คงมีผู้คนในแวดวงพม่าศึกษาเพียงไม่กี่คนที่ไม่รู้จัก เจ.เอส. เฟอร์นิวอลล์ (J.S. Furnivall, ค.ศ.1878-1960/พ.ศ.2421-2503) ชายผู้อยู่เบื้องหลังหนังสือว่าด้วยระบอบอาณานิคมและการปกครองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่โด่งดังอย่าง “Colonial Policy and Practice: A Comparative Study of Burma and Netherlands India” (นโยบายและหลักปฏิบัติในอาณานิคม: การศึกษาเปรียบเทียบระหว่างพม่ากับอินโดนีเซีย) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1948 (พ.ศ.2491) ปีที่พม่าได้รับเอกราช และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมวิจัยพม่า (Burma Research Society) ที่มีอิทธิพลกับการสร้างองค์ความรู้ของพม่าศึกษาในช่วงก่อนสงครามโลก มาจนถึงยุคสังคมนิยมที่เปิดฉากในปี 1962 (พ.ศ.2505)
งานศึกษาของเฟอร์นิวอลล์กลายเป็นกรอบคิดใหญ่ที่ทำให้เราเข้าใจเศรษฐกิจสังคมพม่าในยุคอาณานิคมมาจนถึงปัจจุบัน แนวคิดของเฟอร์นิวอลล์มีอยู่ว่า การเข้ามาของระบอบอาณานิคมในต้นศตวรรษที่ 19 พร้อมกับกระแสเสรีนิยมทางการค้าที่โหมกระหน่ำไปทั่วโลกได้สร้างรัฐพม่ายุคใหม่ขึ้นมา และกลายเป็น “รากฐาน” ของเศรษฐกิจ-สังคมพม่าตลอดยุคอาณานิคม เพราะเศรษฐกิจแบบเงินตรานำพาผู้อพยพจำนวนนับล้านสู่พม่า (ทั้งการอพยพภายใน จากพม่าตอนบนลงสู่พม่าตอนล่าง และการอพยพจากอินเดียและจีน) และสร้างพหุสังคมขึ้น อันเป็นสังคมที่ผู้คนแต่ละเชื้อชาติอยู่แบบตัวใครตัวมัน และอยู่ในสังคมเดียวกันเพราะแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเท่านั้น
ก่อนพม่าได้รับเอกราช เฟอร์นิวอลล์คาดการณ์เอาไว้ว่ารัฐบาลพม่าจะพบกับปัญหาด้านการเมืองและเศรษฐกิจที่หนักอึ้ง เพราะเศรษฐกิจแบบเสรีที่ระบอบอาณานิคมนำเข้ามาผลักคนพม่าออกไปจากวงจรเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นนักชาตินิยมจึงต้องหาทางเพื่อนำเศรษฐกิจในพม่ากลับเข้ามาเป็นของคนพม่าอีกครั้ง อู นุ
ซึ่งสนิทสนมกับเฟอร์นิวอลล์เป็นอย่างดี เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังพม่าได้รับเอกราช นำนโยบายแบบสังคมนิยมและต่อต้านการนำเข้ามาใช้ เพราะนักชาตินิยมอย่างอู นุ เล็งเห็นว่าพม่าจะฟื้นตัวและออกจากวังวนของระบอบอาณานิคมได้ก็ต่อเมื่อสลัดมรดกทางเศรษฐกิจที่ระบอบอาณานิคมสร้างไว้ให้ได้ แต่การผลักตัวเองออกจากโลกภายนอก ขับชาวต่างชาติที่เป็นมันสมองของประเทศออกไป และการเลือกเดินตามนโยบายชาตินิยมของตัวเอง ทำให้สถานะทางการเงินของพม่ามาสู่จุดตกอับที่สุดภายใต้การบริหารงานของเน วิน ในทศวรรษ 1980
นอกเหนือจากบทบาททางเศรษฐกิจที่ระบอบอาณานิคมมีอิทธิพลต่อพม่าแล้ว อังกฤษยังตั้งสถาบันทางการเมืองขึ้นมาเพื่อสร้าง
“อัตลักษณ์ทางการเมือง” ของพม่า ที่ไม่ใช่อัตลักษณ์ทางเชื้อชาติและศาสนาแบบเดิม เฟอร์นิวอลล์เชื่อว่าพม่าจะได้รับเอกราชก็ต่อเมื่อคนพม่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลกได้แล้วเท่านั้น และระบอบอาณานิคมสร้างคุณูปการมากมายเพื่อเปิดให้คนพม่าออกไปสู่โลกที่กว้างขึ้นมากกว่าภายในประเทศของตนเอง
งานศึกษาล่าสุดของแครอล โบเชียร์ (Carol Boshier) ซึ่งชี้ให้เห็นความสำคัญของเฟอร์นิวอลล์ในฐานะผู้ร่วมสร้างอัตลักษณ์ของพม่าในช่วงหลังสงคราม มองว่าประสบการณ์การเป็นข้าราชการอาณานิคม (เรียกว่า ICS หรือ Indian Civil Service) และผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมวิจัยพม่า และการเป็นเจ้าของร้านหนังสือในช่วงสั้นๆ ล้วนทำให้เฟอร์นิวอลล์เชื่อว่าปัญหาที่ระบอบอาณานิคมสร้างขึ้นในพม่าจะแก้ได้ก็ต่อเมื่อคนพม่าถูกกระตุ้นให้มีความรักชาติ และมีอัตลักษณ์ร่วม
เฟอร์นิวอลล์ตั้งสมาคมศึกษาพม่าขึ้นมาในปี 1910 (พ.ศ.2453) เพื่อกระตุ้นความรู้สึกชาตินิยม บทบาทจำนวนมากที่สมาคมศึกษาพม่าตีพิมพ์ขึ้นผ่านวารสารสมาคมศึกษาพม่า หรือ JBRS กล่าวถึงประวัติศาสตร์ยุคโบราณ บทบาทกษัตริย์พม่า ไปจนถึงการขุดค้นทางโบราณคดี เป็นการรวบรวมและเผยแพร่รากเหง้าและที่มาของ “ชาติ” พม่าเป็นครั้งแรกๆ นอกจาก JBRS แล้ว เฟอร์นิวอลล์ยังเป็นทั้งผู้ก่อตั้งและผู้ร่วมก่อตั้งเบอร์มาบุ๊กคลับ ร้านหนังสือ และวารสารชื่อว่า “กันดา ลอกะ” หรือโลกหนังสือขึ้น โดยน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก London Review of Books ซึ่งเป็นทั้งบุ๊กคลับและเป็นวารสารวิจารณ์วรรณกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดในอังกฤษ ลูกค้าของเบอร์มาบุ๊กคลับมาจากหลากหลายสาขาอาชีพ รวมทั้งนักศึกษาหนุ่มจากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ที่สนใจการถกเถียงด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคมเป็นพิเศษ คนหนุ่มเหล่านี้ต่อมาจะกลายเป็นผู้นำในขบวนการเรียกร้องเอกราชให้พม่า หรือที่รู้จักกันในนามกลุ่ม “ตะขิ่น”
ปณิธานของเฟอร์นิวอลล์คือการให้คนพม่าเข้าถึงหนังสือดีๆ และองค์ความรู้แบบสากล เพื่อสร้างพื้นฐานที่ดีให้กับพม่าสำหรับเอกราชที่พม่าจะได้รับในวันข้างหน้า เขาเน้นว่าพม่าจะพร้อมรับมือกับโลกภายนอกก็ต่อเมื่อคนพม่าได้รับการศึกษาที่ดี และมีความรู้สึกชาตินิยมอย่างพอเหมาะ สมาคมวิจัยพม่าเป็นสถาบันแรกๆ ที่เปิดประเด็นเรื่องการเมืองและความเป็นชาติในพม่า บุ๊กคลับที่เฟอร์นิวอลล์ก่อตั้งขึ้นมา
กลายเป็นเวทีให้คนหนุ่มสาวและนักชาตินิยมใช้แลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างอัตลักษณ์ของคนพม่า และเป็นศูนย์รวมความหลากหลายทางเชื้อชาติและความคิด สมาคมวิจัยพม่าจึงมีสมาชิกที่เป็นทั้งชาวตะวันตก ชาวพม่า และกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ วารสารแห่งสมาคมศึกษาพม่าเกิดขึ้นใกล้เคียงกับการก่อตั้งมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ในปี 1920 นอกจากจะทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการและผู้เขียนบทความลงวารสารแล้ว เฟอร์นิวอลล์ยังเป็นกลไกขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยย่างกุ้งให้เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของเอเชียอีกแรงหนึ่งด้วย
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเฟอร์นิวอลล์มีเป้าหมายที่จะสร้างผู้นำทางความคิดให้สังคมพม่า และเปิดพื้นที่การถกเถียง ดังนั้นเราจึงเห็นการถกเถียงในเชิงวิชาการปรากฏอยู่ในวารสารอยู่บ่อยครั้ง เพื่อชี้ให้เห็นปัญหาที่พม่ากำลังเผชิญอยู่ และกำลังจะประสบเมื่อได้รับเอกราชไปแล้ว แม้รัฐบาลอังกฤษจะสอดส่องไม่ให้สมาชิกของสมาคมวิจัยพม่าพาดพิงถึงประเด็นที่อ่อนไหว อย่างเรื่องชาติพันธุ์หรือการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบอาณานิคม แต่สมาชิกของสมาคมต่างเห็นพ้องว่าจำเป็นต้องสร้างและรวบรวมประวัติศาสตร์ของชาติขึ้นมาใหม่ แน่ล่ะ ประวัติศาสตร์ที่ว่านี้มีกลิ่นอายชาตินิยมอย่างเต็มเปี่ยม
ทำให้ในยุคหนึ่ง วารสารของสมาคมเต็มไปด้วยข้อเขียนของ จี.เอช. ลูซ และเพ หม่อง ติน ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ยุคพุกาม ทั้งลูซและเพ หม่อง ติน ตั้งให้พุกามเป็น “ยุคทอง” ของพม่า สร้างความประทับใจให้ผู้อ่าน และนักชาตินิยมพม่าที่กำลังควานหารากทางประวัติศาสตร์ให้กับชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ หลังอังกฤษมอบเอกราชให้พม่า
แม้ในท้ายที่สุด เฟอร์นิวอลล์จะถูกขับออกจากพม่าหลังเน วินเข้ามารับตำแหน่งในรัฐบาลต่อจากอู นุ ในปี 1958 (พ.ศ.2501) และเสียชีวิตในอีก 2 ปีต่อมา แต่เฟอร์นิวอลล์ได้ทิ้งมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคมไว้กับพม่าอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือระบบการศึกษา และการถกเถียงในเชิงวิชาการผ่านสมาคมวิจัยพม่า แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ารัฐบาลพม่าของเน วินในยุคถัดมากลับเห็นว่าการศึกษาและการถกเถียงเป็นภัยร้ายต่อการสร้างสังคมนิยมแบบพม่า ฉุดให้การศึกษาในพม่าที่เคยอยู่ในอันดับต้นๆ ของเอเชีย จมดิ่งลงสู่เหวลึกของลัทธิชาตินิยม-ทหารนิยม และระบอบเผด็จการที่ยังกัดกินพม่าอยู่มาจวบจนปัจจุบัน

