หน้าแรก คอลัมนิสต์ เมื่อจุดหมายไ...

เมื่อจุดหมายไม่ลับอีกต่อไป ทราเวลบล็อกเกอร์กับพลังแห่งการประชาสัมพันธ์ : ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

3.09.18 | 13:03 น.

“Hidden Places, Hidden Destinations อันนี้เป็นจุดชมวิวลับๆ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้นะคะ อันนี้แบมเอามาบอกเพื่อนๆ ที่ติดตามโดยเฉพาะเลย คือต้องคนท้องถิ่นมากกก ถึงจะรู้ คือต้องอินไซด์จริงๆ แบมว่าตรงนี้ถ่ายไอจีสวยมากกกอะ คือเริ่ด คือดี ยิ่งถ้าพระอาทิตย์ตกแล้วแสงมันลอดใบไม้ลงมานะโอโห ถ่ายไป
เพื่อนอิจฉาแน่นอนนนน” อีโมติคอนหน้ายิ้มใส่แว่น อีโมติคอนส่งจูบ แฮชแท็ก แฮชแท็ก คนกดไลค์ 18,325 คน คนแชร์ 3,423 คน

ลับมาก! ลับมากเลย ลับจนไม่ลับแล้ว!

นี่คือโพสต์ที่คุณอาจได้เห็นบ่อยตามอินสตาแกรมหรือเพจของทราเวลบล็อกเกอร์ แน่นอน, ตลาดของพวกเขากว้างใหญ่ พวกเขามีไอดอลและไอคอนเป็นของตนเอง แต่ตลาดของพวกเขาก็มีการแข่งขันสูง แบรนด์จะเลือกจ้างคนที่ดึงดูดใจและเข้ากับกลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุด หนทางของการก้าวขึ้นมาเป็นทราเวลบล็อกเกอร์แถวหน้าสำหรับบางคนคือการจับไปที่คนหมู่มาก ขณะที่ก็มีทราเวลบล็อกเกอร์จำนวนไม่น้อย เลือกไปสถานที่ที่ใหม่กว่า ที่เด่นกว่า ที่ “ไม่ซ้ำและไม่ช้ำ” พวกเขาเลือกที่จะถ่ายรูปในมุมที่สวยที่สุด ในเวลาที่ดีที่สุด ของสถานที่ที่เคยมีไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ เป็น “สถานที่งดงาม ธรรมชาติอันถูกซุกซ่อน” เพื่อเผยแพร่ให้ผู้ติดตามของตนได้รู้, ได้เห็น และที่สำคัญ ได้ไปตาม

นี่ไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศของเรา, เหมือนกับแทบทุกเหตุการณ์บนโลกอินเตอร์เน็ตนั่นแหละครับ, มันเกิดขึ้นด้วยเวลาใกล้เคียงกันทั่วโลก, เหล่าทราเวลบล็อกเกอร์ตบเท้าเข้ามาพร้อมๆ กับราคาตั๋วเครื่องบินที่ลดกระหน่ำทำให้การท่องเที่ยวเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายและกระจัดกระจายขึ้น จากที่ทุกคนเคยมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย “ยอดฮิต” มาถึงตอนนี้ บางคนก็เริ่มเคลื่อนย้ายไป “จุดหมายเงียบๆ” แทน

แต่ปัญหาคือ-เมื่อมีคนจำนวนมหาศาลเดินทัพไปยังจุดหมายเงียบๆ-จุดหมายที่เคยเงียบและเคยลับ ก็ไม่เงียบ และไม่ลับอีกต่อไป

Advertisement

ก่อนหน้านี้ ในปี 1999 ศูนย์จริยธรรมในการท่องเที่ยวกลางแจ้งโดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้เบื้องหลัง (Leave No Trace Center for Outdoor Ethics) เคยเผยแพร่หลักการเจ็ดข้อในการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบ (เจ็ดข้อนั้นคือ : การเตรียมตัวและวางแผน,
ตั้งแคมป์บนพื้นที่ที่ทนทานเท่านั้น, ทิ้งขยะอย่างเหมาะสม, ถ้าเจออะไรก็ทิ้งไว้อย่างนั้น อย่าเก็บกลับมา, ลดผลกระทบของแคมป์ไฟ, อย่ารบกวนสัตว์ป่า และให้คำนึงถึงนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ)

มาถึงปี 2018, ทุกวันนี้เริ่มมีการเรียกร้องให้ Leave No Trace เพิ่มหลักการข้อที่แปดขึ้นมาเพื่อดูแลผลกระทบจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก กลุ่มเคลื่อนไหวอย่างกลุ่ม “นักปีนเขาเรียกร้องหลักการข้อที่ 8” (Hikers for an 8th Leave No Trace Principle) ตั้งกฎขึ้นมาเองเป็นตัวอย่างเลยว่า นักท่องเที่ยวควร “มีความระมัดระวังในการ
โพสต์สิ่งต่างๆ บนโซเชียลมีเดียที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานที่ธรรมชาติ” หรือ “ควรตระหนักถึงผลกระทบของการโพสต์ให้เกิด ‘กระแส’ (buzz) ต่อที่ท่องเที่ยวทั้งหลาย”

ประเด็นที่น่าสนใจประเด็นหนึ่งของการโพสต์บนโซเชียลมีเดียต่อการท่องเที่ยวคือการ “แท็กสถานที่” (geotag)-ในยุคก่อน เมื่อหนังสือนำเที่ยวระบุจุดสนใจในสถานที่ต่างๆ พวกเขาก็ทำได้เพียงบอกกว้างๆ หรือให้แผนที่เพื่อให้นักท่องเที่ยวเดินไปตามเท่านั้น (เช่น ภูกระดึง เดินลงจากดอยมา 200 เมตร ใกล้กระท่อมสีเหลือง) แต่ในปัจจุบัน ด้วยความรุดหน้าและแพร่หลายของเทคโนโลยี GPS บนโทรศัพท์มือถือ ทราเวลบล็อกเกอร์สามารถปักหมุดจุดสนใจได้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งทำให้จุดที่เคยเป็นสมบัติลับเฉพาะของคนในพื้นที่ หรือมีไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของสายแมสได้อย่างง่ายดาย ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ หากจุดท่องเที่ยวเหล่านั้นรองรับคนได้ไม่มากพอ หรือไม่มีการเตรียมการรับมือมหาชนคนท่องเที่ยวที่ดีพอละก็ ธรรมชาติก็อาจถูกทำลายไปได้ง่ายดาย

อันที่จริงก็คล้ายกับเวลาที่ร้านอาหารท้องถิ่นสักร้านมีฟู้ดบล็อกเกอร์มาเยือน แล้วเขียนประชาสัมพันธ์ให้จนโด่งดัง มีเหล่านักชิมไหลบ่ามาที่ร้านอย่างอุ่นหนาฝาคั่งจนร้านไม่อาจคงรสชาติหรือบริการได้ดังเดิมจนกลายเป็นผลเสียนั่นเอง แต่ในกรณีนี้ผลเสียไม่ได้ตกอยู่กับเพียงธุรกิจเท่านั้น-แต่ยังตกอยู่กับธรรมชาติด้วย

ทราเวลบล็อกเกอร์อย่าง Taylor Burk (https://www.instagram.com/taylormichaelburk/) แสดงความเห็นว่าเขาเข้าใจดีว่าทำไมองค์กรอย่าง Leave No Trace จึงอยากให้มีมาตรการการควบคุมหรือสร้างจิตสำนึกเรื่องการแท็กสถานที่ แต่เขาก็อยากชวนให้มองในมุมกลับด้วยว่าหากมีคนไปเยือนแหล่งท่องเที่ยวแห่งใดแห่งหนึ่งมากๆ เข้า มันก็อาจทำให้เกิดความตื่นตัวในการรักษาสถานที่แห่งนั้นเพิ่มขึ้นด้วยมิใช่หรือ ในขณะที่ทราเวลบล็อกเกอร์คนอื่นๆ ก็พูดถึงเหตุผลของการแท็กสถานที่ว่าพวกเขาเพียงต้องการแบ่งปันประสบการณ์ดีๆ ให้กับนักท่องเที่ยวคนอื่นเท่านั้นเอง

โซเชียลมีเดียมีความสามารถในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในระดับความเข้มข้นรุนแรงและรวดเร็วระดับที่มนุษยชาติไม่เคยพบมาก่อน ผลลัพธ์ของการเผยแพร่ส่งต่อกันเป็นลูกโซ่ สิ่งหนึ่งอาจนำไปสู่อีกสิ่งที่เราไม่คาดคิด การแบ่งปันอาจนำมาซึ่งการสร้างสรรค์หรือทำลาย ขึ้นกับจุดเริ่มต้นและลมที่พัดพากระแสไป นี่คือสิ่งที่ทราเวลบล็อกเกอร์อาจควรระวัง ทุกครั้งที่พวกเขาลั่นชัตเตอร์ แต่งรูปบนแอพพ์อย่าง VSCO และกดโพสต์บนอินสตาแกรมหรือเฟซบุ๊ก สู่ผู้ติดตามหลักหมื่นหลักแสนของตน

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล