วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือไม่ ต่างต้องรอหลังวันที่ 13 กันยายน 2561 ทั้งนั้น ด้วยเหตุรอพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสมาชิก
คำถามที่ค้างคามาเป็นปี คือ “มีเลือกตั้งไหม” ต้องรอคำตอบหลังวันที่ 13 กันยายนเช่นกัน
วัตรปฏิบัติของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่นิยมการถกเถียงหยอกล้อกับผู้สื่อข่าวทั้งที่ออกเสียงผ่านโทรทัศน์ ทั้งที่มีการกระทำ เช่น “เขกหัวนักข่าวหญิง” ผ่านออกมาจากจอโทรศัพท์มือถือ แม้จะเป็นการ “หยอกล้อ” แต่เมื่อปรากฏเป็นภาพออกมา ดูไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใดนัก
คิดจะหยอกล้อแบบลูกแบบหลาน คงทำไม่ได้ในขณะเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ
เพราะขณะนั้นเป็นระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายที่มีสถานภาพเท่าเทียมกัน ต่างมีสิทธิเสรีภาพไม่น้อยไปกว่ากัน
ที่ว่านี้มิได้ถึงขนาดจริงจังอะไรนักหนา เพียงแต่ขอเตือนในฐานะรุ่นน้องรุ่นพี่…เอ้ย…ไม่ใช่ ในฐานะปฏิบัติหน้าที่งานสื่อมวลชนเช่นเดียวกับเพื่อน
ร่วมงานคนนั้นเท่านั้น
วันนี้หลายพรรคการเมือง และรัฐบาลเดินหน้าผ่อนคลายกฎเหล็กมาตรา 44 ให้กับตัวเอง “อย่างไม่เป็นทางการ” ไม่ว่าจะเป็นการประกาศตัวหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และตำแหน่งอื่น แม้จะมีการกำชับว่าห้ามหาเสียง รัฐบาลเองยังเดินหน้าหาเสียงจากพี่น้องเจ้าของเสียงตลอด เช่นเดียวกับพรรคการเมืองทุกพรรคที่ให้สัมภาษณ์ให้ข่าวผ่านสื่อมวลชนทุกแขนง
นั้นไม่ใช่การหาเสียง เพียงแต่ประกาศให้ทราบว่า “ฉันรัฐบาลที่จะลงเลือกตั้งกับเขาด้วยนะ ฉันอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปด้วยนะ” หรือ “ฉันพรรคนี้มีนโยบายอย่างนั้นนะ” “อนาคตของพรรคฉันจะเดินหน้าด้วยหลักการใหม่ เช่น เลิกการเกณฑ์ทหารนะ”
“เอ…ฉันว่าหากจัดงบประมาณเพิ่มให้กับผู้สูงอายุอีกคนละร้อยสองร้อยดีเหมือนกันนะ”
ทั้งหมดนี้ หรืออื่นๆ อีกมาก ไม่ใช่การหาเสียง เพียงบอกให้ทราบว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้เท่านั้น
ขึ้นชื่อว่านักการเมือง พรรคการเมือง แท้ที่จริงจะเปิดโอกาสให้หาเสียงได้ 3 เดือน หรือ 20 วัน มีผลครือกัน ไม่ได้ได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกันเท่าใดนัก
การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นแบบไพรมารีโหวต
ไม่เป็นไร พรรคฉันเตรียมการไว้หมดแล้ว ขอให้บอกเถอะว่าจะให้ทำยังไง โถ… ยุบสภามีเวลาให้หาเสียงเลือกตั้ง 30 วัน ยังได้
เชื่อหรือไม่ การเลือกตั้งแต่ละครั้ง ไม่ว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่นานเท่าไหร่ ถึงเวลาเลือกตั้ง ทั้งเปลี่ยนพรรค ทั้งมีนักการเมืองหน้าใหม่ลงสมัคร
ผลการเลือกตั้งมักมีผู้สมัครหน้าใหม่ได้รับเลือก
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20
ด้วยเหตุผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งล้มหายตายจากไปจำนวนหนึ่ง ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเขยิบเพิ่มขึ้นมาอีกจำนวนหนึ่ง ผู้ที่ล้มหายตายจากไปเป็นผู้มีสิทธิเดิม แต่ผู้มีสิทธิใหม่ยังไม่เคยลงคะแนนเลือกตั้งมีโอกาสพิจารณาผู้สมัครหน้าใหม่
ยิ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ รัฐประหารผ่านมาแล้ว 5 ปี ผู้ที่เคยลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง วันนี้ไม่ว่าจะล้มหายตายจากไปเท่าไหร่ ผู้ที่เคยเลือกตั้งเหลืออยู่เท่าไหร่ ต้องพิจารณาพรรคการเมืองที่เคยเลือกและ
ไม่เคยเลือก
ส่วนผู้ที่เพิ่งมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง เวลาผ่านมา 5 ปี ย่อมรู้เช่นเห็นชาติรัฐบาลที่มาจากเผด็จการว่าเป็นอย่างไร ถึงอยากจะออกเสียงเลือกตั้งด้วยตัวเอง ผ่านมา 5 ปีแล้ว ไม่ได้เลือกสักที
คิดเอาเองแล้วกันว่า บรรดาเธอและฉันเหล่านั้นจะเลือกใคร เลือกผู้มาจากรัฐบาลเผด็จการ เลือกผู้ที่สังกัดพรรคเดิม ผู้สมัครพรรคเดิมแต่เป็นคนใหม่ หรือเลือกผู้สมัครที่มากับพรรคการเมืองใหม่
คิดได้เมื่อไหร่ จะได้รู้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในอีก 5 เดือนข้างหน้า เป็นใครบ้าง

