงินแผ่นดินเป็นรากเง่าของการพยาบาลบ้างตามสมควร การที่คิดไว้นี้ได้ทดลองจะจัดการบ้างที่ยังไม่เห็นว่าจะเป็นการถาวรมั่นคงได้
ภายหลังเกิดวิบัติเคราะห์ร้ายลูกซึ่งเป็นที่รักตายเป็นที่สลดใจด้วยการที่รักษาไข้เจ็บ เห็นว่าแต่ลูกเราพิทักษ์รักษาเพียงนี้ยังได้ความทุกข์เวทนาแสนสาหัส ลูกราษฎรที่อนาถาทั้งปวงจะได้รับความลำบากทุกข์เวทนายิ่งกว่านี้ประการใด ยิ่งทำให้มีความปรารถนาที่จะทำให้มีโรงพยาบาลยิ่งขึ้น ภายหลังกรมหมื่นดำรงราชานุภาพคิดการที่จะตั้งโรงพยาบาล ทำความเห็นมายื่นเห็นว่าเป็นทางที่จะจัดการตลอดได้ จึงได้ตั้งท่านทั้งหลายเป็นคอมมิตตีจัดการแลได้ปรึกษากับแม่เล็กเสาวภาผ่องศรี มีความชื่นชมในการที่จะสงเคราะห์แก่คนที่ได้รับความลำบากด้วยป่วยไข้นี้ ด้วยยอมยกทรัพย์สมบัติของลูกที่ตายให้เป็นส่วนในการทำโรงพยาบาลนี้เป็นต้นทุน
ท่านทั้งปวง ได้จัดการมาแต่นั้นถึงบัดนี้ได้บอกการที่ทำมาจนเป็นการที่เห็นได้ว่า จะเป็นการเรียบร้อยมั่นคงต่อไปดังนี้แล้ว จึงเป็นที่ให้มีความยินดียิ่งนัก ขอขอบใจกรมหมื่นดำรงราชานุภาพซึ่งเป็นต้นคิด แลคอมมิตตีทั้งปวงอันได้พร้อมในการช่วยจัดการให้ตลอดประสงค์ได้ดังนี้ คงจะเป็นส่วนความดีก็คือการกุศลตนสืบไปภายหน้า การที่เป็นคอมมิตตีช่วยกันจัดการมากๆ คนเช่นนี้ ก็เพราะจะอาศัยกำลังความคิดแลออกกำลังกายช่วยกันมากๆ เพราะเป็นการแรกที่ทำท่านทั้งปวงก็ย่อมมีราชการอื่นๆ อยู่ด้วยกันทุกนาย การจัดเป็นรูปขึ้นเช่นนี้แล้ว ก็เห็นควรจะให้เป็นหน้าที่จัดการเป็นกรมได้ เพราะมีการรักษาให้เป็นไปตามแบบอย่างมากกว่าที่จะต้องจัดใหม่จะเป็นการสะดวกในการที่จะจัดการรักษาการ แลเป็นการสิ้นกังวลของคอมมิตตีทั้งปวงด้วย เพราะฉะนั้น จึ่งขอสั่งให้เลิกคอมมิตตีตั้งแต่นี้ไป ลงชื่อ “สยามินทร์”…
นอกเหนือไปจากเรื่องที่ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสุขภาพพสกนิกรในแผ่นดินพระองค์แล้ว ยังมีที่สำคัญอีกเรื่องที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช ทรงเร่งดำเนินการด้าน “สาธารณสุข” ก็คือการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2430
ในฐานะพระเจ้าแผ่นดินและในฐานะบิดาที่ต้องสูญเสียบุตรนำมาซึ่งพระราชหัตถเลขาฉบับที่กล่าวถึงข้างต้น ในเวลาต่อมา ซึ่งหากนับตามปฏิทินสากลวันที่ทรงมีลายพระหัตถ์นี้ คือวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2431 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงประกาศพระบรมราชโองการจัดตั้ง “กรมพยาบาล” ขึ้น และโรงพยาบาลใหญ่ที่วังหลังนั้นให้เรียกชื่อว่า “โรงศิริราชพยาบาล” (ชื่อเดิม) แรกสร้างเป็นเรือนไม้ หลังคามุงแฝก 3 หลัง จุคนไข้ได้ 40 เตียง โดยมี “พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์” พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับหน้าที่เป็น “อธิบดีกรมพยาบาล” พระองค์แรก ต่อมา 11 ตุลาคม 2432 พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์ สิ้นพระชนม์ ด้วยโรคปับผาสะพิการ ในเดือนธันวาคม ปี 2432 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้ “กรมพยาบาลมาอยู่ในบังคับบัญชาเดียวกันกับกรมธรรมการสังฆการี กรมศึกษาธิการ กรมแผนที่และพิพิธภัณฑสถานรวม รวมเรียกว่า “กรมธรรมการ” โดยโปรดให้ “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ” เป็นอธิบดี “กรมธรรมการ” และให้พระไตรโกศา (เทศ ภูมิรัตน) เป็นอธิบดีผู้รักษาการกรมพยาบาล ภารกิจหลักของกรมพยาบาลเมื่อกว่า 120 ปีที่แล้วนั้น แบ่งเป็นเรื่องสำคัญๆ ดังนี้
1.การปลูกฝีแก่ประชาชน : จากหลักฐานที่ปรากฏ “การปลูกฝี” ภายใต้การรับผิดชอบของกรมพยาบาลนี้ มิใช่ครั้งแรก หากย้อนไปต้นรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในยุคที่ “การแพทย์แผนปัจจุบัน” เริ่มแพร่หลายในเมืองไทย หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังการแพทย์แผนปัจจุบันในเวลานั้นคือ “นายแพทย์แดนบีช บลัดเลย์” แพทย์ชาวอเมริกันที่ริเริ่มการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ นับเป็นงาน “ควบคุมโรคติดต่อครั้งแรก” ในประเทศไทย ก่อนที่ภาระรับผิดชอบดังกล่าวจะชัดเจนยิ่งขึ้น ในแผ่นดินของรัชกาลที่ 5 นอกจากการดำเนินงานในส่วนกลางแล้ว ยังขยายการปลูกฝีไปสู่ส่วนภูมิภาคนั้น กรมพยาบาลจัดข้าหลวงแพทย์ 2 กอง ออกปลูกฝีตามหัวเมือง แบ่งเป็น ฝ่ายเหนือ ตะวันออก ตะวันตก และทางใต้ จนสุดเขตแดนพระราชอาณาเขต
2.ตั้งโรงพยาบาลเพิ่ม : งานกรมพยาบาลในช่วงแรกนั้น นอกจากต้องควบคุมและจัดการกิจการของศิริราชพยาบาลแล้ว ยังมีการตั้งโรงพยาบาลเพิ่มอีกหลายแห่ง โดยมีแบบแผนอิงจากระเบียบการบริหารงานของโรงพยาบาลศิริราช เช่น โรงพยาบาลคนเสียจริตที่ปากคลองสาน ซึ่งดัดแปลงจากตึกบ้านของพระภักดีพัทธากร เปิดบริการเป็นครั้งแรกปี 2432 รับคนไข้ 30 คน การรักษาครั้งนั้นใช้ความรู้แพทย์แผนโบราณ เป็นหลัก
โรงพยาบาลแห่งต่อมา อยู่ที่ปากถนนสีลมต่อกับถนนเจริญกรุง โดยมี “หมอเฮส์” นายแพทย์ชาวอเมริกันก่อตั้งขึ้น และเป็นที่รักษาพยาบาลของฝรั่งในพระนครเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปี 2432 โรงพยาบาลแห่งนี้โอนมาเป็นของกรมพยาบาล และเปลี่ยนชื่อจาก “โรงพยาบาลบางรัก” เป็น “โรงพยาบาลเลิดสิน” จนถึงปัจจุบัน อีกแห่งคือ “โรงพยาบาลเทพศิรินทร์” ตั้งอยู่ตรงข้ามวัดเทพศิรินทร์ ดัดแปลงมาจากเรือนไม้สองชั้นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานเมื่อครั้งสร้างพระเมรุสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ มาใช้เป็นที่อำนวยการ
3.การจัดตั้งโรงเรียนแพทย์ : พระองค์เจ้าเสาวภางค์ทรงมีดำริจะจัดตั้งโรงเรียนสอนวิชาแพทย์เพื่อเพิ่มบุคลากรให้มากขึ้นและลดปัญหาการขาดแคลนแพทย์ประจำโรงพยาบาลต่างๆ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2432 โรงเรียนแพทย์ซึ่งสร้างขึ้นภายในบริเวณโรงพยาบาลศิริราชก็เปิดรับนักเรียนรุ่นแรก และในอีก 4 ปีให้หลังสำเร็จหลักสูตรวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน
4.การผดุงครรภ์แพทย์แผนปัจจุบัน : แม้ว่าจะมีโรงพยาบาลศิริราชแล้ว แต่ในระยะแรกๆ ประชาชนยังไม่นิยมการคลอดบุตรที่โรงพยาบาลและในจำนวนคนที่ตัดสินใจมาโรงพยาบาลนี้ บางคนก็ขอร้องให้แพทย์ใช้วิธีทำคลอดแบบเดิมที่ใช้ทั้งสายสิญจน์ และผ้ายันต์ติดล้อมไว้รอบห้อง รวมถึงขออยู่ไฟแบบเดียวกับการคลอดโดยหมอตำแย โรงพยาบาลเองก็ต้องยอมทำตามความต้องการ ด้วยเกรงใจว่าหากไม่อนุญาตแล้ว คนไข้ไม่ได้ให้ความร่วมมือในการคลอดบุตรจะมีอันตรายทั้งต่อแม่และเด็กได้ เมื่อความเรื่องนี้ทราบถึงสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมพยาบาลเชิญพระราชกระแสรับสั่งชี้แจงแก่ผู้ที่มาคลอดบุตรในโรงพยาบาล ความว่า “พระองค์เองก็เคยคลอดบุตรด้วยวิธีเก่า แต่เมื่อมาคลอดบุตรด้วยวิธีสมัยใหม่ก็ทรงพบว่าสบายกว่าในอดีตมาก พระองค์จึงมีพระราชประสงค์จะให้พสกนิกรได้รับความสุขเช่นเดียวกัน ด้วยอีกทั้งยังพระราชทานเงินทำขวัญทารกคนละ 5 บาท แก่คนไข้ที่กระทำตามที่ทรงชักชวน” ระยะแรก แม่หลายคนตกลงทำคลอดด้วยวิธีสมัยใหม่เพราะเห็นแก่รางวัลที่พระองค์ทรงประกาศ แต่ภายหลังเมื่อพบว่าการทำคลอดแผนใหม่นี้สะดวกกว่าแบบเดิมและไม่มีอันตรายตามที่เคยกังวล
การทำคลอดตามแนวทางของแพทย์แผนปัจจุบันก็เริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกรมพยาบาลสามารถกำหนดข้อบังคับรับหญิงคลอดบุตรในโรงพยาบาลเฉพาะผู้สมัครใจรับการผดุงครรภ์แบบปัจจุบันเท่านั้น และยกเลิกประเพณีอยู่ไฟในโรงพยาบาลได้ในที่สุด
ด้วยความพยายามที่จะทำให้โครงสร้างองค์กรและการบริหารเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด “กรมพยาบาล” ที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2431 รวมถึงกรมอื่นๆ ที่เกี่ยวพันกับสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชน อาทิ กรมประชาภิบาล “กรมสาธารณสุข” เป็นต้น จึงผ่านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยงานหลายต่อหลายครั้ง
กระทั่งวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2461 รัฐได้รวมกิจการสาธารณสุขหัวเมืองกับพระนคร ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของหลายกระทรวงเข้าไว้ใน “กรมสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย” โดยอธิบดีกรมสาธารณสุขในครั้งนั้นคือ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร” ผู้ทรงเป็นหัวเรือใหญ่ในการป้องกันโรค ปราบปรามโรคติดต่อร้ายแรง และส่งเสริมสุขภาพ อันเป็นสามพันธกิจหลักของกรมสาธารณสุขขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแล้ว งานสาธารณสุขยังคงประสบปัญหาในเรื่องความซ้ำซ้อนและการก้าวก่ายกันระหว่างกระทรวงและกรมหลายแห่งในระยะเวลาต่อมา ส่งผลให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานเป็นไปอย่างไม่ราบรื่นเท่าที่ควร ทั้งยังสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและทรัพยากรบุคคลด้วย
จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีขณะนั้น พิจารณาถึงสภาพการณ์ดังกล่าวแล้วเห็นว่าปัญหาเหล่านี้จะทุเลาลง หากรวมกิจการแพทย์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน รัฐบาลจึงได้สถาปนา “กระทรวงการสาธารณสุข” ขึ้นในปี พ.ศ.2485 มีพันเอก ช่วง เชวงศักดิ์สงคราม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง และมีนายแพทย์พูน ไวทยากร เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุข ความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานครั้งนี้ได้ประกาศไว้ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่ม 59 ตอนที่ 16 ซึ่งตรงกับวันที่ 10 มีนาคม 2485 นั่นเอง
10 ปีหลังจากนั้น “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9” ทรงโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2495 ขึ้นในประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 69 ตอนที่ 16 วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2495 จึงได้ระบุถึงการเปลี่ยนชื่อจาก “กระทรวงการสาธารณสุข” เป็น “กระทรวงสาธารณสุข” ส่วน “กรมสาธารณสุข” ที่อยู่ในสังกัดกระทรวงนี้ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น “กรมอนามัย” ดังชื่อที่ใช้ปัจจุบันนะครับ

