หน้าแรก คอลัมนิสต์ ตุรกี-กาตาร์ ...

ตุรกี-กาตาร์ : เพื่อนแท้ในยามวิกฤต โดย ปรีชาญาณ วงศ์อรุณ

7.10.18 | 16:00 น.

ถึงแม้ภูเขาสองลูกจะไม่มีวันเคลื่อนมาบรรจบพบกันได้ แต่สุภาษิตของชาวเติร์กก็สอนให้เชื่ออย่างมีความหวังว่า เมื่อพบกันเป็นครั้งแรกแล้ว ย่อมมีโอกาสที่จะพบกันเป็นครั้งที่สองและครั้งต่อๆ ไป

ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ประสบวิกฤตทางการทูต ถูกประเทศเพื่อนบ้านตัดความสัมพันธ์จนถึงวันที่ตุรกีประสบกับปัญหาค่าเงินตกต่ำ ผู้นำของกาตาร์และตุรกีได้พบปะกันแล้วถึง 5 ครั้ง โดยเฉพาะครั้งล่าสุดเมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตุรกีกำลังเผชิญกับวิกฤตค่าเงินตกต่ำอย่างหนัก

กล่าวได้ว่า ไม่มียุคไหนที่ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศจะแนบแน่น เห็นอกเห็นใจ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนดูเหมือนว่าเป็นเพื่อนแท้เท่ากับยุคนี้อีกแล้ว โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่กาตาร์และตุรกีต่างประสบกับวิกฤตครั้งใหญ่ จนกลายเป็นหนี้บุญคุณซึ่งกันและกันที่มิอาจลืมเลือนได้

เหตุการณ์รัฐประหารเพื่อหวังยึดอำนาจประธานาธิบดี นายเรเจพ เทยิพ แอร์โดอาน แห่งตุรกี เมื่อเดือนกรกฎาคม 2016 ถือเป็นจุดเริ่มต้นแรกๆ ที่ทำให้ผู้นำตุรกีและกาตาร์ซึ่งมีวัยห่างกันเหมือนพ่อลูกแนบแน่นและเชื่อใจกันมาจนถึงทุกวันนี้

ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ว่าในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานของค่ำคืนวันที่ 15 กรกฎาคม 2016 เมื่อทหารเติร์กจำนวนหนึ่งเคลื่อนพลหมายจับกุมตัวผู้นำตุรกีนั้น ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด บิน คาลิฟา อัล ธานี เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ คือผู้นำต่างประเทศคนแรกที่ยกหูโทรศัพท์สายตรงถึงผู้นำตุรกี และกระทรวงต่างประเทศกาตาร์เป็นรายแรกที่ออกแถลงการณ์สนับสนุนเคียงข้างประธานาธิบดีตุรกี

Advertisement

ยิ่งกว่านั้น ในช่วงแรกๆ ที่ยังไม่สามารถไว้วางใจทหารเติร์กทั้งกองทัพได้ ผู้นำกาตาร์ได้จัดส่งหน่วยรบพิเศษจำนวน 150 นาย ไปคุ้มกันประธานาธิบดีแอร์โดอานตามคำร้องขอ จนสามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤตมาได้จนถึงทุกวันนี้

ในปีต่อมา ก็ถึงคราวของกาตาร์ซึ่งไม่เคยคาดคิดว่าจะประสบกับวิกฤตทางการทูตที่เลวร้ายที่สุดในรอบเกือบๆ 4 ทศวรรษ เมื่อบาห์เรน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอียิปต์ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่ 5 มิถุนายน 2017 ด้วยข้อกล่าวหาว่า กาตาร์สนับสนุน (กลุ่ม) การก่อการร้ายในภูมิภาค พร้อมๆ กับการปิดล้อมและตัดขาดกาตาร์ทั้งในทางเศรษฐกิจและการคมนาคมจนถึงทุกวันนี้

ว่ากันว่าสิ่งที่สร้างความหวั่นวิตกมากที่สุดให้กับชีค ทามิม ผู้นำหนุ่มแห่งกาตาร์ซึ่งเพิ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2013 ก็คือการถูกโค่นล้มอำนาจจากอีกฝ่ายหนึ่ง และหากรายงานข่าวของสื่อตุรกี Gerçek Hayat มีความถูกต้องน่าเชื่อถือแล้ว นับว่าผู้นำกาตาร์คนปัจจุบันนี้เป็นหนี้บุญคุณประธานาธิบดีแอร์โดอานมากที่สุดสำหรับวิกฤตทางการทูตครั้งนี้

ถึงแม้จะไม่ได้มีท่าทีถือหางกาตาร์แบบออกนอกหน้าอย่างชัดเจนในวันแรกๆ แต่ประธานาธิบดีแอร์โดอานก็ประกาศท่าทีอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำของ 4 ประเทศอาหรับดังกล่าว ที่สำคัญก็คือท่าทีหลังฉาก เพราะนอกจากจะเป็นผู้นำต่างประเทศคนแรกๆ ที่โทรศัพท์ถึงผู้นำกาตาร์เพื่อยืนยันเป็นเพื่อนแท้เพื่อนตายอยู่เคียงข้างในยามวิกฤตแล้ว ว่ากันว่าผู้นำตุรกีคือผู้ช่วยชีวิตผู้นำกาตาร์ให้รอดพ้นจากการถูกยึดอำนาจ (ตามรายงานของสื่อตุรกี Gerçek Hayat ที่นำเสนอเปิดเผยเมื่อเดือนเมษายน ปีนี้)

ในค่ำคืนของวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันแรกของวิกฤตทางการทูต ปรากฏว่าหน่วยทหารรบพิเศษแห่งกองทัพเติร์กถูกระดมพลอย่างเร่งด่วนร่วม 200 นาย เพื่อทำหน้าที่อารักขาและคุ้มกัน
ผู้นำกาตาร์ตามคำร้องขอ เนื่องจากมีข่าวกรองว่าหน่วยรบพิเศษของซาอุฯและอาหรับเอมิเรตส์เตรียมทำรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจและโค่นล้มผู้นำกาตาร์ นอกจากนี้ ผู้นำตุรกียังได้สั่งการให้เครื่องบินรบติดเครื่องรอเตรียมบินไปช่วยเหลือผู้นำกาตาร์ในทันทีหากเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้นมาจริงๆ

ว่ากันว่าการขยับและส่งกำลังทหารหน่วยรบพิเศษไปคุ้มกันผู้นำกาตาร์ก่อนอีกฝ่ายหนึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้นำกาตาร์มีวันนี้ได้ มิฉะนั้นแล้ว บางทีประวัติศาสตร์กาตาร์และตะวันออกกลางในวันนี้อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นจริงๆ เหมือนเช่นในทุกวันนี้ก็เป็นได้

หากรายงานของสื่อตุรกีดังกล่าวมีความถูกต้องและเป็นจริง ก็เท่ากับว่าผู้นำกาตาร์ติดค้างหนี้บุญคุณประธานาธิบดีแอร์โดอานมากที่สุดอย่างชนิดที่ไม่สามารถตอบแทนหรือชดเชยได้ ไม่ว่าจะด้วยเงินจำนวนมหาศาลมากแค่ไหนก็ตาม

หลังจากผ่านพ้นช่วงวิกฤตที่เกือบถูกรัฐประหารยึดอำนาจแล้ว ก็ใช่ว่ากาตาร์จะอยู่รอดปลอดภัยไปตลอดฝั่ง สุภาษิตของชาวอาหรับเตือนใจให้ระมัดระวังว่า ถึงแม้ทุกสิ่งทุกอย่างจะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ (แล้วจึงพัฒนาเติบใหญ่) แต่พายุลูกใหญ่ที่กระหน่ำ (กาตาร์) ตั้งแต่วันแรกนั้นก็ใช่ว่าจะอ่อนตัวในวันถัดๆ ไป เพราะมีโอกาสที่จะเกิดพายุลูกใหญ่กว่าเดิมตามมาในวันหน้า ตราบเท่าที่วิกฤตทางการทูตกับประเทศเพื่อนบ้านยังไม่ลดราหรือได้ข้อยุติใดๆ

ดังนั้น การที่รัฐสภาตุรกีเร่งรัดลงมติผ่านร่างกฎหมายเปิดไฟเขียวให้รัฐบาลสามารถส่งทหารไปประจำการ ณ ฐานทัพในกาตาร์จึงถือเป็นความตั้งใจช่วยเหลือกาตาร์โดยตรง เรียกว่าเป็นการลงมติอนุมัติอย่างปัจจุบันทันด่วนที่สุด (นั่นคือ 2 วันหลังจากกาตาร์ถูกตัดความสัมพันธ์) ด้วยเจตนาของผู้นำตุรกีที่ต้องการส่งสัญญาณบอกกล่าวไปยัง 4 ประเทศคู่กรณีของกาตาร์ว่า ตุรกีพร้อมจะร่วมหัวจมท้ายกับกาตาร์โดยจะไม่มีวันนิ่งเฉยปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งสมคบคิดใช้ “คูเวตโมเดล” เพื่อจัดการแก้ปัญหากาตาร์โดยเด็ดขาด

จากข้อมูลข่าวกรองของทางการกาตาร์ซึ่งได้รับการยืนยันโดยรัฐมนตรีกลาโหม (เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้) ว่า ซาอุฯและอาหรับเอมิเรตส์เตรียมยกทัพข้ามพรมแดนเพื่อหวังยึดครองกาตาร์ในรูปแบบเดียวกับที่ ซัดดัม ฮุสเซน เคยบุกคูเวตเมื่อปี 1991 ก่อนที่แผนการจะถูกระงับและยกเลิกในนาทีสุดท้าย

โดยหลายฝ่ายเชื่อว่าส่วนสำคัญก็เนื่องมาจากแรงกดดันจากสหรัฐ ซึ่งมีฐานทัพใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางตั้งอยู่ในกาตาร์ แต่ในความคิดของผู้นำกาตาร์แล้ว ท่าทีของตุรกีมีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้กาตาร์รอดพ้นจากการถูกรุกรานและยึดครองโดยกำลังทหารของ 2 ประเทศเพื่อนบ้านร่วมอ่าวเปอร์เซีย

ในทางทหารแล้ว ฐานทัพตุรกีในกาตาร์มีกำลังพลน้อยเพียงแค่หลักร้อย (ที่จะเพิ่มเป็นหลักพันในอนาคต) ซึ่งยากจะป้องกันกาตาร์ได้ ขณะเดียวกันระยะห่างกันเกือบ 3,000 กิโลเมตร ก็ไกลเกินกว่าที่ตุรกีจะส่งเครื่องบินรบมาช่วยเหลือกาตาร์ได้ทันท่วงที (หากถูกรุกราน)

แต่การที่รัฐสภาตุรกีเร่งรัดแบบฟาสต์แทร็กในวันที่ 7 มิถุนายน 2017 (2 วันหลังกาตาร์ถูกตัดความสัมพันธ์) และอนุมัติร่างกฎหมายว่าด้วยการส่งทหารเติร์กไปประจำการในกาตาร์ ก็ส่งผลทั้งในทางจิตวิทยาและเชิงสัญลักษณ์อย่างมหาศาล จนเชื่อว่ามีส่วนทำให้ฝ่ายซาอุฯลังเลและต้องยกเลิกแผนการยึดครองกาตาร์ เพราะไม่ต้องการจะขัดแย้งโดยตรงกับตุรกี

ด้วยเหตุนี้เอง 1 ในเงื่อนไข 13 ข้อที่ฝ่ายซาอุฯยื่นเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2017 ให้กาตาร์ต้องปฏิบัติตามหากคิดจะคืนดีก็คือ ต้องยกเลิกฐานทัพและยุติความร่วมมือทางทหารกับตุรกีในทันทีจึงเป็นไปไม่ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น กาตาร์เตรียมขยายตั้งฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศเปิดทางให้ทหารเติร์กเข้ามาประจำการในกาตาร์มากขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีใครคิดจะรุกรานหรือโค่นอำนาจผู้นำกาตาร์โดยเด็ดขาด

ในสายตาของฝ่ายซาอุฯแล้ว ตุรกีอาจเป็น “หอกข้างแคร่” หรือกระทั่งภัยคุกคาม แต่ในสายตาของผู้นำกาตาร์แล้ว ตุรกีพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นมิตรแท้เพียงหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง

นอกเหนือจากความช่วยเหลือด้านการเมืองและทางทหารที่ประเมินค่ามิได้แล้ว ตุรกียังเป็นประเทศแรกสุดที่จัดส่งอาหารและของอุปโภคบริโภคไปช่วยเหลือกาตาร์ในช่วงแรกๆ ที่ถูกตัดขาดจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นความประทับใจที่ผู้นำกาตาร์คนนี้จะไม่มีวันลืมอย่างแน่นอน

ดังนั้น ด้วยบุญคุณที่มีต่อกันอย่างลึกซึ้งเป็นที่ประจักษ์แจ้งตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (โดยไม่จำเป็นต้องหาคำตอบว่าใครเป็นหนี้บุญคุณใครมากกว่ากัน) จึงไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายใดๆ ที่ผู้นำกาตาร์จะเป็นผู้นำต่างประเทศคนแรกที่เดินทางไปเยือนตุรกีเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม โดยไม่มีกำหนดการล่วงหน้า พร้อมๆ กับของขวัญชิ้นโตเป็นเงินทุน 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยเหลือตุรกีที่กำลังประสบปัญหาค่าเงินตกต่ำอย่างหนัก หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากตุรกี 5 วันก่อนหน้านั้น

ถึงแม้ว่าเงินร่วมๆ 5 แสนล้านบาท อาจจะไม่มากนักเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของตุรกี แต่การเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวที่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่ตุรกีด้วยความเต็มใจ (และอย่างไม่มีเงื่อนไข) นับตั้งแต่เริ่มประสบปัญหาค่าเงินตกต่ำลงเมื่อ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ย่อมสร้างความประทับให้กับประธานาธิบดีแอร์โดอานอย่างแน่นอน และช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา ทำให้สถานการณ์ของตุรกีไม่ตกต่ำย่ำแย่หนักไปกว่านี้จนเกิดเป็นวิกฤตใหญ่ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเมืองของผู้นำตุรกีคนนี้ได้

ในวันข้างหน้า หากสถานการณ์ของตุรกีเลวร้ายจนถึงขั้นเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เชื่อว่ากาตาร์พร้อมจะทุ่มเงินช่วยเหลือโดยไม่รีรอ (ถึงแม้อาจทำให้ผู้นำสหรัฐไม่พอใจก็ตาม) เพราะอนาคตของกาตาร์ (ทั้งในเรื่องวิกฤตทางการทูตและการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2022) ยังต้องอาศัย “มือเติร์ก” เป็นเกราะคุ้มกันที่อุ่นใจที่สุด

วิกฤตใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์อย่างดีที่ทำให้ผู้นำทั้ง 2 แนบแน่นและไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันจนกลายเป็นมิตรแท้ที่ถาวรที่สุด ตราบใดที่ทั้ง 2 ฝ่ายยังต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ก็ยากที่จะเห็นการแตกหักเกิดขึ้นซ้ำรอยเหมือนเช่นความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำตุรกีและผู้นำซีเรียที่ครั้งหนึ่ง (ก่อนจะเกิดวิกฤตซีเรีย) เคยใกล้ชิดอย่างมากๆ