หน้าแรก คอลัมนิสต์ ‘กิจกรรมวันแม...

‘กิจกรรมวันแม่’ จัดอย่างไรให้สร้างสรรค์ : โดย จารึก อะยะวงศ์

4.09.18 | 14:45 น.

“สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย” แนะทบทวนกิจกรรมเชิญแม่มาโรงเรียน 12 ส.ค. หวั่นตอกย้ำแผลในใจของเด็กที่ความสัมพันธ์กับมารดาไม่ดีหรือเด็กกำพร้า วอนดู “จุดประสงค์ที่แท้จริง” ของงาน เพื่อเลือกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์และเหมาะสมกับผู้ร่วมงานทุกคน

ขอบคุณสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ที่ให้ความสนใจและเห็นความสำคัญของปัญหานี้ แม้จะล่าช้าไปหน่อยก็ตาม เพราะสิ่งที่จิตแพทย์แสดงความห่วงใยดังกล่าวนี้ ได้เกิดขึ้นจริงและเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ว่า “นักเรียนโรงเรียนประถมศึกษาใน กทม.คนหนึ่ง ได้จ้างพนักงานกวาดถนนให้ไปแสดงตัวเป็นแม่ของนักเรียนในกิจกรรมวันแม่ที่โรงเรียน”

จากประสบการณ์ที่เห็นความสำคัญของปัญหาสุขภาพจิตของนักเรียนที่มีปัญหาครอบครัว และเห็นว่าผู้ที่จะช่วยเยียวยาจิตใจของนักเรียนได้ดีที่สุดก็คือ “ครู” ระหว่างเป็นผู้บริหารโรงเรียนมัธยมวัดธาตุทอง จึงทำโครงการ “โรงเรียนสุขภาพจิตดี” ขึ้น จากประสบการณ์ของโครงการดังกล่าว เมื่อมีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ครั้งนั้น จึงเขียนบทความ “อย่าเพียงจัดกิจกรรมวันแม่ ต้องช่วยเป็นแม่ให้หนูด้วย … ครูขา” ลงพิมพ์ในมติชนในช่วงเวลาเดียวกันนั้น และเห็นว่าสาระของบทความครั้งนั้นยังทันสมัย สามารถตอบสนองความห่วงใยของสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทยในขณะนี้ได้ จึงขอคัดบทความดังกล่าวมานำเสนออีกครั้ง ดังนี้

นโยบายให้โรงเรียนจัดกิจกรรม “วันแม่-วันพ่อ” ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วไป บัดนี้กลับกลายเป็นการสะท้อนปัญหาครอบครัวแตกแยก เด็กไร้แม่-ไร้พ่อ ต้องจ้างแม่ค้า คนกวาดถนน คนขับแท็กซี่ มาร่วมงานที่โรงเรียนแทน ในขณะที่เด็กไร้แม่-ไร้พ่อ บางกลุ่มรวมตัวกันร้องไห้ บางคนไม่ยอมมาโรงเรียนในวันจัดกิจกรรมดังกล่าว หลายคนมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปในทางลบ เป็นละคร “ชีวิตจริง” ที่น่าเศร้ายิ่งกว่าละครทีวีเรื่อง “ดาวพระศุกร์”

เรื่องจริงข้างต้นนี้มีมานานแล้ว การเปิดเผยความจริงจึงเป็นสิ่งดีที่จะทำให้สังคมและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบถึงความรู้สึกอันปวดร้าวในหัวใจดวงน้อยของเด็กๆ เหล่านี้ ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นทุกวันตามสภาพสังคมในปัจจุบัน การที่โรงเรียนบางแห่งต้องแก้ปัญหาด้วยการเลิกจัดกิจกรรม “วันแม่” แต่แนะนำให้นักเรียนทำดอกมะลิแล้วนำไปให้แม่ที่บ้าน นับเป็นทางออกที่ดีพอสมควรทางหนึ่ง

Advertisement

แต่ถึงอย่างไรก็ยังแก้ปัญหาเด็กไร้แม่-ไร้พ่อไม่ได้ ที่สำคัญความทุกข์ระทมตรมใจของเด็ก มิได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อถึง “วันแม่” หรือ “วันพ่อ” เท่านั้น แต่เฝ้าทรมานจิตใจเด็กอยู่ทุกคืนวัน จนหลายคนต้องเสียอนาคตไป

คนที่จะช่วยปลอบโยนให้กำลังใจและคลายความเหงาให้กับเด็กเหล่านี้ได้ คงไม่มีใครที่จะดีไปกว่า “คุณครู” การแก้ปัญหาเรื่องนี้ทำได้ไม่ยาก ถ้าโรงเรียนจะให้ความสำคัญในการจัดบริการให้คำปรึกษาที่เป็นระบบและให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ กล่าวคือ โรงเรียนควรมีนโยบายในการช่วยเหลือนักเรียนเหล่านี้อย่างชัดเจนและจริงจัง บุคลากรของโรงเรียนตั้งแต่ผู้บริหารโรงเรียนตลอดจนครูอาจารย์ทุกคน ต้องร่วมมือกันในการทำแผนงานและทำโครงการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมเป็นขั้นเป็นตอน ดังนี้

1) ทำการสำรวจข้อมูลส่วนตัวของนักเรียนทุกคน ตั้งแต่เข้ามาเรียนไว้ในระเบียนสะสม เมื่อพบนักเรียนที่มีสภาพครอบครัวแตกแยก โรงเรียนต้องจัดครูอาสาสมัครเป็นพ่อแม่อุปถัมภ์ของนักเรียนเหล่านั้น ในกรณีที่จำนวนนักเรียนที่มีปัญหามีมากกว่าจำนวนครู ก็จัดเป็นระบบครอบครัว คือครูหนึ่งคนเป็นพ่อเป็นแม่อุปถัมภ์นักเรียนมากกว่าหนึ่งคน โดยเป็นนักเรียนต่างระดับชั้น เพื่อจะเป็นพี่น้องกันได้

2) ครูพ่อ ครูแม่ ไม่ควรวิตกว่าจะเป็นการเพิ่มภาระมากมาย เพราะเด็กเหล่านี้เป็นเด็กขาดความรักความอบอุ่น เขาจะไม่เรียกร้องอะไรมาก เพียงเขาทราบว่าครูมีน้ำใจและสนใจตัวเขา เขาก็ชื่นอกชื่นใจแล้ว ยิ่งมีพี่น้องได้พูดได้คุยเพียงวันละคำสองคำ เขาจะรู้สึกว่าชีวิตมีค่าขึ้น ฉะนั้นช่วยสละเวลาสักวันละนิด ท่านจะได้ทำกุศลอันยิ่งใหญ่

3) สิ่งที่จะสื่อสัมพันธ์ระหว่างพ่อ แม่ ลูก อย่างง่ายๆ ก็คือ การพูดจาทักทายเขาแบบพ่อแม่ที่รักและสนใจชีวิตความเป็นอยู่ของลูก การขอให้เขาช่วยงานประจำวันเล็กๆ น้อยๆ เช่น ดูแลความสะอาดโต๊ะทำงาน ช่วยยกสิ่งของ ด้วยคำพูดลักษณะขอร้อง และคำชมเชยเมื่อเขาทำได้เรียบร้อย หรือบางครั้งอาจจะมีขนมให้รับประทานบ้าง ที่สำคัญก็คือแสดงให้เขาเห็นว่า ครูมีความจริงใจและตั้งใจช่วยเหลือเกื้อกูล พร้อมจะรับฟังเรื่องราวที่เป็นปัญหาชีวิตของเขา ให้คำแนะนำในการแก้ปัญหา ช่วยแก้ปัญหา และพูดให้กำลังใจอยู่เสมอ นักเรียนจะรู้สึกว่า ครูเป็นที่พึ่งของเขาได้ เขาจะมีความศรัทธาและให้ความเคารพเช่นเดียวกับพ่อแม่ของเขาจริงๆ

4) ส่งเสริมให้นักเรียนเหล่านี้มีกิจกรรมยามว่างที่เขาสนใจ ถนัด และมีความสามารถ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อให้เขาผ่อนคลายความเครียด และเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการครุ่นคิดแต่เรื่องน่าเศร้าของตนเอง

สัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูกับนักเรียนเหล่านี้ จะทำให้นักเรียนไม่เกิดปมด้อย นักเรียนจะมีสุขภาพจิตดี และเป็นเกราะคุ้มครองไม่ให้เกิดปัญหา หรือมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปในทางเสียหาย รวมทั้งปลอดภัยจากยาเสพติดด้วย

ถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ว่าฯ กทม.และผู้บริหารระดับกรม เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ลองมอบนโยบายเช่นนี้ให้กับผู้บริหารโรงเรียนและคุณครูทั้งหลายนำไปปฏิบัติบ้าง บางทีการจัดกิจกรรม “วันแม่” และ “วันพ่อ” จะสร้างสุขให้กับนักเรียนได้ทุกคน

ที่สำคัญ… อย่าลืมให้รางวัลเป็นขวัญกำลังใจแก่ครูอาสาสมัครด้วยก็แล้วกัน การปฏิรูปการศึกษาจะได้พัฒนาไปอีกด้านหนึ่ง

จารึก อะยะวงศ์
[email protected]
ประธานกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนวัดพุทธบูชา