หลังจากมีข่าวมีผู้เสียชีวิตเพราะติดเชื้อจากการสัก ซึ่งยังรอการยืนยันผล ทาง กทม.เปิดเผยว่า ตามข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ.2554 และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 3 พ.ศ.2548 การสักอยู่ในกลุ่มกิจการที่เกี่ยวกับการบริการ ลำดับที่ 9.15 การสักผิวหนัง การเจาะหูหรือเจาะอวัยวะอื่น โดยผู้ประสงค์จะประกอบกิจการดังกล่าวจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การสาธารณสุข พ.ศ.2535 และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 3 พ.ศ.2560 หากผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา 17 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ปัจจุบันมีร้านสักที่ได้รับอนุญาตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวม 50 แห่ง เขตพระนครมี 17 แห่ง อีก 33 แห่งกระจายอยู่ในพื้นที่อื่น พบมากในแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่เศรษฐกิจ
กทม.ระบุว่า การสักลายเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เจ้าของกิจการจะต้องยื่นขอใบอนุญาตเปิดร้าน เมื่อยื่นขอใบอนุญาตแล้วเจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบอุปกรณ์ตามหลักสุขอนามัย รวมถึงผู้ประกอบการจะต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามมาตรา 32 (2) พ.ร.บ.สาธารณสุข ขณะนี้ กทม.ได้กำชับ 50 เขต เร่งสำรวจร้านสักลายที่ไม่มีใบอนุญาต หากพบต้องให้หยุดกิจการทันที และยื่นขอใบอนุญาตให้ถูกต้องก่อน ส่วนร้านสักลายริมทางเท้า หรือเป็นแผงจรสามารถใช้ทั้งกฎหมายสาธารณสุข และ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ดำเนินการ ส่วนการสักตามสำนักสงฆ์หรือวัด ให้ทางสำนักอนามัยประสานกับกระทรวงสาธารณสุขพูดคุยทำความเข้าใจ
อีกประเด็นสำคัญ ได้แก่ อาชีพช่างสัก ยังไม่มีกฎหมายควบคุมที่ชัดเจน และมีการเรียกร้องให้จดทะเบียนวิชาชีพด้านการสักลายให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะร้านสักทั่วประเทศมีประมาณ 5,000 ราย ส่วนกรุงเทพมหานครมีสมาชิกอยู่ในชมรมช่างสัก ทั้งที่มีและไม่มีใบอนุญาตกว่า 1,000 ราย ทางราชการจึงควรสำรวจตรวจตรา ทั้ง กทม.และต่างจังหวัด ใช้กฎหมายและระเบียบอย่างจริงจังมากขึ้น และพร้อมๆ กัน พึงเห็นความสำคัญอาชีพที่เกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาเก่าแก่ที่สืบทอดกันมานี้ ยกระดับให้เป็นวิชาชีพที่ต้องจดทะเบียนและมีการควบคุมเพื่อประโยชน์ของช่างสักเองและทำให้ผู้สักและสังคมมีความปลอดภัยมากขึ้นด้วย

